กว่าโรเบิร์ท ดาวนีย์ จูเนียร์ จะเป็นโทนี สตาร์ค

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Less-Than-Zero-robert-downey-jr-15417915-1300-876

กับ แอนดรูว์ แม็คคาร์ธีย์ ใน Less Than Zero

โรเบิร์ท ดาวนีย์ จูเนียร์ สร้างชื่อให้กับตัวเองมาตั้งแต่ยุค 80 กับหนังอย่าง Less Than Zero, Weird Science (ที่กำลังมีข่าวว่าจะเอามาสร้างกันใหม่) แต่หากย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นการทำงานในวงการภาพยนตร์ ดาวนีย์ เปิดตัวในฐานะนักแสดงมาตั้งแต่ 5 ขวบโน่น กับภาพยนตร์ของพ่อตัวเองเรื่อง Pound

อย่าเพิ่งงง เพราะโรเบิร์ท ดาวนีย์ ซีเนียร์ พ่อของเขาก็คือ นักแสดง, นักเขียนบท, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับภาพ และผู้กำกับหนังใต้ดิน ไม่ใช่แค่พ่ออยู่ในวงการอยู่แล้ว เอลซีแม่ของดาวนีย์ ก็เป็นนักแสดงในหนังของสามี เรียกว่าบ้านนี้ เป็นบ้านคนทำหนังแบบเอสเอ็มอีก็คงไม่ผิด

ชีวิตของดาวนีย์ ดูจะไปได้สวยในวงการ มีผลงานต่อเนื่อง อย่าง  Air America, Soapdish และ Natural Born Killers การแสดงเป็นที่ยอมรับของคนดู และนักวิจารณ์มาโดยตลอด และถูกมองว่าเป็นหนึ่งนักแสดงจากกลุ่มแบรทแพ็คเพียงไม่กี่คน ที่มีศักยภาพมากพอจะเป็นนักแสดงขายฝีมือได้ โดยนักแสดงกลุ่มนี้เป็นนักแสดงวัยรุ่นจากหนังในยุค 80 ที่เกาะกลุ่มขึ้นมาดังเป็นแผงพร้อมๆ กัน และคบหาเป็นเพื่อนกัน อย่าง แอนดรูว์ แมคคาร์ธีย์, เอมิลิโอ เอสเตเวซ, ชาร์ลี ชีน, ทอม ครูซ, เดมี่ มัวร์, แพทริค สเวย์ซี โดยเฉพาะ คีเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์ ที่เคยเช่าห้องอยู่ด้วยกันถึง 3 ปี ระหว่างหาทางดังในฮอลลีวู้ด

chaplinหนังเรื่อง Chaplin ในปี 1992 ก็ทำให้ความเชื่อมั่นที่คนมีต่อเขาเป็นรูปธรรม เมื่อดาวนีย์เข้าชิงรางวัลในหลายๆ สถาบันจากบทแชปลิน ซึ่งก็รวมถึงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ แม้จะพลาดให้กับ อัล ปาชิโน จาก Scent of a Woman แต่สถานภาพนักแสดงของเขาก็ยกระดับจากหนังยุคแรกๆ โดยสิ้นเชิง ได้รับบทนำเดี่ยวมากขึ้น และถูกมองว่าเป็นนักแสดงคุณภาพอีกคนของฮอลลีวู้ด

แต่แล้วทุกอย่างก็จบลงเพราะยาเสพติด

จะว่าไปแล้ว ชีวิตของดาวนีย์อยู่กับยาเสพติดพอๆ กับวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก เมื่อดาวนีย์ ซีเนียร์เองก็ติดยา แล้วก็ให้ลูกชายลองเล่นกัญชาตั้งแต่ 6 ขวบ ต่อมาดาวนีย์ผู้พ่อก็สารภาพว่า เสียใจกับสิ่งที่ทำในตอนนั้นมาก ไม่ใช่แค่ให้ลูกชายได้สัมผัสกับยาเสพติด การเสพยายังเหมือนการแสดงความรักต่อกันของพ่อลูกคู่นี้ด้วย “ตอนที่พ่อกับผมใช้ยาด้วยกัน เหมือนว่าเขากำลังพยายามแสดงความรักกับผม ซึ่งนั่นเป็นวิธีเดียวที่เขาแสดงออกมา” จากนั้นดาวนีย์ก็ติดเหล้าเพิ่มมาอีก และลองยาเสพติดสารพัดชนิดที่มี กับการใช้ยาเขาเคยให้การกับศาลว่า “มันเหมือนกับมีปืนลูกซองจ่ออยู่ในปากผม พร้อมกับวางนิ้วตัวเองไว้ที่ไก ผมชอบรสชาติของเหล็กปากกระบอกปืน”

ในปี 1999 ดาวนีย์ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี ทำให้หนังที่เขารับเล่น ประสบชะตากรรมที่แตกต่างกัน บางเรื่องเขาได้รับอนุญาตให้ออกมาเข้ากล้องจนเสร็จ บางเรื่องต้องเลิกจ้าง เพราะเขาไม่สามารถมาทำงานได้ แต่ดาวนีย์ติดคุกได้แค่เกือบปีก็ถูกปล่อยตัว โดยวางเงินประกัน กับศาลนำเวลาที่เขาเคยถูกจับกุมหลายต่อหลายครั้งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ปี 1996 มาลดหย่อน

ally mcbeal

ใน Ally McBeal

ทันทีที่ออกมา ดาวนีย์ได้งานในซีรี่ส์ Ally McBeal และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี่ กับคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ แต่เจ้าตัวกลับมองว่า การแสดงในซีรี่ส์เรื่องนี้ของเขาถูกตีค่าสูงเกินจริง และ “เป็นจุดต่ำสุดในเรื่องการใช้ยาของผม ตอนนั้น ผมไม่สนว่าจะเล่น-่าอะไรแล้ว” ช่วงวันขอบคุณพระเจ้าปี 2000 ห้องพักของเขาถูกเจ้าหน้าที่เข้าค้นและพบโคเคนในห้อง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ดาวนีย์ต้องจำคุกถึง 4 ปี 8 เดือน ทำให้ซีรี่ส์ตกลงจ้างเขาอีกแค่ 8 ตอน แต่พอเขาโดนจับอีกหนแม้จะได้รับการปล่อยตัว เดวิด อี เคลลี่ ผู้อำนวยการสร้างก็สั่งให้เขียนบทและถ่ายทำใหม่ โดยไม่มีดาวนีย์ในเรื่อง แม้จะเป็นตัวทำเรทติ้งให้ก็ตาม

คดีโคเคนทำให้ดาวนีย์เสียบทใน America’s Sweethearts, ละครเวที Hamlet ของเมล กิ๊บสันที่เขาจะรับบทนำต้องยกเลิก ศาลตัดสินให้เขาเข้ารับการบำบัดและดูแลความประพฤติ 3 ปี ตามข้อกฏหมายของรัฐที่เพิ่งผ่านการเห็นชอบเพียง 1 ปีก่อนหน้านั้น เพื่อให้ผู้ติดยาที่ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวได้มีโอกาสรักษาตัว แทนที่จะถูกจำคุก

งานแรกหลังออกจากสถานบำบัดของดาวนีย์ ตอนปลายปี 2001เป็นมิวสิค วิดีโอ I Want Love ของเอลตัน จอห์น แต่กว่าจะมีเล่นก็ต้องรอถึงปี 2003 โดยเป็น The Singing Detective ของเมล กิ๊บสัน ที่สนิทกับเขาตอนเล่น Air America ด้วยกัน และเปิดทางให้ดาวนีย์ได้เล่นหนังเรื่องอื่นๆ ซึ่งมีการทำสัญญาพิเศษเพิ่มเติม เริ่มจาก Gothika ที่กั๊กค่าตัวเขาไว้ 40% จนกว่าจะถ่ายเสร็จ หนังหลายๆ เรื่องก็วางเงื่อนไขคล้ายๆ กันเมื่อจ้างดาวนีย์

Iron Manงานแสดงเข้ามาหาดาวนีย์ จูเนียร์ อย่างต่อเนื่อง ในที่สุด เขาก็ได้อยู่ในจุดที่สมควรกับศักยภาพ ในปี 2008 จากบท โทนี สตาร์ค มหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ ที่อีกด้านของชีวิตเป็น ซูเปอร์ฮีโร่ที่ชื่อ ไอออน แมน ในหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนของมาร์เวล Iron Man และเข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้งจาก Tropic Thunder ตามด้วยการเป็นนักแสดงทำเงินกับหนังอย่าง Sherlock Holmes ของผู้กำกับ กาย ริทชี่, Iron Man 2 และ The Avengers ซึ่งตัวเขาเพิ่งออกมาเผยว่า ได้รับค่าตัวจากหนังเรื่องนี้ถึง 50 ล้านเหรียญ

นั่นคือเรื่องของความสำเร็จในเรื่องเงินตรา แต่กับเรื่องรางวัล 2 ครั้งแล้วที่เขาพลาดรางวัลออสการ์ แต่กับเจ้าตัวแล้วไม่ใช่เรื่องอะไรที่น่าเสียดาย เพราะ “ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้รางวัลแบบโดยตรงมาเลย ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ต้องให้ผมสักตัวอยู่ดี เวลาที่ผมแก่ตัวไป ไม่สำคัญว่าคุณจะพูดอะไรออกมา ผมจะได้แน่ๆ หนึ่งตัว”

และนี่คือผู้ชายที่ล้มแล้วลุกขึ้นมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

จากเรื่อง หนังต้องดูของโรเบิร์ท ดาวนีย์ จูเนียร์ โดย นพปฎล พลศิลป์ จากนิตยสาร Hip เชียงใหม่


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.