การกลับมาของราชาแห่งอสูรยักษ์ GODZILLA: KING OF THE MONSTERS

SHARE THIS
  • 13
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    13
    Shares

ก็อดซิลลานักล่าผู้ยิ่งใหญ่กลับมาแล้ว และหนนี้มันจะต้องเผชิญหน้ากับสามตัวร้ายในตำนาน มอธรา, โรแดน และกิโดราห์ เราจะมาดูกันว่า หนังภาคต่อที่อลังการงานสร้างกว่าภาคแรกจะเชิดชูตำนาน และวางรากฐานให้กับจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์ได้ยังไง?

 

“เหนื่อยสายตัวแทบขาด” น่าจะเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในการอธิบายสภาพผู้กำกับไมเคิล โดเฮอร์ตี ขณะกำลังควบคุมคุณภาพในการทำงานขั้นตอนสุดท้ายของ Godzilla: King of the Monsters หนังแม้จะล็อควันฉายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีหนังฉบับตลาดต่างประเทศรวมทั้งโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ให้เซ็นสัญญา มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกลเหลือเกินกว่าจะมาถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้น “เหนื่อยสายตัวแทบขาด” น่าจะเหมาะสมดี “ผมรู้สึกเหมือนตัวเองต่อสู้กับสัตว์ประหลาดพวกนี้มาตั้งสามปี!” โดเฮอร์ตีพูดก่อนจะตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

ถึงจะเหน็ดเหนื่อยสาหัสปานใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความกระตือรือร้นที่มีอยู่ในตัวของโดเฮอร์ตีได้ เพราะในฐานะแฟนบอยของก็อดซิลลา นี่คืองานที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับเขา แถมยังเป็นงานกำกับหนังทุนสูงที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา โดยผลงานก่อนหน้านี้ของโดเฮอร์ตีก็อย่าง Krampus และ Trick ‘R Treat หนังสยองขวัญที่เขาทำเป็นกวีนิพนธ์ ส่วนหนังบล็อคบัสเตอร์ก่อนหน้านี้ก็เป็นแค่งานเขียนบทให้กับ X2 และ Superman Returns แต่ Godzilla: King of the Monsters เป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปจากหนังเหล่านั้น

จะว่าไปแล้ว เป็นเรื่องหาได้ไม่ง่ายสำหรับหนังบล็อคบัสเตอร์เน้นเทคนิคพิเศษด้านภาพ ที่จะทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมฉายก่อนกำหนดหลายๆ เดือน แต่ Godzilla: King of the Monsters ไม่ใช่แค่เป็นภาคต่อของ Godzilla เมื่อปี 2014 หากยังเป็นชิ้นส่วนสำคัญในจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์ (MonsterVerse) ที่รวม Kong: Skull Island เอาไว้ด้วย และถูกสร้างเพื่อส่งหนังที่เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างก็อดซิลลาและคอง ซึ่งจะออกฉายในปี 2020 แต่หนังเรื่องนี้ยังมีอะไรมากกว่านั้น เพราะก็อดซิลลาจะต้องปะทะกับสามสัตว์ประหลาดยักษ์ระดับตำนานก่อนหน้าที่จะไปถึงคอง

Godzilla: King of the Monsters จะแนะนำสามสัตว์ประหลาดตัวใหม่สำหรับหนังเรื่องนี้ แต่เป็นที่คุ้นเคยกันดีมาให้รู้จัก โรแดน – เทอราโนดอนที่มีปีกคล้ายนกเพลิง, คิง กิโดราห์ – สัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายมังกรสามหัว และมอธรา – ไคจูผีเสื้อกลางคืน ที่คงไม่มีใครอยากให้มันมาเกาะที่หน้าต่างนอกบ้านในยามค่ำคืนแน่ๆ

“อย่างที่เห็นกัน ลีเจนดารีและวอร์เนอร์ พยายามสร้างจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์” โดเฮอร์ตีบอก “และผมก็เป็นแฟนตัวยงของคอนเส็ปท์นี้ พอคิดถึงเรื่องนี้ คุณจะนึกออกว่า โตโฮ (บริษัทสร้างภาพยนตร์ของญี่ปุ่นที่อยู่เบื้องหลังหนังภาคต่อ Godzilla ฉบับดั้งเดิม) เริ่มสร้างจักรวาลนี้มาตั้งแต่ยุค 60 แล้วก็ 70 เอาจริงๆ ตั้งแต่ 50 ด้วยซ้ำ ถ้าคุณอยากย้อนไปไกลกว่านั้น” อย่างที่โดเฮอร์ดีบอก โรแดนมีหนังนำเดี่ยวในปี 1956 สองปีหลังจากหนัง Godzilla เปิดตัว จากนั้นมอธราก็มีหนังของตัวเองในปี 1961 ส่วนหนังข้ามเรื่องที่จับพวกมันมาเจอกันก็มีให้ดูตลอดยุค 60

และ Godzilla: King of the Monsters ก็จะสานต่อด้วยการแนะนำบรรดาสัตว์ประหลาดคู่ปรับสำคัญของก็อดซิลลาให้เป็นที่รู้จักอีกครั้ง

จักรวาลที่แผ่ขยายออกไปครั้งใหม่ของหนัง Godzilla และเพื่อนๆ เริ่มต้นในปี 2014 ด้วย Godzilla งานกำกับของแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ หนังสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างช้าๆ ด้วยความทะเยอทะยานที่แรงกล้า เราได้เห็นการกลับมาทำลายล้างของก็อดซิลลา และครอบครัวของทหารหนุ่ม – แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน ติดอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยทรากปรักหักพัง ที่ไม่ต่างไปจากหนังทุนต่ำแจ้งเกิดของเอ็ดเวิร์ดส์ Monsters ก็คือการเน้นเรื่องของ ‘คน’ มากกว่าสัตว์ประหลาดยักษ์ และนำเสนอพวกมันในแบบที่ดูมีตัวตน มีชีวิตอยู่ได้ในโลกจริงๆ ยิ่งกว่าที่เคยเป็น

ในหนังของเอ็ดเวิร์ดส์ยังมีโมนาร์ช ทีมค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในเงามืด ซึ่งทำหน้าที่เกาะติดการปรากฏตัวอีกครั้งของยักษ์ใหญ่ของโลกยุคเก่า การกลับมาของก็อดซิลลาในครั้งนี้ไม่น่าจะมาในฐานะผู้ช่วยชีวิตของมวลมนุษยชาติ และมันก็ถูกจับตาดูโดยโมนาร์ชนับตั้งแต่การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ไปปลุกให้มันตื่นขึ้นมาในยุค 50 จักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เมื่อ Kong: Skull Island หนังของผู้กำกับ จอร์แดน โวกท์-โรเบิร์ทส ออกฉายในปี 2017 ซึ่งเป็นการสร้างเรื่องราวใหม่ของกอริลลายักษ์ ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปในปี 1973 ด้วยการให้ทหารผ่านศึกเวียตนามไปสำรวจบ้านที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อนของคอง ที่ยังเป็นการย้ำว่าโมนาร์ชยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องภายใต้เงามืด นับตั้งแต่ก็อดซิลลาปรากฏตัวขึ้นมา

Godzilla: King of the Monsters เลยเป็นได้ทั้งภาคต่อโดยตรงกับหนังของเอ็ดเวิร์ดส์ และยังมีส่วนร่วมในโลกที่ขยับขยายออกไป ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ ใน Skull Island แล้วโดเฮอร์ตีที่ยังรับหน้าที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ร่วมกับแซ็ช ชีลด์ส ที่ทำงานด้วยกันมาหลายหน จะเริ่มต้นเรื่องราวของตัวเองจากตรงไหน? “จริงๆ แล้ว มันมีอิสระพอสมควรเลยนะ” เขาพูดถึงการเสนอตัวรับงานกับลีเจนดารี ในเดือนมีนาคม 2016 “มีอย่างเดียวที่พวกเขาขอ ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่คือ หนังต้องมีมอธรา, โรแดน และคิง กิโดราห์ แล้วก็โมนาร์ช ส่วนอะไรนอกเหนือจากนี้ เป็นกระบวนการพัฒนาเรื่องที่ไม่เคร่งครัดนัก”

การรับงานนี้สำหรับโดเฮอร์ตี มันเป็นการตัดสินใจ “อย่างรวดเร็วมากๆ แล้วตอบตกลงแบบง่ายสุดๆ” – “ผมหลงใหลตัวละครพวกนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยเลยมั้ง และเคยวาดภาพของเขา… ผมหมายถึงว่า ผมเพิ่งไปเจอคัมภีร์สำคัญสมัยเรียนชั้นประถม แล้วในหนังสือผมพบว่าตัวเองวาดรูปก็อดซิลลาลงในภาพประกอบบางภาพด้วย เพราะฉะนั้นเขาอยู่กับผมมานานมาก เขาอยู่กับการเติบโตของผม ร่วมกับ Star Wars กับซูเปอร์ฮีโรทั้งหลาย และอะไรอีกเยอะแยะ แล้วด้วยอะไรบางอย่าง เขาอยู่เหนือสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวง เพราะเขาคือสัตว์ประหลาดยักษ์ และผมมักจะมีความเห็นอกเห็นใจให้กับพวกสัตว์ประหลาดยักษ์เสมอ”

จาก Godzilla ที่มีความหม่นทึม และเรื่องค่อยเร้าอารมณ์อย่างช้าๆ มาถึง Kong: Skull Island หนังมีความเอะอะมะเทิ่ง บ้าบอคอแตกมากกว่า ส่วนสไตล์และโทนของ Godzilla: King of the Monsters ในจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์ โดเฮอร์ตีเรียกว่ามี ‘วิวัฒนาการ’ “ผมชอบการนำเสนอของเอ็ดเวิร์ดส์ตรงที่มันเป็นเรื่องที่ติดดิน แล้วก็สมจริง” เขากล่าว “มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่คุณสามารถมองเห็นได้จากหน้าต่าง แล้วเขาก็พยายามให้กล้องอยู่บริเวณพื้นดิน ทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดดูยิ่งใหญ่มากๆ ตลอดเวลา จากนั้นจอร์แดนก็ดันขอบเขตให้ขยายออกไป แล้วก็ใส่สีสัน ความจัดจ้านเข้ามาในหนังของเขา” ส่วนการให้ Godzilla เป็นหนังตอนกำเนิดที่เรื่องราวค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดเฮอร์ตีบอกว่า “เราพร้อมจะซัดกันละในหนังเรื่องนี้” เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าหนนี้ฉากแอ็คชันของสัตว์ประหลาดยักษ์จะมีแบบจำกัดจำเขี่ย และยิ่งไปกว่านั้นพวกมันมากันแบบจัดเต็ม

“ผมอยากสานต่อวิวัฒนาการที่มี” โดเฮอร์ตีย้ำ “การนำเสนอสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้มีความสมจริงมากๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรับมือกับสีสันต่างๆ ที่พวกมันนำมาด้วย โดยเฉพาะเมื่อคุณมีมังกรสามหัวที่พ่นไฟได้ คุณต้องยินดีรับองค์ประกอบที่มีความเป็นแฟนตาซีมากขึ้นไปอีก เมื่อผีเสื้อกลางคืนขนาดยักษ์ปรากฏตัว รวมไปถึงนกยักษ์ที่เกิดมาจากภูเขาไฟ คุณต้องพยายามทำให้พวกมันดูมีตัวตนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีความสมจริง แต่ในขณะเดียวกัน อย่าลืมว่าตัวเองกำลังพูดถึงสัตว์ที่มีความเป็นแฟนตาซีในตัวเอง”

เรื่องราวของ Godzilla: King of the Monsters เกิดขึ้นในโลกที่มนุษย์รู้ว่ากำลังเจอการคุกคามของสัตว์ประหลาดยักษ์ โมนาร์ชยังสานต่อการทำงานในเหตุการณ์ที่เกาะกะโหลกแบบเงียบๆ แต่การทำลายล้างในฮาวาย, ลาส เวกัส และซาน ฟรานซิสโก ไม่สามารถเก็บเอาไว้ใต้พรม และเอาเข้าจริงๆ เรื่องราวของ Godzilla: King of the Monsters เริ่มต้นจากความวุ่นวายในซาน ฟรานซิสโกเมื่อปี 2014 ครอบครัวรัสเซลล์ต้องเศร้าโศกกับการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น และหนนี้พวกเขาที่ประกอบด้วยมาร์คกับเอ็มมา สามี-ภรรยาที่หย่าร้างกัน และแมดิสัน ลูกสาววัยรุ่นของทั้งคู่ จะต้องเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กับที่พวกโบรดีเคยพบในปี 2014 แล้วก็เหมือนๆ กันอีกตรงที่ จะมีบรรดานักแสดงสมทบชั้นเยี่ยมหลากหลายชาติรายรอบ ไม่ว่าจะเป็น เคน วาตานาเบกับแซลลี ฮอว์คินส์ ที่กลับมารับบทเดิม เสริมด้วยคนหน้าใหม่ของหนัง เช่น ชาร์ลส์ แดนซ์, จาง จื่ออี้, โอ’เชีย แจ็คสัน จูเนียร์, โธมัส มิดเดิลดิทช์ และแบร์รี วิทฟอร์ด แต่ที่ต่างจากพวกโบรดีก็คือ พวกรัสเซลล์ไม่มีความเป็นฮีโรแอ็คชันในหมู่พวกเขาแสดงออกมาให้เห็น

ทั้งเอ็มมาและมาร์คเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่ทักษะความสามารถเหมาะกับการไขปัญหาของไคจูที่เกิดขึ้น เวรา ฟาร์มีกาที่เล่นเป็นเอ็มมาพูดถึงบทของตัวเองว่า “ฉันคิดไว้ในตอนแรกและมองต่อไปว่า เธอคือแม่ที่ต้องรับมือกับความทุกข์ใจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบุกซาน ฟรานซิสโกส่งผลกับครอบครัวของเธอจังๆ จนแตกร้าวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากการโจมตีในครั้งนั้น และเธอกับปรับเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ความทุกข์ที่เกิดขึ้นเปลี่ยนตัวเธออย่างรุนแรงและลึกซึ้ง” เอ็มมายังเป็นคนที่ประดิษฐ์ ออร์คา ที่สามารถสื่อสารกับพวกสัตว์ยักษ์ทั้งหลายได้

บทเอ็มมายังเป็นหัวใจของเรื่อง และทำให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องราวเฉพาะตัวของก็อดซิลลา “ที่มันเจ๋งสำหรับฉันก็คือ คุณมีอาวุธที่เปี่ยมพลังมหาศาลของผู้ชายเพียบ แต่กลับกลายเป็นไร้ประโยชน์เมื่อต้องสู้กับพวกสัตว์ยักษ์” ฟาร์มิกา เล่าต่อ “ผู้ชายมีเครื่องพ่นไฟ, มีอาวุธของทหาร, มีปืนใหญ่ซูเปอร์กัน, มีแสงเลเซอร์… อาวุธทำลายล้างพวกนี้กลับไม่มีผลกับไคจู แล้วพวกเขาจะรับมือกับพวกมันด้วยอะไรล่ะ? มันต้องใช้กลยุทธที่นิ่มนวล และมีสัมผัสที่อ่อนโยนของผู้หญิงคนหนึ่ง และฉันก็ได้เล่นเป็นผู้หญิงคนนั้น ซึ่งมันเจ๋งดี มันเป็นเทคโนโลยีที่สร้างสันติภาพ”

มาร์คอดีตสามีของเธอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพฤติกรรมสัตว์ รับบทโดยไคล แชนด์เลอร์ ที่ให้ความสนิทสนมและพึ่งพาได้ในชีวิตจริงๆ เหมือนที่เห็นในจอภาพยนตร์ แชนด์เลอร์เคยมีประสบการณ์ร่วมกับคองมาแล้ว แต่เป็นในจักรวาลภาพยนตร์ที่แตกต่างกัน เพราะเป็นหนังมหากาพย์ของปีเตอร์ แจ็คสันเมื่อปี 2005 “ในทางเทคนิคแล้ว หนังเรื่องนี้ไปไกลกว่า” แชนด์เลอร์เปรียบเทียบหนังที่หนักหนาเรื่องเทคนิคพิเศษสองเรื่องให้ฟัง “มีการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ และมีการปรับแต่งได้อย่างละเอียดมากขึ้น ผมจำได้ว่าในฉากส่วนใหญ่ต้องเล่นกันหลายเทค เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ใช่… King Kong เป็นหนังที่เตรียมผมให้พร้อม ผมเรียนรู้อะไรเยอะมากจากการทำงานในนิว ซีแลนด์ จากหนังเรื่องนั้น มันทำให้ผมพอรู้บ้างว่าจะต้องเจออะไรในหนังเรื่องนี้”

องค์ประกอบสุดท้ายในครอบครัวรัสเซลล์ก็คือ แมดิสัน ลูกสาว ซึ่งเป็นการแสดงหนังจอใหญ่ครั้งแรกของ มิลลี บ็อบบี บราวน์ ที่แจ้งเกิดเป็นนักแสดงดังเรียบร้อยแล้วจากบทอีเลฟเวน ในซีรีส์ฮิตของเน็ทฟลิกซ์ Stranger Things “เอ่อ… มันมีหลายเหตุผลเลยล่ะ” บราวน์ตอบ เมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงเลือก Godzilla: King of the Monsters เป็นหนังใหญ่เรื่องแรก “มรดกตกทอดที่หนัง Godzilla สร้างเอาไว้ มันทำให้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน และสำหรับพวกเขาที่ขอให้ฉันมาเป็นส่วนหนึ่งของมรดกชิ้นนี้ จริงๆ แล้ว ก็มีอีกเหตุผลหนึ่ง คือตัวผู้กำกับ เขาทำงานกับกลุ่มดูแลสิทธิของสัตว์ เขารักสัตว์ ฉันเองก็รัก บางทีนั่นเป็นอะไรที่เด็กๆ มากเลยนะ แต่ด้วยใจจริงเลย ฉันรู้สึกเหมือน ‘โอ… พระเจ้า พวกเราต้องไปกันได้ด้วยดีแน่ๆ’ และฉันก็ตื่นเต้นกับบรรดานักแสดงที่มารับบทในหนัง มีทั้งไคล แชนด์เลอร์ และเวรา ฟาร์มีกา มันเหมือนกับ ‘ทำไมฉันจะไม่อยากทำงานกับพวกเขาล่ะ?’”

ในตอนที่ความเลวร้ายต่างๆ กลายเป็นจุดสนใจของเทคโนโลยีจากเอ็มมา แมดดีต้องตกอยู่ท่ามกลางการตามล่าสัตว์ประหลาดยักษ์ไปทั่วโลก “ในหนัง Godzilla เรื่องก่อน จะเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก” ฟาร์มีกาบอก “หัวใจในหนังของเรา จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก มันอาจจะเป็นหนึ่งในหนัง Godzilla เรื่องแรกๆ ที่ผ่านการทดสอบอคติทางเพศในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากมุมมองตรงนี้ ซึ่งสำหรับฉันแล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

กับสิ่งที่สามคนในครอบครัวรัสเซลล์พูดออกมา ดูเหมือนไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องพลังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัวในกองถ่าย “บางครั้ง… การทำงานก็ต้องมีความยากกว่าเรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นบ้างนิดหน่อย แต่ผมไม่คิดว่ามีช่วงเวลาที่เราหาส่วนที่ดีของมันไม่เจอนะ” แชนด์เลอร์กล่าว “เราสนุกกับการทำงาน และมันก็คงเอาความขุ่นเคืองทั้งหลายออกไปจากพวกเรา แล้วก็มีความสุขร่วมกัน”

สำหรับบราวน์ การถ่ายทำที่โดดข้ามเรื่องราวไปมา เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากการทำงานในจอทีวีของเธอ เช่นเดียวกับการทำงานกับเทคนิคพิเศษด้านภาพที่มโหฬารมากขึ้น ถึงแม้ว่าทีมงานจะทำให้เธอทำงานได้ง่ายขึ้น “พวกเขาให้พวกเราได้ดูภาพพรีวิส (สตอรีบอร์ด ที่ทำเป็นภาพเคลื่อนไหวจากคอมพิวเตอร์) ที่เหมือนเอาหนังทั้งเรื่องมาทำเป็นการ์ตูน แล้วก่อนถ่ายทำฉากไหน เราจะซ้อมกัน ส่วนพวกเขาก็จะทำภาพที่จะปรากฏบนจอแบบง่ายๆ ให้เราดู” ซึ่งทำให้เธอประหลาดใจสุดๆ เมื่อได้เห็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย “การได้เห็นลูกเทนนิสในกองถ่าย แล้วก็ได้เห็นก็อดซิลลาตัวจริงๆ มัน… ‘ว้าว!’ มาก”

การสร้างสมดุลย์ให้กับเรื่องดรามาของตัวละครมนุษย์ในหนังระดับนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้โดเฮอร์ดีเลือกนักแสดงที่สวมบทบาทเป็นตัวละครได้อย่างเนียนสนิทมาเล่น “ลูกเล่นอย่างหนึ่งในการสานเรื่องราวของมนุษย์เข้ากับหนังก็อดซิลลาก็คือ คุณต้องไม่ให้มีเรื่องราวของมนุษย์มากเกินไป” โดเฮอร์ตีเผย “อย่างน้อยๆ หนึ่งในสามของหนังกำลังดี ถ้าไม่ใช่ กลายเป็นมากกว่านั้น ก็คงต้องให้พวกสัตว์ประหลาดเอาอะไรที่ไม่ได้ความออกไปบ้างแล้วล่ะ!” เขาตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ “เพื่อให้เป็นเช่นนั้น คุณต้องมีเรื่องพะรุงพะรังของตัวละครให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้เข้าถึงความสิ้นหวังและความเป็นดรามาของมนุษย์ได้ลึกที่สุด การเลือกนักแสดงเจ๋งๆ มารับบทจึงเป็นส่วนสำคัญ เพราะพวกเขาสามารถเป็นที่ชื่นชอบได้ในทันทีในความรู้สึกของผู้ชม คุณแทบจะประทับใจกับสิ่งที่พวกเขาเป็นในเดี๋ยวนั้น” แล้วอย่างลืมว่า พวกเขาไม่ใช่คนหน้าใหม่ในหนังเรื่องนี้แค่สามคน แต่ยังมีอีกสามราย ที่จะต้องมาต่อกรกับเจ้าของชื่อหนัง และสานต่อเรื่องราวในจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดยักษ์ต่อไป

ซึ่ง Godzilla: King of the Monsters ก็คล้ายๆ กับหนังที่มีจักรวาลของตัวเองทั่วๆ ไป ที่ต้องมีการยั่วเย้าผู้ชม, บอกเป็นนัยๆ ถึงจักรวาลที่กว้างไกลออกไป “มันเยอะมาก!” โดเฮอร์ตีพูดด้วยเสียงดังลั่น “มีไข่อีสเตอร์ซ้อนกันไปซ้อนกันมาสำหรับแฟนๆ เรามีการใส่อะไรลงไปในทุกรูปแบบระหว่างขั้นตอนหลังการถ่ายทำ กระทั่งช่วงเครดิทในตอนท้าย”

แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามจะปรากฏตัวออกมาใน Godzilla: King of the Monsters ท้ายที่สุดราชาแห่งสัตว์ประหลาดยักษ์ก็จะกลับมาพบกับผู้ชมอีกครั้งในศึกใหญ่ Godzilla VS Kong ในปี 2020 ซึ่งจะเป็นที่สุดของหนังจักรวาลภาพยนตร์สัตว์ประหลาดเท่าที่มีการสร้างกันมา

อดัม วินการ์ด จาก The Guest และ Death Note จะเป็นผู้กำกับ ขณะที่ตัวละครบางรายจะมีการข้ามเรื่อง “อดัมเคยมาเยี่ยมกองถ่ายอยู่วันหนึ่งซึ่งเยี่ยมมากๆ ผมเอาตัวตุ๊กตุ่นสัตว์ประหลาดที่เขาจะรับช่วงต่อให้ดูด้วย” โดเฮอร์ตีเล่า แชนด์เลอร์ที่จะมีบทใน Godzilla VS Kong ด้วยมองว่า โดเฮอร์ตีกับวินการ์ดเป็นผู้กำกับที่มีสไตล์ตรงข้ามกัน “สำหรับผมทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” เขาบอก “ผู้กำกับหลายๆ คน พวกเขามีวิธีการทำงานที่แตกต่าง มีการปลุกปลอบขวัญไม่เหมือนกัน เพราะงั้น ผมสามารถพูดได้ว่าพวกเขาแตกต่างกัน”

ถึง Godzilla VS Kong จะเป็นการรับงานของทีมสร้างสรรค์ชุดใหม่ โดเฮอร์ตีกับชีลด์สคู่หูในการเขียนบท ก็สามารถใส่อะไรบางอย่างเข้าไปในหนังเรื่องต่อไปได้ “เรากำลังแก้บทกันใหม่ ที่จะช่วยพาธีมของหนังข้ามไปได้ แล้วก็สร้างชีวิตจิตใจให้ตัวละครบางราย” โดเฮอร์ตีอธิบาย “มันเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนอะไรให้คอง เลยมีความตื่นเต้นขึ้นมา” แล้วกับการส่งไม้ต่อไปให้การเผชิญหน้าครั้งสำคัญ ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในโลกภาพยนตร์ “ระหว่างก็อดซิลลากับคอง ใครจะชนะนะเหรอ?” เขาแสยะยิ้ม “คนดูไง”

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง การกลับมาของราชาแห่งอสูรยักษ์ GODZILLA: KING OF THE MONSTERS นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1280 ปักษ์หลังพฤษภาคม 2562

 


SHARE THIS
  • 13
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    13
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On