การเดินทางจากวิดีโอ เกมดัง ที่คนเล่นกันทั้งโลก กว่าจะกลายเป็นหนังขึ้นจอ Warcraft: The Beginning

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากเกมออนไลน์ชื่อดัง ที่ได้รับความนิยมมหาศาลจากเกมเมอร์ทั่วโลก วันนี้โลกของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนสงครามที่คอเกมทั้งหลายคุ้นเคยกันดีของ Warcraft จะกลายเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุดอลังการ

การมาถึงของภาพยนตร์ที่กำกับโดยดันแคน โจนส์ ซึ่งดัดแปลงมาจาก World of Warcraft เกมสุดฮิตของบลิซซาร์ดผู้ผลิตและพัฒนาเกม ที่มีผู้นิยมเล่นมานานถึง 22 ปี ด้วยตัวเลขผู้ลงทะเบียนเล่นมากถึงกว่า 5.5 ล้านคน ย่อมเป็นความตื่นเต้นได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นคอเกม หรือคอหนัง แต่ถ้าไม่ ดันแคน โจนส์ และทีมงาน อย่าง ผู้อำนวยการสร้าง ชาร์ลส์ โรเวน ที่คร่ำประสบการณ์กับการสรรหาสิ่งต่างๆ มาดัดแปลงเป็นเรื่องราวบนจอภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนโทรทัศน์สำหรับเด็ก Scooby-Doo, ซีรีส์ทีวี Get Smart หรือว่า หนังสือการ์ตูน อย่าง The Dark Knight ก็มีอะไรมากมายที่จะบิลท์อารมณ์คุณให้รู้สึกกระตือรือร้นไปกับการตีความเกมดังมาขึ้นจอในครั้งนี้ของพวกเขา “คุณต้องแน่ใจว่า คุณสามารถดึงคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเกมนี้มาได้” โรเวน กล่าว

นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงวิดีโอเกมมาเป็นเรื่องราวแบบทื่อๆ World of Warcraft เป็นจักรวาลที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ โดยมีพื้นที่สำคัญอย่าง อาซีร็อธ ที่ผู้ลงทะเบียนเล่นเกมนี้ถึง 12 ล้านคนในปี 2010 คุ้นเคยกันดี โดยแต่ละคนจะใช้เวลาวันละหลายๆ ชั่วโมง ไปกับการสำรวจพื้นที่แปลกใหม่, สภาพแวดล้อมที่เกินกว่าจะกำหนดขอบเขตได้, จมอยู่กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย, เผชิญหน้ากับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่-ตัวร้ายจอมอหังการ์ และอะไรอีกเยอะแยะ ที่สำคัญที่สุด ทุกคนจะได้พบกับประสบการณ์ที่เป็นกลียุคไปพร้อมๆ กันทั่วโลกแบบจัดเต็ม โรเบิร์ท คาซินสกี้ หนึ่งในนักแสดงของหนังได้ชื่อว่า เป็นคนที่อุทิศตัวให้กับเกม Warcraft มากที่สุดในกลุ่มนักแสดงและทีมงาน จากคำบอกเล่าของเจ้าตัว เขาเคยใช้เวลาหมกตัวอยู่ในอาซีร็อธมาแล้วรวมๆ 480 วัน นับตั้งแต่เกมนี้ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2004 แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง ที่บางคนล็อกอินตัวเองอยู่กับเกมเกินกว่าพันวันด้วยซ้ำไป

สจวร์ท เฟเนแกน เพื่อนร่วมธุรกิจกับโจนส์ และผู้อำนวยการสร้างของหนังเรื่องนี้ บอกเอาไว้ว่า “Warcraft ไม่ได้เป็นแค่เกมที่คุณมีตัวละครที่ต้องเกาะติดไปตามเส้นเรื่องที่วางเอาไว้ มันเป็นโลกๆ หนึ่ง โลกที่ทุกคนจะสวมบทบาทเป็นตัวละครที่คุณสร้างขึ้นมาเอง และสามารถเลือกได้ว่า จะไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไหน และจะลงทุนอะไรกับชีวิต”

กับทีมผู้สร้างหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน อย่างน้อยก็ในเรื่องของการลงทุนกับชีวิต การแปรเรื่องราวจากโลกออนไลน์ไปสู่จอภาพยนตร์ เป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน ซึ่งลากยาวไปร่วมๆ ทศวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ และเกิดปัญหามากมาย หลายต่อหลายครั้ง

ตอนที่โจนส์เข้ามาจับงานหนังเรื่องนี้ในเดือนมกราคม 2013 การทำงานอยู่ในสภาพเคว้งคว้างจากอาฟเตอร์ช็อค ซึ่งเป็นผลจากหายนะที่เกิดขึ้นในการทำงาน เมื่อผู้กำกับแซม ไรมี ที่อยู่กับหนังมาตั้งแต่ปี 2009 บอกอำลาอย่างปัจจุบันทันด่วนในเดือนกรกฎาคม 2012 โดยพ่วงโรเบิร์ท โรแด็ท ผู้เขียนบทไปด้วย เขานี่ละคือคนจัดการกับบทดั้งเดิมของหนัง ที่มีตัวละครมนุษย์ที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาเองเป็นศูนย์กลางของเรื่อง แต่ตามที่ไรมีบอกเอาไว้เมื่อปี 2013 จากที่บลิซซาร์ดเผยออกมาว่า “ไม่เคยมีการอนุมัติเรื่องราวดั้งเดิมที่พวกเราเสนอไปให้พวกเขา… พวกเราต้องเริ่มต้นทุกอย่างขึ้นมา”

คริส เม็ทเซน รองประธานอาวุโสแผนกพัฒนาเฟรนไชส์และเรื่องราวของบลิซซาร์ดอธิบายว่า พวกเขาเป็นห่วงคนดูหนังโดยทั่วๆ ไปที่ไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ Warcraft ซึ่งมีวัฒนธรรม, มีเผ่าพันธุ์ และเรื่องราวหลากหลาย จะถูกจับโยนเข้าไปอยู่ในโลกที่พิลึกพิลั่น และไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรได้เลย” ไรมียกธงขาวยอมแพ้ แล้วก็เดินออกไปหลังอยู่กับโปรเจ็คท์มานานถึง 3 ปี ทำงานอย่างหนักแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย และโปรเจ็คท์หนังเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

การทำงานร่วมกับ จิลเลียน แชร์จากลีเจนดารี พิคเจอร์ส และโรเวน จากแอทลาส เอนเตอร์เทนเมนท์ ทำให้บลิซซาร์ดต้องมองย้อนกลับไปถึงวัตถุดิบอายุ 18 ปีของพวกเขา เพื่อจะคิดหาบางสิ่งบางอย่างออกมาให้ได้ และอย่างที่เม็ทเซนว่าไว้ “เราจะตั้งกล้องเพื่อถ่ายหนังกัน ตรงไหนดีล่ะ?” พวกเขากลับไปหาคอนเส็ปท์ดั้งเดิมที่ทางบลิซซาร์ดเคยหนุนในช่วงราวๆ ต้นปี 2006 นั่นก็คือการกลับไปหาจุดกำเนิดของเฟรนไชส์ในปี 1994 ที่เป็นเกมยุทธวิธี (Strategy Game) ชื่อ Orcs & Humans ซึ่งเป็นการปะทะกันครั้งแรก เมื่อออร์คต่างถิ่นผู้เหี้ยมโหดเดินทางมาถึงดินแดนอาซีร็อธของพวกมนุษย์ หลังจากดราเอนอร์แผ่นดินของพวกมันถูกทำลาย

ลีเจนดารีจ้างชาร์ลส์ ลีวิทท์ มือเขียนบทของหนัง Blood Diamond มาเขียนโครงเรื่อง แต่ปัญหาก็ยังไม่หมด ขณะที่คอนเส็ปท์ข้างต้น เป็นเรื่องง่ายสำหรับการสร้างโลกในหนังขึ้นมา แต่ก็มีปัญหาในเรื่องมุมมองของตัวละคร บทของลีวิทท์เป็นบทที่ “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” แชร์อธิบาย แต่ทางบลิซซาร์ดต้องการให้บทบาทของทั้งสองฝ่ายในเรื่องมีพอๆ กัน ทำให้มีการโต้แย้งเกิดขึ้น “ความคิดจากทีมโปรดัคชันก็คือ ‘คนไม่เข้าใจพวกออร์คหรอก พวกเขาแปลกแยก แตกต่างมากๆ แล้วก็ดูประหลาดๆ มาเน้นที่ด้านของตัวละครมนุษย์ดีกว่า”

และก็เป็นโจนส์นี่เองที่เป็นคนผ่าทางตัน และจัดหาสิ่งที่โรเวนบอกว่าเป็น “องค์ประกอบที่หายไป” มาให้ เม็ทเซนย้อนเล่าให้ฟังถึงวันแรกที่ผู้กำกับของ Moon และ Source Code มาพบกับทีมของบลิซซาร์ด, ลีเจนดารี และ แอทลาส เขาบอกว่า “ผมมองหนังเรื่องว่ามีอัตราส่วน 50/50 ระหว่างสีแดงและน้ำเงิน, พวกพันธมิตร (Alliance) และพวกฝูงชน (Horde) เราอยากลงทุนกับพวกออร์ค” เม็ทเซนกับทีมงาน “ยกมือของพวกเราขึ้นไปในอากาศ และส่งเสียงออกมาด้วยความสุข เรารู้เลยว่าเขาคือคนที่ใช่”

จากนั้นโจนส์ก็ต้องจัดการกับบทของลีวิทท์ ขณะที่ในเกมผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่า จะเป็นวีรบุรุษของมนุษย์ที่นำโดยพันธมิตร หรือว่าของพวกออร์คที่ขับเคลื่อนกันเป็นกลุ่มๆ มุมมองในการดัดแปลงเรื่องก็ต้องหาตัวละครหลักของทั้งสองฝั่ง และเขาก็ได้ แอนดูอิน โลธาร์ (เทรวิส ฟิมเมล จาก Viking) มาเป็นคนสำคัญฝั่งมนุษย์ และดูโรแทน เป็นผู้นำของเผ่าหมาป่าน้ำแข็ง (Frostwolf) ที่มองหาสันติภาพ (รับบทโดย โทบี เคบเบิลล์) โจนส์ยังพบในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ห้องสำหรับถ่ายทอดความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นมนุษย์ ของทั้งฝั่ง” รวมไปถึงรู้สึกว่า น่าจะทำเป็นหนังสำหรับผู้ชมในวงกว้าง โดยเก็บจิตวิญญาณของวัตถุดิบตั้งต้นเอาไว้ และสำหรับสัมผัสในแบบโทลเคียนส์ทุกอย่างที่ตัวหนังมี จะเป็นโลกแฟนตาซีที่ถูกยกเครื่องใหม่หมด

ถึงแม้สภาพแวดล้อมต่างๆ ในเรื่อง จะเป็นงานดิจิตอล แต่โจนส์ก็อยากให้สร้างขึ้นมาจริงๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ประชากรมนุษย์หรือว่าออร์คที่เป็นการแสดงแบบโม-แค็ปมีตัวตน สำหรับโจนส์ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ในความเป็นแฟนตาซีของหนังจะต้องจับต้องได้และมีจริงๆ

“โชคดีที่ตอนเด็กๆ ผมเคยไปอยู่ในกองถ่ายหนังมาบ้าง” เขากล่าว “ผมไปอยู่ในกองของ Labyrinth และ Absolute Beginners (ทั้งสองเรื่องมีพ่อที่เพิ่งจากไปของเขา – เดวิด โบวี เป็นนักแสดง) ซึ่งมีการเซ็ทฉากเป็นเมืองใหญ่ๆ เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วพวกเขาแค่สร้างถนนที่คุณสามารถเดินไปมา มองเข้าไปในร้านค้า หรือดูสิ่งต่างๆ ที่โชว์อยู่หน้าร้าน สำหรับผม มันก็แค่สร้างฉากใหญ่ๆ ของเมืองสตอร์มวินด์ แล้วก็… มีร้านรวง, มีผับ ซึ่งทำให้ผมสนุกมาก เพราะนั่นคือการนิยามถึงการสร้างโลกของคุณเองที่ชัดเจนที่สุด และถึงแม้ว่าจะเป็นโลกที่ถูกออกแบบมาโดยบลิซซาร์ด โอกาสที่ได้ทำอะไรแบบนี้มันก็เป็นเรื่องพิเศษสุดๆ”

กาวิน บ็อคเควท ผู้ออกแบบงานสร้างคือคนที่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ โดยมีแดน เฮอร์แมนเซน เป็นผู้กำกับศิลป์ ซึ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาจะรู้สึกถึงความเป็น Warcraft สิ่งของทุกๆ อย่างจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หินปูพื้นหรือต้นไม้ในป่า รวมไปถึงภูเขาสูงเสียดฟ้า เพื่อให้ความรู้สึกถึงความใหญ่โตตามธรรมชาติ “เราอยากจะคงขนาดนั้นเอาไว้” บ็อคเควท กล่าว ครั้งหนึ่งเขาต้องสร้างป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงถึง 12 ฟุตขึ้นมา เพราะต้นโอ๊คที่มีอยู่จริงในธรรมชาติไม่ใหญ่มากพอ สำหรับการเป็นป่าเอลวีนน์ของโจนส์ “มันน่าประทับใจ และใหญ่โตมากๆ แล้วก็มีสีสันเหมือนๆ ในเกม” เขาเสริม “แต่เราก็ต้องทำให้มันดูกร้านๆ หน่อย มันไม่ควรจะดูมีสีสันแบบในเกมมากนัก ดันแคนอยากให้เปลี่ยนเกมให้กลายเป็นโลกที่มีจริงๆ”

โจนส์ต้องสร้างประชากรในโลกของเขา ด้วยตัวละครที่สมจริงเช่นเดียวกับธรรมชาติที่เขาสร้างขึ้นมา ไม่ว่าพวกมันตัวจะใหญ่โตแค่ไหน

“รายละเอียดของมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” เม็ทเซน พูดถึงการสร้าง ดูโรแทน ตัวละครผู้นำของออร์ค โดยเขานี่แหละคือคนที่วาดภาพของตัวละครตัวนี้ เมื่อหลายทศวรรษก่อน “มันมีความรู้สึกอยู่ในดวงตาของดูโรแทน ผมได้เห็นตัวละครตัวนี้ มีเขี้ยว มีผิว มีสัดส่วน รายละเอียดยิบ เขาไม่ใช่มนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกันตัวละครที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมนุษย์ตัวนี้ เป็นพ่อ เป็นสามี ที่นั่งอยู่ในความมืด คิดถึงโลกที่กำลังลุกไหม้ที่เบื้องหลัง”

เช่นเดียวกับ Avatar และหนังชุด Planet of the Apes มีทางเดียวที่จะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเม็ทเซน นั่นก็คือ การแสดงแบบโม-แค็ปของนักแสดงที่รับบทเป็นออร์ค ที่เคบเบิลล์, คาซินสกี้, แคลนซี บราวน์, แอนนา กัลวิน และแดเนียล วู จะต้องสวมเครื่องแบบสำหรับการแสดงโม-แคป ที่เป็นชุดรัดรูปสีเทา แต่ตัวละครเหล่านี้บนจอภาพยนตร์ จะไม่ได้ออกมาเหมือนกับพวกตัวประหลาดในหนังเกี่ยวกับมิดเดิลเอิร์ธของปีเตอร์ แจ็คสัน ออร์คใน Warcraft จะมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้การสร้างภาพด้วยดิจิตอลมีความท้าทายมากขึ้น “หัวของพวกมันจะเท่าๆ กับมนุษย์” โจนส์ อธิบาย “แต่สัดส่วนของร่างกายมันจะมีขนาดใหญ่ระดับยักษ์ ตั้งแต่คอ, ไหล่ แล้วก็มือ มือของมันจะใหญ่มาก รูปร่างจะดูเพี้ยนๆ แต่มันจะต้องไม่แปลก”

ไหว่ หวัง ศิลปินของบลิซซาร์ด จะเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องภาพลักษณ์ของพวกออร์ค ขณะที่ทีมของไอแอลเอ็ม ที่มีบิลล์ เวสเทนโฮเฟอร์ดูแลก็จะจัดการว่า มีฉากไหนบ้างที่พวกเขาจะสร้างภาพแบบหยาบๆ ของตัวประหลาดขนาด 8 ฟุตพวกนี้ เคลื่อนที่ไปมาในจอมอนิเตอร์ ซึ่งนักแสดงที่ผอมกว่า ตัวเล็กกว่า ที่เล่นเป็นพวกเขาจะต้องแสดงออกมาในโรงถ่าย ระหว่างนั้นเทอร์รี โนทารี ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเคลื่อนไหว ก็จะติวเข้มบรรดานักแสดง เพื่อที่ทุกๆ การเคลื่อนไหวของพวกเขาจะเป๊ะกับพวกออร์คแห่งดราเอนอร์ “การทำงานกับเทอร์รี เราต้องนั่งดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ออร์คพวกนี้มีท่าทางยังไง” เวสเทนโฮเฟอร์ เล่าถึงการทำงาน “เราอยากให้มีบางสิ่งที่แสดงออกถึงน้ำหนัก แต่ไม่ใช่แข็งเป็นท่อนไม้ แล้วมีอย่างหนึ่งในกระบวนการทำงานตรงนี้ นักแสดงไม่ใช่แค่ทำท่าทาง พวกเขาต้องเชิดตัวเองไปด้วย เคลื่อนไหวราวกับมีน้ำหนักมากมาย”

คาซินสกี ที่รับบทเป็น ออร์การิม นายทหารผู้ซื่อสัตย์ของดูโรแทน เล่าว่า “มันต้องการการแสดงออกทางร่างกายมากๆ” เขาเป็นคนที่มีส่วนสูงที่โดดเด่นถึง 6 ฟุต 1 นิ้ว และหนักกว่า 200 ปอนด์ “มันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวสำหรับ ‘การเดินแบบออร์ค’” เขาอธิบาย “ดูโรแทน จะตัวตรง ทำให้มีมุมมองที่กว้างไกลกว่า ขณะที่ออร์การิม ตัวจะโน้มไปข้างหน้า มีลักษณะเหมือนพร้อมจะสู้อยู่ตลอดเวลา แต่เราทุกคนมีน้ำหนักมากมายไม่ต่างกัน และต้องเคลื่อนไหวให้รู้สึกถึงน้ำหนักที่มีเหมือนๆ กัน”

กับการเป็นผู้เชี่ยวชาญจากการเล่มเกม 480 วัน และมาเคาะประตูเพื่อแน่ใจว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คาซินสกีไม่ปริปากบ่น “มีบางครั้งที่ผมเดินเข้าไปในกองถ่าย แล้วความกังวลของผมก็หายไป” เขากล่าว “มันเป็นหนังที่สนุกที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานมา”

แต่ Warcraft ไม่ได้มีแค่ตัวประหลาด แต่ยังมีเวทย์มนต์เข้ามาเกี่ยวข้องในปริมาณที่พอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อมดที่ปล่อยพลังออกมาได้ นักบวชที่มีเวทย์มนต์ในการรักษา หรือจอมขมังเวทย์ที่คอยร่ายคำสาป แต่เวสเทนโฮเฟอร์ และโจนส์ ก็จะไม่เน้นเรื่องของเวทย์มนต์จนมากเกินไป ส่วนหนึ่งก็เพราะห่วงว่าเอ้ฟเฟ็คท์วูบๆ วาบๆ จะทำให้ผู้ชมรำคาญ และเรื่องราวหลักๆ จะอยู่กับมนุษย์และออร์คมากกว่า

“หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการแนะนำ เราเลยทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุด” โจนส์ พูดถึงงานเทคนิคพิเศษ เกี่ยวกับเวทย์มนต์ “แต่ถ้าอะไรๆ ไปได้ดี แล้วคนดูชอบ หนึ่งในสิ่งที่เราอยากจะทำกับหนังเรื่องต่อไปก็คือ นำเสนอเรื่องเวทย์มนต์ ให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกคนเข้าถึงมันได้ แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต”

อนาคตที่อยู่ในมือของผู้ชม “แฟนๆ คงต้องบอกกับพวกเราว่า พวกเขาอยากดูมากกว่านี้” โรเวน เอ่ย ก่อนที่จะพูดปรามๆ ว่า “จะมีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักเกม” แต่เม็ทเซนก็รู้สึกเบาใจได้กับการที่โลกของเขาในฉบับภาพยนตร์ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของบรรดาหัวกระทิ

“ผมเคยฝันนะ” เขากล่าว “ถ้าคุณฉลาดมากพอ คุณสามารถสร้างหนังได้ 20 เรื่องเลยจากโลกของเกมนี้” คิดมาถึงตรงนี้ ลองนึกถึงเวลาร่วมทศวรรษที่หมดไปกับการทำให้วงล้อเริ่มหมุน จะรู้สึกเลยว่า ไม่มีเวลาเหลือให้ทำอะไรอย่างอื่นต่อไปได้อีกแล้ว

แต่จะเป็นแบบนั้นได้… ผู้ชมที่ในมือไม่มีเมาส์ หรือคีย์บอร์ด คือผู้ให้คำตอบ

จากเรื่อง การขึ้นจอเป็นครั้งแรกของเกมออนไลน์ชื่อดัง Warcraft อภิมหาตำนานการต่อสู้แห่งเผ่าพันธุ์ โดย ฉัตรเกล้า จากนิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับที่ 1208 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On