การกลับมาของลุค สกายวอลเกอร์ ในหนัง Star Wars ตอนที่ 8 THE LAST JEDI

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a5/
Twitter
Pinterest

ใน Star Wars: The Last Jedi เรย์จะร่วมทีมกับลุค สกายวอลเกอร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความหวังของฝ่ายขบถ แต่วันนี้ไม่ใช่คนในแบบที่เราจดจำอีกต่อไปแล้ว ลุคกลายเป็นฤาษีที่อยู่ในดาวเคราะห์อันไกลโพ้น และนั่นไม่ใช่เรื่องเดียวที่ทำให้แฟนๆ ต้องช็อค ในหนัง Star Wars ตอนที่เก้า ยังมีอะไรอีกมากมายที่พร้อมจะสร้างเซอร์ไพรส์ และแม็ทท์ เมย์ตัม แห่ง Total Film จะนำมาถ่ายทอดให้ได้รับรู้

“ลุค สกายวอลเกอร์ หายตัวไป” ข้อความในตอนต้นเรื่องของ The​ Force Awakens ว่าเอาไว้ และตลอดทั้งเรื่องของหนังมหากาพย์อวกาศ Star Wars ตอนที่ 7 เขาก็แทบไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตัวตนของเขาก็มีให้รับรู้อยู่ในหนังเรื่องนี้ หนัง Star Wars เรื่องแรกในรอบทศวรรษ และยังเป็นหนัง Star Wars เรื่องแรกที่สานต่อจากเหตุการณ์ใน Return of the Jedi เมื่อปี 1983 ที่ลุคปิดเรื่องราวอย่างสวยงามในฐานะอัศวินเจไดที่มีสมดุลย์แห่งพลัง ช่วยทำลายจักรวรรดิ์อันชั่วร้าย พร้อมเคลียร์ปัญหาคาใจกับพ่อ – ดาร์ธ เวเดอร์ ก่อนที่จะจบลงด้วยการเฉลิมฉลองชัยชนะที่เกิดขึ้นบนดาวเอนดอร์ ซึ่งตัวเขาถูกจับจ้องโดยพลังวิญญาณของ โอบี-วัน เคโนบี, โยดา และ เวเดอร์หรืออนาคิน สกายวอลเกอร์ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด?

ตัดมาที่อีก 30 ปีต่อมา กับเรื่องราวใน The Force Awakens ลุคไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน มีเพียงภาพเก่าๆ ของเขาที่ปรากฏให้เห็นช่วงสั้นๆ จนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายของหนัง เมื่อเขายื่นมือรับกระบี่แสงเก่าคร่ำคร่า ที่ส่งมาให้โดยเรย์ (เดซี ริดลีย์) เด็กสาวเร่ร่อนจากดินแดนแห่งทะเลทรายแจ็คคู ผู้ที่พบว่ามี ‘พลัง’ อยู่ในตัวเอง ผมเผ้าสีดอกเลายาวกับหนวดเคราครึ้มไม่สามารถปิดบังแววตาระทมทุกข์ของอดีตเด็กหนุ่มที่เคยเป็นความหวังของแกแล็กซีไว้ได้ และนี่ไม่ใช่ลุค สกายวอลเกอร์อย่างที่เราเคยจดจำกัน

มาร์ค แฮมิลล์เองก็เคยบอกเอาไว้เช่นกันว่า “มันช็อคนะ ที่ได้ยินลุคพูดว่า ‘ความจริงหนึ่งเดียวที่ข้ารู้ก็คือ มันถึงเวลาที่เจไดควรถึงจุดจบ’ ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็น เขาเป็นตัวละครที่มองโลกในแง่ดีมากๆ เป็นคนที่มีพลังในตัวอยู่ถึงระดับสูงสุด แล้วคุณก็คงนึกภาพต่อไปว่า เขาคงเป็นปรมาจารย์เจไดที่ฝึกฝนผู้คนมากมายอะไรแบบนั้น เกิดอะไรขึ้นกับเขา จนทำให้กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความบอบช้ำทางจิตใจอย่างที่เป็นในตอนนี้?”

และนั่นก็คือคำถามที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวของ The Last Jedi หรือที่รู้จักกันในฐานะ Star Wars Episode VIII เมื่อปี 2015 หนัง The Force Awakens ของเจเจ เอบรามส์ ประสบความสำเร็จระเบิดระเบ้อ และนำ Star Wars กลับมาเป็นที่สุดอีกครั้ง หลังหนังไตรภาคแรกที่ดูหลอกๆ กลืนกินความหวังดีของแฟนๆ ไปจนหมดเกลี้ยง หนังทำเงินได้ถึง 2 พันล้านเหรียญทั่วโลก รวมทั้งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น ส่วนปีที่แล้วหนังตอนแยกแบบเดี่ยวๆ ที่เรื่องราว ‘เกี่ยวกับ’ Star Wars อย่าง Rogue One ก็ทำเงินในระดับ 1 พันล้านเหรียญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกพร้อมรับรู้การผจญภัยที่นอกเหนือไปจากเรื่องราวของหนังตอนหลัก

ตอนนี้เราจะกลับมาพบกับความเป็นมาเป็นไปของเรย์, ไคโล เรน, ฟินน์, โพ และแน่นอน เลอากับลุค ที่รายแรกตลอดความเป็นไปของหนังชุดนี้ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากเด็กกำพร้าไปเป็นเจ้าหญิง กลายเป็นสายลับ เป็นวุฒิสมาชิก แล้วก็เป็นแม่ทัพของฝ่ายต่อต้าน ยังคงปรากฏตัวให้เห็นใน The Last Jedi ถึงแม้แคร์รี ฟิเชอร์ ผู้รับบทนี้จะจากไปแล้วก็ตาม และนั่นก็หมายความว่า หนังเรื่องนี้คือหนัง Star Wars เรื่องสุดท้ายของเธอ

“หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นงานที่มีปฏิกริยาตอบสนองทางอารมณ์มากๆ กับการแสดงที่เธอมอบให้” ผู้กำกับ The Last Jedi – ไรอัน จอห์นสัน กล่าว เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดีที่มีแนวทางเฉพาะของตัวเอง อย่าง Brick, The Brothers Bloom และ Looper จอห์นสันไม่ต่างไปจากพาดาวัน (Padawan – ผู้ที่อยู่ในระหว่างฝึกฝนเป็นอัศวินเจได) เมื่อพูดถึงการทำหนังบล็อคบัสเตอร์ในสเกลมหึมาขนาดนี้ หากเขาก็เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างกับจอร์จ ลูคัส เมื่อเป็นหนึ่งในสองผู้กำกับที่ควบทั้งตำแหน่งผู้กำกับ/ เขียนบทให้กับหนัง Star Wars และเขาก็ใช้ความได้เปรียบตรงนี้มาทำสิ่งที่แสนกล้าหาญ กระทั่งในหนังชุดนี้ที่ชื่นชมเรื่องราวหักมุมในตัวเอง แฮมิลล์ถึงกับบอกจอห์นสันว่า “ในเบื้องต้น ผมไม่เห็นด้วยเลยกับทุกๆ ทางเลือกที่เขามอบให้กับลุค” ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่เขาจะเข้าใจในวิธีคิดของจอห์นสัน และตอนนี้แฮมิลล์ก็หวังว่า คนดูน่าจะมีปฏิกริยาในแบบเดียวกันกับเขา เมื่อได้อ่านบท Episode VII เป็นครั้งแรก เดซี ริดลีย์ก็รู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกัน “ฉันมีความคาดหวังประมาณหนึ่ง อย่าง คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเรื่อง แล้วก็ถูกดึงกลับมาโดยสิ่งที่เกิดขึ้น” เธอเผย “ฉันถึงกับไปพูดกับไรอันเลยนะ แล้วคุณก็… ‘อ๋อๆ ตกลง’ กับการได้รับรู้จากคนทำงานว่า ที่มันเป็นแบบนั้นก็เพื่อทำให้เกิดภาพที่ดูยิ่งใหญ่ มาแทนความโกรธเกรี้ยว”

หากได้พูดคุยกับจอห์นสันจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรู้ว่า เขาช็อคหรือรู้สึกกังวลในตัวนักแสดงหรือเปล่า เพราะความสุภาพและอบอุ่นในตัวเขา ถึงแม้ความจริงที่ปรากฏจะแสดงให้เห็นว่าเขาพาตัวละครจาก The Force Awakens ออกมาจากโซนปลอดภัย แต่จอห์นสันก็ยอมรับว่า เป็นเพราะแรงขับจากการเป็นแฟน Star Wars แบบเข้มข้นของตัวเอง นอกจากนี้เขายังยืนกรานอีกต่างหากว่า หนังจะสานต่อจากเรื่องราวใน The Force Awakens ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง, สไตล์ หรือว่าโทน “ผมพยายามคงโทนของเรื่องเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน” เขาเล่า “แต่ในความเป็นจริง… บางสิ่งที่เราทำในหนังเรื่องนี้ มีโทนที่หนักหนามากกว่า ซึ่งผมรู้สึกว่า ต้องพยายามสานต่อโทนจากหนังเรื่องก่อนหน้า ที่เป็นงานสนุกสนาน รื่นรมย์ ระเบิดเถิดเทิง และผมไม่อยากเสียอะไรแบบนั้นไป ไม่ต้องการทำให้หนังเรื่องนี้มันหนักอึ้ง” จากทุกอย่างที่เขาพูดมา The Last Jedi ดูเหมือนจะเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การทำซ้ำ The Force Awakens “หนังเรื่องที่สอง มักจะมีหน้าที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องแรก และผมรู้ดีว่า มันกำลังจะเป็นความแตกต่างในแบบที่เคยเป็นมาก่อนหน้าแล้ว แบบเดียวกับที่มีสิ่งแตกต่างกันระหว่าง Empire Strikes Back และ New Hope”

การปรากฏตัวของลุคในตอนจบของ The Force Awakens แม้จะสร้างผลกระทบอะไรได้มากมาย แต่ก็มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หายไป นั่นก็คือ บทสนทนา โดยบุคลิกส่วนตัวแฮมิลล์เองก็ไม่ได้ห่างไกลไปจากลุคในหนังเรื่องล่าสุด ดูขรึม หม่นๆ แล้วก็มีท่าทางแบบจอร์จ ลูคัส, แฮร์ริสัน ฟอร์ด และอเล็ค กินเนสส์ ปรากฏให้เห็นในตัวตลอดเวลา คำถามที่ไม่สลักสำคัญอะไรจะนำไปสู่เรื่องราวต่างๆ มากมายหลั่งไหลออกมา ซึ่งทำให้เวลาในการพูดคุยหมดลงอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าการเดินทางของยานมิลเล็นเนียม ฟอลคอนด้วยซ้ำไป

แฮมิลล์เริ่มด้วยการพูดคุยถึงกระบวนทดสอบบทของเขาในหนัง Star Wars เรื่องแรก โดยที่ไม่ต้องมีใครถามถึง “ในตอนนั้น มันเหลือตัวละครของฮัน, ลุค และเลอา 2 เซ็ท” เขาเล่าช้าๆ “พวกเขาไม่เคยจับคู่ผสมกันได้ลงตัวเลย ซึ่งมีทั้งแคร์รี, แฮร์ริสัน กับผม แล้วก็คนอื่นอีกสามคน มาร์เซีย ลูคัส (ผู้ตัดต่อหนัง Star Wars และอดีตภรรยาของจอร์จ ลูคัส) สมควรได้เครดิทจากการให้คำแนะนำกับจอร์จ เพราะเขาตัดสินใจไม่ได้ ผมเลยมักจะพูดถึงเธอเสมอ เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตผมในทางที่แสนมหัศจรรย์เอามากๆ”

แม้ลุค สกายวอลเกอร์จะกลายเป็นบทที่ให้นิยามการทำงานของเขา แฮมิลล์ก็รู้สึกลังเลกับการที่ต้องกลับมาสู่หนังชุดนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พ้องกันกับการถอนตัวเองออกจากโลกของลุคในหนังพอดิบพอดี “มันเป็นความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้น่ะ” แฮมิลล์พูดถึงความไม่แน่ใจของตัวเอง “เพราะผมคิดว่า เรามีจุดเริ่มต้น, ตรงกลาง และจุดจบไปแล้ว และมันจะเป็นยังไงถ้าเราไม่สามารถเก็บสายฟ้ามาใส่ไว้ในขวดได้อย่างที่เคยเป็น? แฟนๆ จะกลายเป็นคนตัดสิน พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์หนังไตรภาคก่อนบางเรื่องกันหนักมาก ซึ่งผมคิดว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะหนังไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่พวกเขาอยากให้เป็น และพวกเขาก็กลายเป็นผู้ครอบครองหนังชุดนี้ไปซะอย่างนั้น”

แล้วหากให้เทียบเคียงตัวเองกับสถานภาพของลุค แฮมิลล์ยอมรับว่า “คุณพยายามที่จะสร้างความเกี่ยวพันบางอย่างเสมอ กระทั่งในโลกแฟนตาซีกับบางสิ่งที่มีอยู่จริงในชีวิต และบางทีความพยายามเปลี่ยนโลกให้เป็นอย่างที่ผมต้องการ มันก็กลายเป็นความล้มเหลว นั่นคือสิ่งที่ผมพอจะเชื่อมโยงตัวเองกับลุคได้ เขาเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาอยากทำให้สำเร็จ” สำหรับจอห์นสัน การเขียนเรื่องราวของลุคและเพื่อนพ้อง ถือเป็นความฝันมาตั้งแต่วัยเยาว์ “คุณพิมพ์คำว่า ‘Luke Skywalker’ เข้าไปในโปรแกรมเขียนบท แล้วก็เริ่มพิมพ์บทสนทนา จากนั้นตัวเองก็รู้สึกเย็นวาบ” จอห์นสันหัวเราะ “คุณรู้หรือเปล่า? เลอาก็ด้วยนะ แต่มันยังมีอย่างอื่นอีกนะ.. เอาละผมจะบอกความจริงกับคุณ ยิ่งเติบโตมากับ Star Wars มากขึ้น ผมมองไปถึงการทำงานร่วมกับมาร์คกับแคร์รี สิ่งที่ดึงผมไว้จริงๆ และผมคิดว่าน่าจะดึงเพื่อนๆ อีกมากมายหลายคนเข้ามาสู่หนังชุดนี้ด้วย ก็คือ ตัวละครใหม่ๆ จาก The Force Awakens”

ผู้ชมและแฟนพันธุ์แท้ของหนังชุดนี้ส่วนใหญ่ ตื่นเต้นที่จะได้เห็นฮัน โซโล, นายพลเลอา และลุค สกายวอลเกอร์กลับมาปิดเรื่องราวอีกหนึ่งไตรภาค และพวกเขาก็ถูกวางไว้เป็นตัวละครสนับสนุนคนสำคัญมากกว่าจะเป็นตัวนำ หนังไตรภาคใหม่อาจจะหมดแรงไปอย่างรวดเร็ว หากไม่มีตัวละครใหม่ๆ ที่มีค่ามากพอสำหรับการเกาะติดเรื่องราว และนั่นคือสิ่งที่เอบรามส์ทำได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรย์ ที่เล่นได้อย่างเยี่ยมยอดจนกลายเป็นรู้จักในชั่วข้ามคืนโดยริดลีย์ เธอคือเด็กกำพร้าจรจัด ที่ได้พบกับความเป็นครอบครัวจากคนอย่างฮัน โซโล, ชิวอี และฟินน์ ทหารสตอร์มทรูเปอร์แตกแถว ที่กลายเป็นนักรบของฝ่ายต่อต้าน ในตอนจบของ The Force Awakens หลังได้ดวลกระบี่แสงกับไคโล เรนลูกชายผู้ห่างเหินของฮันที่กลายมาเป็นฆาตกร ทำให้เรย์ได้ปลดปล่อยทักษะในการใช้พลัง ซึ่งนำไปสู่การเดินทางไปอัค-ทูในเวลาต่อมา เพื่อมอบกระบี่แสงเก่าคร่ำคร่าให้ลุค เจ้าของตัวจริง และทำให้ The Last Jedi ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติของหนัง Star Wars เพราะจะเป็นหนังชุดนี้เรื่องแรกที่สานต่อจากสิ่งที่หนังภาคก่อนหน้าทิ้งเอาไว้อย่างต่อเนื่อง

และการสานต่ออย่างต่อเนื่องก็หมายถึงการเดินทางกลับไปที่เกาะสเคลลิก ไมเคิล ในไอร์แลนด์ซึ่งถูกใช้เป็นอัค-ทู การถ่ายทำที่นี่เริ่มต้นก่อนจะมีการถ่ายภาพหลักอย่างจริงจังๆ ด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า จอห์นสันมี “เวลาแค่ ‘วันแรก’ สำหรับการทำงานกับนักแสดงสองคน ซึ่งเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นสุดๆ” แถมยังเป็นสถานที่แสนลำบากลำบน ในแบบที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับริดลีย์ “การเดินขึ้นไปห้องน้ำที่อยู่บนจุดสูงสุดของเกาะ ทำให้ฉันต้องบ่นกับพระเจ้า ทางเดินมันกว้างมากกก” เธอทำท่าประกอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มันไม่ได้กว้างขวางในระดับที่ทำให้เธอมั่นใจในการก้าวเดินเลย “แถมไม่มีราวให้จับอีก คุณต้องเดินขึ้นไปอย่างเดียว ฉันถึงกับ ‘ทำไมฉันต้องมาเข้าห้องน้ำที่อยู่บนยอดหน้าผาด้วยวะ? แล้วถ้าฉันขยับไปทางขวาอีกนิด ฉันจะตกลงไปตายไหม? นี่มันคุ้มค่าจริงๆ เหรอ? ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่เหนือจริงมากๆ แล้วจากนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องโคตรน่าทึ่ง เพราะฉันจำได้ว่า ตัวเองถึงกับคิดว่า… ‘วิวที่นี่มันสวยโคตรๆ สวยอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่ะ’”

พล็อตของหนังเป็นสิ่งที่รู้กันน้อยมาก ที่แน่ๆ ก็คือ ลุคจะเป็นคนฝึกเรย์ให้เป็นเจได “นักแสดงต่างก็อยากเข้าถึงบทที่ตัวเองเล่นทั้งนั้นแหละ” นั่นคือสิ่งที่แฮมิลล์บอก เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์แบบอาจารย์/ศิษย์ ที่แสดงออกมาให้เห็นกระทั่งนอกจอ สำหรับริดลีย์ หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากบู๊จำนวนมหาศาลที่เธอต้องจัดการให้ได้ ซึ่งจะเป็นการขยับขอบเขตในการทำงานของตัวเองขยายออกไปอีก ซึ่งก็รวมไปถึงฉากใต้น้ำที่ถูกอุบเป็นความลับ “การดำน้ำสำหรับฉัน อาจจะเป็นทั้งเรื่องที่น่ากลัวที่สุดและตื่นเต้นที่สุด” เธอเล่า “ฉากกระบี่แสงก็เยี่ยม เพราะฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถผลักดันตัวเองให้ทำอะไรได้มากกว่าที่คิดว่าตัวเองเคยทำได้ในครั้งแรกๆ มันยังเป็นการทำงานกับตัวเรื่องที่เฉียบคมอีกด้วย เพราะขณะที่ฉันแข็งแกร่งกว่าเดิม คุณก็คงคิดไปถึงว่าในตัวเรื่องมันก็คงเป็นแบบเดียวกันด้วย แต่ฉากดำน้ำเป็นฉากโปรดของฉัน มันโคตรน่าทึ่งเลย”

แต่ความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ริดลีย์มีความมั่นใจในการเดินหน้ากับหนังภาคต่อ หลังจาก The Force Awakens ได้รับการตอบรับที่ดีแบบสุดๆ “จริงๆ นะ ฉันคิดว่ามันน่ากลัวกว่าเดิมมากกว่า” เธอเอ่ย “ฉันรู้สึกกังวลมากขึ้นตลอดการทำงาน เพราะในหนังเรื่องแรก ฉันเหมือนเป็นคนหลงทางที่อยู่ในการเดินทางของหนัง แต่หนนี้ ฉันรู้มากขึ้น รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในทุกๆ วัน มันมีอะไรที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าเดิม ส่วนหนังเรื่องแรกฉันรู้สึกเหมือนกับเป็นความฝัน” และเมื่อผู้ชมให้การต้อนรับตัวละครที่เธอเล่นเป็นอย่างดี นั่นก็ยิ่งทวีความคาดหวังให้สูงขึ้นตามไปด้วย “มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ และตอกย้ำความเชื่อมั่นของคนดู จริงๆ แล้วฉันพบว่ามันออกจะน่าหวั่นๆ มากกว่านะ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เหมือนกับเป็นรางวัลที่มอบให้กับเรา”

จอห์นสันยังจับตัวละครไปอยู่ในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด เรย์ต้องแยกจากฟินน์ เพื่อนที่เดินทางไปกับเธอใน The Force Awakens แล้วขณะที่ตัวเรื่องทำให้เธอต้องร่วมจอกับลุค ฟินน์ของโบเยกา ที่ตกอยู่ในสภาพโคมาในตอนจบของหนังเรื่องที่แล้ว จะกลับมาพร้อมกับภารกิจที่ทำให้เขาต้องแยกจากเรย์ เพื่อเดินทางไปที่แคนโต ไบท์ ดาวเคราะห์คาสิโนที่น่ารังเกียจ “ฟินน์หายจากอาการบาดเจ็บ และพวกต่อต้านก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ที่สุดกว่าที่เคยเป็นมา แล้วเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาอ่อนแอมากๆ อีกด้วย” โบเยกาอธิบาย “เมื่อเป็นเช่นนั้นสำหรับเขา เขาตัดสินใจเลือกทำภารกิจที่แสนบ้าคลั่งในครั้งนี้”

เพื่อนร่วมภารกิจของฟินน์ เป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแกแล็กซีนี้ โรส สมาชิกของฝ่ายต่อต้าน ที่รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ เคลลี แมรี ทราน และเมื่อถูกถามว่า พอจะอธิบายถึงตัวละครที่เธอเล่นให้รับรู้บ้างได้ไหม ทรานตอบออกมาในทันที “เธอทำงานในฝ่ายซ่อมบำรุง และเก่งในงานที่เธอทำ…” เธอชะงัก “ฉันคงต้องบอกว่าเธอไม่ได้เจ๋ง ฉันไม่อยากให้ใครๆ ตีความไปผิดๆ คือฉันหมายความว่าเธอไม่ใช่พวกฮีโรกร้าวแกร่ง ซึ่งใครๆ ก็ไม่มีทางเป็นได้ แต่เธอเป็นตัวละครในแบบผู้หญิงอย่างที่ทุกๆ คนเป็น อะไรล่ะที่คุณซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนทำ ถ้าถูกดึงไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้?”

ฟินน์และโรสยังต้องร่วมงานกับตัวละครลึกลับของหนัง พันธมิตรที่เต็มไปด้วยความไม่น่าไว้ใจ ดีเจ (เบนิซิโอ เดล โทโร) แฮคเกอร์เจ้าของทักษะในการทำงานที่ทั้งคู่ต้องการแบบสุดๆ ซึ่งถ้าอยากรู้รายละเอียดของตัวละครรายนี้ให้มากกว่านี้ ก็สามารถกูเกิลหากันได้ แต่ที่พอจะบอกในแบบที่ไม่สปอยล์หนังก็คือ เขาอาจจะเป็นตัวละครที่ไม่น่าไว้วางใจ และที่แน่ๆ เป็นหนึ่งในตัวละครใหม่ๆ ที่ถูกแนะนำตัวใน The Last Jedi ซึ่งไม่ได้มีแค่ โรส, ดีเจ แต่ยังมีพลเรือโท อมิลีน ฮอลโด ที่รับบทโดยลอรา เดิร์นอีกคน “ฉันคิดว่า พวกเขากำลังนำเอาพลังงานมากมายที่แตกต่าง, เท่ๆ เข้ามาสู่หนังภาคต่อชุดนี้” เธอกล่าว

รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตรายใหม่ที่แสนจะน่ารัก พอร์กส์ เผ่าพันธุ์ประหลาดคล้ายนก หน้าตาน่ารักน่าชัง ซึ่งอาศัยอยู่ที่อัค-ทู

จากตัวอย่าง เราจะได้เห็นหน้าเห็นตาแบบแว้บๆ ของสโนก (แอนดี เซอร์คีส) ผู้นำสูงสุดของปฐมภาคีที่จะไม่ซ่อนตัวอยู่ในโฮโลแกรมอีกแล้ว กัปตันฟาสมาก็กลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับฟินน์ แล้วถ้าตัวอย่างไม่หลอกเรา และอะไรก็ตามเป็นอย่างที่เห็น เส้นขนานระหว่างเรย์และไคโล เรน (อดีตลูกศิษย์ของลุค ที่กลายเป็นตัวร้ายของหนัง) จะถูกขับเน้นให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น

“จากบทของ The Force Awakens และจากการที่ได้ดูหนังครั้งแรก ผมรู้สึกว่าพลังขับเคลื่อนระหว่างตัวละครสองคนนี้มันน่าพึงพอใจ ซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ในหลายทิศทาง” จอห์นสันพูดพร้อมกับแสยะยิ้ม “และนั่นก็เป็นอีกอย่างที่ผมตื่นเต้นมากๆ กับการขบให้แตกในหนังเรื่องนี้” ช่วงสุดท้ายของตัวอย่าง ยังมีฉากที่ทำให้ถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเรย์ขอให้ไคโล “เผยออกมาทีว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ที่ของฉันอยู่ฝั่งไหน” ถึงแม้ว่าจอห์นสันจะพยายามสร้างความมั่นใจว่า การได้เห็นตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าคุณรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว

“พวกเราชอบตัวอย่างนะ ตอนที่เรานั่งดูมัน เราพูดกันว่า ‘พระเจ้า… มันดูเหมือนจะขายอะไรทื่อๆ นะ แต่ไม่เลย’ ไม่ใช่เพราะว่ามันมีอะไรตุกติก หรือทำให้คุณตีความผิดๆ นะ แต่เพราะมันมีอะไรที่มากกว่านั้น… มันไม่ให้คำตอบอะไรกับคุณ มันตั้งคำถามต่างหาก ซึ่งเจ๋งมากๆ”

จอห์นสันยังทำตลกด้วยการบอกว่า การทำหนังตอนกลาง เป็นงานที่ “โคตรจะง่าย” – “ผมพบว่ามันสนุกจริงๆ กับการได้สร้างเรื่องด้วยตัวละครเจ๋งๆ แบบนี้ แล้วก็เจาะลึกเข้าไปในตัวตนของแต่ละคน จากนั้นก็ทิ้งเอาไว้ในสถานภาพคล้ายๆ กับที่ผมรู้สึกใน The Force Awakens… ตื่นเต้นกระหายอยากรู้ว่า จะมีอะไรต่อจากนั้น” แต่อย่าคิดว่า The Last Jedi จะเป็นอะไรที่ครึ่งๆ กลางๆ “ผมอยากให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองได้กินอาหารแบบเต็มมื้อ แล้วจากนั้นก็ตั้งตารอคอยอย่างตื่นเต้นไปอีก 2-3 ปี ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป”

บางทีสิ่งที่เป็นเรื่องช็อคที่สุดสำหรับการทำงานหนังเรื่องนี้ก็คือ ความจริงที่ว่าหนังเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดฉายร่วมๆ 3 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยได้ยินในยุคของหนังบล็อคบัสเตอร์ทุกวันนี้ ที่ตัวหนังจะถูกบิดจับปรับแต่งไปจนถึงนาทีสุดท้าย แรม เบิร์กแมน คู่หูและผู้อำนวยการสร้างที่ทำงานกับจอห์นสันมานาน เผยว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่จอห์นสันทำอะไรแบบนี้ได้ “ไรอันเป็นพวกที่ความสามารถพิเศษ” เบิร์กแมนบอก “มันทำให้การเตรียมตัวเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก มันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ”

ในไม่ช้าความพยายามของจอห์นสันจะถูกประเมินค่า แต่ตอนนี้เขาก็ต้องเจอกับประสบการณ์หวานปนขม เมื่อต้องส่งบังเหียนคืนให้กับเจเจ เอบรามส์ ที่กลับมาจับมหากาพย์อวกาศชุดนี้อีกครั้ง เพื่อกำกับ Episode IX หลังโคลิน เทรวอร์โรว์ถอนตัวไป เนื่องจากปัญหาความแตกต่างด้านความคิดสร้างสรรค์กับลูคัสฟิล์ม “เจเจได้เห็นหนังหลายคัทละ แล้วก็อ่านบทร่างไป 2-3 ร่างแล้ว” จอห์นสันเล่า “เขาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่เยี่ยมมากสำหรับกระบวนการทำงานทั้งหมด แล้วความเห็นต่างๆ ที่ให้มาก็ช่วยได้มาก แต่ทั้งหมดนั้นก็แค่ต้องการความเห็นของเขาในฐานะของคนทำหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมาจับหนังเรื่องที่เก้า เราได้คุยกันเล็กๆ น้อยๆ แบบเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ก็ไม่มีเรื่องของ Episode IX แล้วความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับมันเลย”

การทำงานถูกล็อคไว้เรียบร้อยแล้ว จอห์นสันจะก้าวเดินออกมาจากหนังชุดนี้ แล้วติดตามต่อในฐานะของแฟนหนังคนหนึ่ง “มันก็คล้ายๆ การส่งลูกต่อระหว่าง VII กับ VIII ผมเอามันไปวางไว้ วางไม้บาตองแล้วก็ถอยออกมา” จอห์นสันบอกอีกว่า เรื่องนี้ “เป็นเรื่องที่ซับซ้อน” หากก็ไม่สามารถเก็บงำความยินดี ที่ตัวเองถูกดันไปเป็นลูกค้าอีกครั้ง และตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของหนังชุดนี้ “ผมตื่นเต้นจริงๆ” เขายิ้ม “กับการเป็นผู้ชมคนหนึ่งอีกครั้ง มันทำให้ผมแทบจะนั่งรอไม่ไหวแล้ว และอยากจะได้เห็นว่า เจเจจะจบทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ยังไงแบบสุดๆ”

จากเรื่อง การกลับมาของลุค สกายวอลเกอร์ ในหนัง Star Wars ตอนที่ 9 THE LAST JEDI โดย ฉัตรเกล้า จากนิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1245 ปักษ์แรก ธันวาคม 2560

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a5/
Twitter
Pinterest

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On