การกลับมาของสแพนดาว บัลเลท์ เจ้าของเพลง True (ตอนจบ)

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ไม่ใช่แค่ศิลปินรุ่นใหม่ ที่จะไปเฉิดฉายในงานเซาธ์บายเซาธ์เวสท์ ที่มีทั้งการสัมมนา ประชุมพูดคุย เกี่ยวกับเรื่องของวงการเพลง, ภาพยนตร์ และสื่ออินเตอร์แอคทีฟ รวมไปถึงการฉายภาพยนตร์ และแสดงคอนเสิร์ต

วงดนตรีรุ่นเก่าอย่าง สแพนดาว บัลเลท์ จากยุค 80s ก็ใช้เวทีนี้บ่งบอกตัวตนของตัวเอง เมื่อพวกเขาเป็นศิลปินหลักวงหนึ่งในงาน พร้อมเอาหนังสารคดีเกี่ยวกับความเป็นมาของตัวเอง Soul Boys of the Western World มาเปิดรอบปฐมทัศน์ที่นี่ และการขึ้นเวทีในงานนี้ ก็เป็นการแสดงคอนเสิร์ตในอเมริกาครั้งแรกในรอบ 28 ปีของสแพนดาว บัลเลท์ วงดนตรีที่โชว์ยุคแรกๆ นั้น ไม่ยอมให้ตัวแทนค่ายเพลง และนักข่าวเข้ามาชมเลยด้วยซ้ำ

หลังเปิดตัวต่อหน้าขาเที่ยวของคลับเดอะ บลิทซ์ สแพนดาว บัลเลท์ตระเวณเล่นทั่วลอนดอน แบบโชว์ลับ ที่บอกกันปากต่อปาก บนเวทีในโรงหนัง, โกดัง กระทั่งหน้าร้านขายแผ่นเสียงในเบลฟาสท์ แม้จะมีคอเพลงนอกวงการเพลงใต้ดินของอังกฤษ ได้ยินเพลงของพวกเขาไม่มาก แต่สแพนดาว บัลเลท์ ก็เป็นวงสำคัญวงหนึ่งในยุค80s ในฐานะวงดนตรีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของอังกฤษ “มันเป็นเรื่องของความลับ” สตีฟ นอร์แมน มือแซ็กและเครื่องเคาะกล่าว “แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว บางทีนั่นอาจจะเป็นการแสดงแบบนั้น หนสุดท้ายของเราก่อนการมาถึงของโทรศัพท์มือถือ และยูทูบ”

เหมือนเดอะ บีเทิลส์กับเดอะ โรลลิง สโตน และเบลอร์กับโอเอซิส พวกเขาก็ถูกจับเป็นคู่ปรับกับดูแรน ดูแรน เมื่อคลับที่สร้างตามเดอะ บลิทซ์ เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และวงที่มีลุค, ความคิด, แต่งตัว แบบเดียวกับสแพนดาวโผล่กันให้รึ่ม และหนึ่งในนั้นก็มีวงจากเบอร์มิงแฮม ที่ชื่อว่า ดูแรน ดูแรน “เราไม่ใช่แค่อยู่บนยอดสุดของคลื่นที่ชื่อ นิว โรแมนติค” เคมพ์ เล่า “แต่เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมา”

การเผยตัวตนครั้งแรกที่ทำให้เกาะอังกฤษพูดถึงก็คือ การปล่อยซิงเกิลเปิดตัวในปี 1980 To Cut a Long Story Short ซึ่งมีแนวทางชัดเจน และดูเป็นเยอรมันมากๆ ด้วยการใช้จังหวะแบ็คบีทของดนตรีดิสโก แต่ในตอนนั้น ภาพลักษณ์แบบนิว โรแมนติคก้าวไปสู่ถนนแฟชันย่านไฮสตรีท ทำให้สแพนดาวปั้นตัวเองใหม่ ในฐานะวงฟังค์ ที่มี Chant No.1 (I Don’t Need This Pressure On) เป็นเพลงฮิต แล้วก็ตามด้วยเพลงโซลของนักร้องตาสีฟ้า “จอห์น คีเบิลมือกลอง” นอร์แมนเล่า “เป็นพวกเมทัลในวง ส่วนโทนี แฮดลีย์ (นักร้องนำของวง) เป็นเสียงละมุนหู ส่วนผมหลงเพลงโซลของโมทาวน์ แกรีเป็นคนแนะนำให้ผมรู้จักวง ลิตเติล ฟีท มาร์ติน เคมพ์ (มือเบส ที่เป็นพี่-น้องกับแกรี) ชอบเพลงร็อค ทุกสิ่งเหล่านี้ผสมผสานกัน และแสดงออกมาให้เห็นตลอดเวลา ในวีธีที่เราทำงานเพลง”

ในปี 1983 แกรี เคมพ์ เผยว่าเขาจะแต่งเพลงที่ไร้กาลเวลา และเพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขา True ที่มีความยาวราวๆ 6 นาทีครึ่ง ก็กลายเป็นเพลงสำคัญของวง เมื่อขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ และ 4 ในอเมริกาบนชาร์ทเพลงฮิตบิลล์บอร์ด “เราภูมิใจมากๆ กับสิ่งที่เพลงนี้ทำให้เกิดขึ้นกับเรา” เคมพ์ เล่า “เราได้เห็นสตีฟ บุสเซมี ร้องเพลงนี้ในหนังเรื่อง The Wedding Singers มีเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันร้องเพลงนี้ในหนัง Modern Family แล้วก็ไปอยู่ในหนัง Sixteen Candles ของจอห์น ฮิวจ์ส ถูกใช้ใน the Simpsons ตั้งสองหน! มันคือเพลงสโลว์ของคนทุกรุ่น ทุกสมัย แล้วไม่ต้องทายเลย เพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ทำให้คนดูร้องคลอตามไปกับพวกเรา” เคมพ์ กล่าวก่อนจะจบด้วยการพูดถึงอดีตคู่กัด “ดูแรน ดูแรน ไปได้สวยในอเมริกา แต่พวกเขาไม่เคยมีเพลงอย่าง True ใช่ไหม?”

นี่คือเพลงอมตะ ของวงนิว เวฟที่ยังมีลมหายใจ สแพนดาว บัลเลท์

จากเรื่อง การกลับมาของสแพนดาว บัลเลท์ เจ้าของเพลง True (ตอนจบ) โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 21 มีนาคม 2557


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On