การกลับมาอีกครั้งของสาวน้อยพลังจิต เลือดเดือด CARRIE

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ขณะที่หนังสยองขวัญรุ่นใหม่ผลงานของเจมส์ วาน กวาดคำชื่นชมและความสำเร็จไปอย่างมากมายในปีนี้ ปี 2013 ตามด้วยหนังสยองรุ่นใหม่ อีกหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น Mama หรือว่า The Possession ซึ่งถ้านำไปเทียบกับปี 1990 ก่อนหน้าที่หนัง Scream จะทำให้หนังแนวนี้กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง ปีนี้คือปีทองของหนังสยองขวัญ ที่มีทั้งงานต้นฉบับ งานรีบู้ท งานรีเมค

carrie features 2และนี่คือการกลับมาจากยุค 70 อีกเรื่อง ของงานคลาสสิค ที่สร้างจากนิยายฮิตของสตีเฟน คิง Carrie

“ยินดีด้วย!!! Carrie จะถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการโดยสำนักพิมพ์ ดับเบิลเดย์ โดยมีการจ่ายเงินล่วงหน้า 2,500 เหรียญ อนาคตวางกองอยู่ตรงหน้า ด้วยรัก บิลล์”

นั่นคือข้อความในโทรเลข จากบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ บิลล์ ธอมป์สัน ที่ส่งไปถึงสตีเฟนคิง ขณะที่โลกต้องขอบคุณทาบิธา คิง สำหรับ Carrie นิยายของสามีนักเขียนมือทองของเธอ สามีนักเขียนมือทองของเธอก็ต้องขอบคุณ Carrie ที่เป็นนิยายขายดีเรื่องแรกของเขา

ณ. ช่วงเวลาหนึ่งตอนกลางยุค 70 ทั้งคู่ต้องดิ้นรน ปากกัด ตีบถีบ กับการใช้ชีวิตร่วมกัน เธอไปเจอนิยายเรื่องนี้ที่เขียนไปเพียงไม่กี่หน้า ในลังของสามี แล้วก็อ่านมัน กับภาษาที่ดูเรียบเรื่อย แต่เต็มไปด้วยพลัง ที่กลายมาเป็นลักษณะเด่นในงานของคิง เรื่องราวเล็กๆ เป็นฝันร้ายในโรงเรียน ที่เล่าเรื่องได้อย่างคล่องแคล่ว หญิงสาวคนหนึ่งอยู่ภายใต้ฝักบัว หลังชั่วโมงเรียนพละศึกษา เธอกำลังเป็นประจำเดือนครั้งแรก แต่ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ เธอไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเพศของเธอเลย ทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น เธอเชื่อว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะเลือดไหลหมดตัว เธอร้องไห้คร่ำครวญ ทรุดตัวลงนอนกับพื้น เด็กสาวที่อยู่รอบๆ พากันหัวเราะดังลั่นด้วยความสนุกสนาน แล้วก็ปาผ้าอนามัยแบบสอดเข้าใส่เธอ พร้อมกับส่งเสียง “เสียบมันเข้าไปเลย เสียบมันเข้าไปเลย”

นั่นคือฉากเปิดที่หวดคนอ่านเข้าได้จังๆ แต่ไม่มีเรื่องราวต่อจากนั้น ทาบิธาเหมือนถูกยั่วจนไม่รู้จะหยุดอาการอยากได้ยังไง เธอบอกสามีของเธอให้จบนิยายเรื่องนี้ซะ!!!

“ผมไม่อยากเขียนต่อ” เขาจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ “มันยากเกิน ผมกำลังขี้เกียจสุดๆ เรากำลังต้องการเงิน และเรื่องราวของมันก็น่าจะยาวเกินตีพิมพ์ลงในนิตยสารผู้ชายเล่มไหนก็ได้ สักเล่ม ผมกำลังเขียนเรื่องขายอยู่ในตอนนั้น แต่เธอย้ำว่า ยังไงก็ตาม ผมต้องเขียนมันให้จบ”

เขาทำ และผลลัพธ์ก็คือข้อความในโทรเลขที่ว่า อีกหลายเดือนหลังจากนั้น ตอนที่ครอบครัวของคิงต้องรับโทรศัพท์ที่โทรกลับมาเป็นระวิง มีสายหนึ่งบอกกับเขาว่า สิทธิ์ในการพิมพ์หนังสือปกอ่อนของนิยายที่ว่าด้วย เรื่องของเด็กไฮ-สคูลที่ถูกรังแก และการใช้พลังจิตของเธอ ราคาขายพุ่งสูงไปถึง 400,000 เหรียญ

Carrie-1976-PosterCarrie ไม่ใช่แค่ส่งคิงให้กลายเป็นนักเขียนขึ้นหม้อ ที่นิว ยอร์ค ไบรอัน เดอพัลม่าได้หนังสือเล่มนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง และเห็นโอกาสที่จะถ่ายทอดความเป็นผู้กำกับที่ลุ่มหลงฮิทช์ค็อคของตัวเองออกมา ผ่านทางตัวละครเพศหญิง และในขณะเดียวกันก็นำเสนอภาพยนตร์ที่มีโอกาสได้รับความนิยม และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในอันดับหนังทำเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงจากเขามาโดยตลอด

ท้ายที่สุด Carrie กลายเป็นหัวใจในการเริ่มต้นอาชีพ ของทั้งนักเขียน และผู้กำกับ แล้วก็เป็นงานที่สร้างความพึงพอใจได้ทั้งภาพยนตร์ และหนังสือ การนำเรื่องราวของมันกลับมาขึ้นจออีกครั้ง ย่อมเป็นความแตกต่างจากการเอาหนังเชือดทั้งหลายจากยุค 70 และ 80 มาขึ้นจออีกครั้งได้อย่างแห้งแล้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

“แน่นอน คุณต้องกังวลกับเรื่องการถูกนำไปเปรียบเทียบอยู่แล้วล่ะ” คิมเบอร์ลีย์ เพียร์ซ ผู้กำกับสาวผู้อาจหาญแตะงานขึ้นหิ้งชิ้นนี้กล่าว “โดยเฉพาะถ้าคุณไปแตะเรื่องราวที่คุณรัก แล้วคิดว่ามีค่ามากพอที่จะนำมันกลับมา คุณมักจะลังเลว่า ตัวเองจะปลุกชีวิตมันขึ้นมาอีกได้ไหม แต่ฉันคิดว่าความสัมพันธ์อย่างลึกซึ่ง ที่ฉันมีกับนิยาย หมายความว่า ถ้าฉันจะทำ มันจะมีความแตกต่างเกิดขึ้นในตัวเองตามธรรมชาติ จากสิ่งที่ไบรอันทำเอาไว้ ฉันเป็นคนทำหนังที่แตกต่างจากเขา เพราะงั้นฉันจะมีทั้งความรักและความเคารพกับเรื่องราวของมัน แล้วก็สร้างมันขึ้นมาในแบบฉบับของตัวเอง”

carrie 2013 beind_the_scenesในความเป็นจริงแล้ว… ไม่มีผู้กำกับคนไหน ที่เข้ามาจับงานสร้างใหม่ของ Carrie แล้วสร้างความประหลาดใจได้มากเท่ากับคิมเบอร์ลีย์ เพียร์ซ อีกแล้ว เธอเริ่มต้นสร้างชื่อให้กับตัวเองจาก Boys Don’t Cry ในปี 1999 หนังที่สร้างจากเรื่องจริงของวัยรุ่นข้ามเพศที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งทำให้ฮิลารี สแวงค์ คว้ารางวัลออสการ์มาครอง

“ปฏิกริยาในตอนแรกของฉันคือ สับสน” เธอเล่าให้ฟังถึงวันที่รู้ตัวว่าถูก ‘เลือก’ มาทำ Carrie “พอได้ยินว่า พวกเขาเลือกฉันก็เพราะ Boys Don’t Cry ทีแรกฉันก็ไม่เข้าใจ เพราะหนังของไบรอันออกจะเป็นเรื่องเล่าแบบโอเปรา ซึ่งของฉันมันไม่ใช่ แล้วฉันก็เป็นเพื่อนกับเขา เลยโทรไปหาบอกว่า ‘พวกเขาอยากให้ฉันทำหนังเรื่องนี้ แต่ฉันอยากรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง’ เพราะฉันมีความคิดกับกลุ่มผู้กำกับที่รู้จักกันว่า ถ้ามีใครจะทำ Boys Don’t Cry ขึ้นมาใหม่ แล้วไม่โทรหาฉัน ฉันจะมองว่ามันเป็นเรื่องประหลาด เขาตอบกลับว่า ‘เธอต้องทำมัน!!!’”

carrie Mom moore-laurie

แม่ของแคร์รี จากสองยุค ปี 2013 จูลีแอนน์ มัวร์ (ซ้าย) และ ไปเปอร์ ลอรี (ขวา) จากปี 1976

เพียร์ซเลือกที่จะมองความสัมพันธ์ของแคร์รีกับแม่ มาร์กาเร็ท ไวท์ แม่ผู้คลั่งศาสนา ที่ต้นฉบับไปเปอร์ ลอรี่ รับบทเอาไว้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนหนนี้เป็นจูลีแอนน์ มัวร์ยอดฝีมืออีกคนของวงการ “ฉันใช้เวลาไปกับความสัมพันธ์ของพวกเธอเยอะมาก ในตอนที่เขียนบท” เพียร์ซเผย “พลังหลายๆ อย่างจากเรื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ฉันอยากให้มาร์กาเร็ทเป็นแม่ที่มีความน่าเชื่อถือและรักลูกสาวจริงๆ ความรุนแรงทุกอย่างที่เธอทำกับลูก ก็เพื่อปกป้องแคร์รี มันเป็นความตึงเครียดที่น่าพึงพอใจ มีทั้งความรักและความรุนแรงเพื่อที่จะควบคุม ดูแล และปกป้อง มันสร้างพลังทางอารมณ์ และความน่าพรั่นพรึงในอีกระดับหนึ่ง”

ที่สำคัญไม่แพ้การหาตัวผู้กำกับก็คือ ตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง แคร์รี่ ไวท์ ที่ซิสซี สปาเซ็คเล่นเอาไว้ได้ในช่วงวัยกลางยี่สิบ ซึ่งทำให้เพียร์ซรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ กับการชื่นชมการแสดงของสปาเซ็ค และเมื่ออยู่ในมือของเธอ… “สำหรับฉัน หัวใจและวิญญานของหนังเรื่องนี้ก็คือตัวแคร์รี่และสถานการณ์ที่เธอเจอ ฉันอยากได้นักแสดงที่วัยตรงกับบท ตอนที่ฉันอ่านหนังสือ ฉันคิดไปถึงว่า ‘ถ้าฉันได้ทำหนังเรื่องนี้ แล้วใช้นักแสดงที่วัยอยู่ในไฮ-สคูลจริงๆ มันจะออกมาน่าทึ่งขนาดไหน?’ มันจะสามารถพาคนดูดำดิ่งลงไปในประสบการณ์ของเธอได้ในระดับเดียวกับที่นิยายพาไป แล้วก็ยังทำให้หลายๆ คนคิดไปถึงว่า ปัจจุบันนี้กับเด็กๆ พวกนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโรงเรียน”

“ฉันไม่เคยดูหนังต้นฉบับอย่างจริงๆ จังๆ เลย” โคลอี้ เกรซ มอเร็ทซ์ เด็กสาววัย 15 ปีที่มารับบทแคร์รีของปี 2013 กล่าว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะหนังต้นฉบับนั้นสร้างขึ้นมาได้ 2 ทศวรรษพอดีตอนที่เธอเกิด “ฉันมั่นใจว่าซิสซี สปาเซ็ค กับไบรอัน เดอ พัลมา สร้างปรากฏการณ์เอาไว้ แต่ฉันจะไม่ก็อปการแสดงของเธอหรอก ฉันอยากสร้างแคร์รีในแบบของฉันให้มีชีวิตขึ้นมา และไม่ขโมยความเป็นแคร์รีของคนอื่นๆ”

carrie sissy-spacek-chloe-moretz

แคร์รีจาก สองยุค ซิสซี สปาเซ็ค จากปี 1976 (ซ้าย) และ โคลอี เกรทซ์-มอเรทซ์ แคร์รีคนล่าสุด (ขวา)

ก่อนจะมาถึง Carrie มันก็น่าตลกดีที่มอเร็ทซ์ ผ่านงานหนังสยองสร้างใหม่ ที่เธอดูคนเดียวไม่ได้มาแล้ว ปี 2005 เธออยู่ในหนังที่ไม่ได้แย่อย่างที่ควรจะเป็นสำหรับฉบับสร้างใหม่ของ The Amityville Horror ตามด้วยงานสร้างใหม่ของ Let the Right One In ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างต้องการนักแสดงในวัยเยาว์มารับบทวัยเดียวกันในจอ

“นั่นคือเหตุที่ทำให้ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” เธอเล่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับแคร์รี ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันด้วย ฉันอายุ 15 ปี ต้องเจอกับสิ่งต่างๆ ที่แคร์รีเจอในหนัง พยายามทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ของเธอกับแม่ และกับพ่อ คิดว่าเสียงของเธอเป็นยังไง และแคร์รีก็ไม่ต่างกัน”

ที่เหมือนๆ กับเพียร์ซ ก็คือ มอเร็ทซ์เชื่อว่าพลังของเรื่องมาจากสัมพันธภาพที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างเธอกับแม่ ที่เต็มไปด้วยความวิตกจริต และปกป้องเธอมากจนเกินเหตุ “มาร์กาเร็ท รักลูกสาวมาก ต้องการปกป้องเธอ และไม่อยากเสียเธอไป” เธออธิบาย “ส่วนแคร์รีก็รักแม่มาก และการแสดงของจูลีแอนน์ มัวร์ในบทนี้ก็คือจุดสุดยอดของหนัง การทำงานกับเธอเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่พิเศษสุดๆ ในฐานะนักแสดงสำหรับฉัน”

จากเรื่อง การกลับมาของสาวพลังจิต เลือดเดือด CARRIE โดย ฉัตรเกล้า จากนิตยสาร เอนเตอร์เทนฉบับที่ 1147 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.