ขุดค้นถึงหนังมากมาย ที่สตีเวน สปีลเบิร์ก เกือบได้ทำแต่ดันหลุดมือไป

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

แม้จะมีหนังออกฉายอย่างต่อเนื่อง แต่เอาจริงๆ บางครั้งกว่าสตีเวน สปีลเบิร์กจะปั่นงานออกมาสักเรื่องหนึ่ง ก็กินเวลานานไม่ใช่เล่น ตัวอย่างที่เห็นๆ กันก็คือ เขาต้องใช้เวลาถึง 11 ปี กว่าจะทำให้นิยายของ ดอริส เคียร์น กูดวิน เรื่อง Team Of Rivals กลายเป็นหนังเรื่อง Lincoln แต่บางทีก็กลายเป็นงานที่ขึ้นจอได้อย่างรวดเร็วเช่น Bridge Of Spies ที่เพิ่งเข้าฉาย และบางเรื่องก็ไม่เคยกลายเป็นภาพยนตร์เลย ทั้งๆ ที่ตัวงานอยู่ในมือของผู้กำกับระดับเกรด เอ ของฮอลลีวูด ที่ทำงานออกมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษเข้าไปแล้ว

ด้วยความที่เป็นผู้กำกับหัวแถวของวงการ ไม่น่าแปลกใจที่สปีลเบิร์กจะได้งานระดับท็อปๆ มาอยู่ในมือเสมอๆ แต่ก็นั่นแหละ บางเรื่องถูกสร้าง บางเรื่องก็ไม่ถูกสร้างด้วยเหตุผลบางอย่าง และบางเรื่องก็กลายเป็นงานของผู้กำกับรายอื่น เช่น Harry Potter, Cruising, The Curious Case Of Benjamin Button, Oldboy และ Interstellar

และนี่คือหนังเรื่องเด่นๆ ที่สตีเวน สปีลเบิร์กเลือกที่จะปล่อยวาง ซึ่งคัดสรรมาโดย โอลิเวอร์ ลีทเทิลตัน แห่งindiewire.com เลือกมา

steven_speilberg-sadaos_story-pix-01Flushed With Pride: The Story Of Thomas Crapper
การเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับหนังใหญ่ของสปีลเบิร์ก มีจุดสตาร์ทให้เลือกหลากหลาย หลังทำงานสร้างชื่ออย่างต่อเนื่องให้กับยูนิเวอร์แซล ในยุค 70 โดยส่วนใหญ่เป็นงานโทรทัศน์ สปีลเบิร์กเสนอโปรเจ็คท์หนังจอใหญ่ให้กับสตูดิโอถึง 3 เรื่อง เรื่องหนึ่งคือการนำ Snow White มาเล่าใหม่ ให้เรื่องราวเกิดขึ้นในโรงงานอาหารจีนในซาน ฟรานซิสโก เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของนักบินเสี่ยงตายในยุค 20 ซึ่งได้ชื่อเรื่องในเวลาต่อมาว่า Ace Eli And Rodger Of The Skies แม้จะบอกผ่าน แต่ทางฟ็อกซ์ก็ยินดีซื้องานที่เสนอมาไว้ ในราคา 50,000 เหรียญ โดยไม่ให้สปีลเบิร์กกำกับหรือเขียนบท หนังเสร็จออกฉายในปี 1973 มีคลิฟฟ์ โรเบิร์ทสัน แสดงนำ และไม่ได้สร้างมรรคผลอะไรให้เกิดขึ้นเลย กับเรื่องสุดท้าย สปีลเบิร์กตัดสินใจจะสร้างหนังจากนิยายเรื่อง Flushed With Pride: The Story Of Thomas Crapper ซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติในเชิงเสียดสี ที่บอกว่า โธมัส แครปเปอร์ เป็นผู้ประดิษฐ์ส้วมแบบกดน้ำ (ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่) งานนี้สปีลเบิร์กดูเหมือนจะมุ่งมั่นมาก เขาคุยกับกลอเรีย แคทซ์ และวิลลาร์ด ฮุค ที่กลายมาเป็นผู้เขียนบท American Graffiti ในเวลาต่อมา ถึงเรื่องการเขียนบทแล้ว

และจากที่ฮุคว่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของสปีลเบิร์กที่เขียนโดย โจเซฟ แม็คไบรด์ “เราเริ่มกันด้วยไอเดียเจ๋งๆ อย่างการทำมันออกมาให้เป็นแบบหนัง ทอม เอดิสัน วัยหนุ่ม แต่ออกมาในโทนของ Little Big Man เราเขียนบทร่างแล้ว และส่งไปให้กาย แม็คเอลเวนตัวแทนของเรา (ทั้งคู่ใช้ตัวแทนคนเดียวกัน) ซึ่งบอกว่า ‘สตีฟ ผมไม่ต้องการเป็นตัวแทนของคุณ ถ้านี่เป็นหนังที่คุณอยากทำ’” และนั่นก็ทำให้สปีลเบิร์กเลือกที่จะกำกับ Sugarland Express แทน

steven_speilberg-sadaos_story-pix-02Night Skies/ ET 2: Nocturnal Fears
หนึ่งในหนังของสปีลเบิร์กที่นักวิจารณ์รักที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุด E.T. The Extra-Terrestrial เริ่มต้นชีวิตด้วยความแตกต่างหลากหลาย ในชื่อ Night Skies โดยถูกเตรียมการที่โคลัมเบีย เมื่อทางสตูดิโอร้องของ Close Encounters of the Third Kind ภาคต่อ ในตอนแรกบทของสปีลเบิร์กใช้ชื่อหนังว่า Watch The Skies ที่คนดูจะได้เห็น 11 เอเลียนตัวร้าย บุกโจมตีครอบครัวหนึ่งที่อยู่ในฟาร์มของตัวเอง จอห์น เซย์เลส ที่เขียนบทให้หนังเรื่อง Piranha ของโรเจอร์ คอร์แมน ซึ่งสปีลเบิร์กชอบ ถูกจ้างมาเขียนบท โดยเล่าเรื่องในแบบหนัง Drums Along The Mohawk ของจอห์น ฟอร์ด และริค เบเกอร์ ก็เริ่มออกแบบตัวมนุษย์ต่างดาวเอาไว้แล้ว โดยมีตัวหนึ่งที่จะเป็นมิตรกับมนุษย์ พวกเขาเรียกมันว่า บัดดี้ แต่ระหว่างการทำงานเรื่อง Raiders Of The Lost Ark สปีลเบิร์กก็เปลี่ยนใจ ต้องการที่จะกลับไปสู่ความสงบ หรืออย่างน้อยก็เป็นงานที่ให้ผลทางจิตวิญญาณ ในแบบ Close Encounters และการได้คุยกับเมลิสสา แมธีสัน ก็ทำให้เขาเปลี่ยนความสำคัญไปที่เอเลียนที่เป็นมิตร นั่นคือจุดกำเนิดของ E.T. เมื่อความคิดแรกเริ่ม กับไอเดียใหม่ไปด้วยกันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น

หลัง E.T. ทำเงินถล่มทลาย สปีลเบิร์กกับแมธีสัน ยังร่วมกันเขียนบทร่างความยาว 9หน้าของหนังภาคต่อที่ชื่อ E.T. 2: Noctural Fears ไว้แล้วด้วย ซึ่งจะเป็นการบอกเล่าถึงบรรดากลุ่มต่างดาวเผ่าพันธุ์เดียวกับ อีที บุกจับตัวเอลเลียตต์, เกอร์ตี้ และครอบครัวของพวกเขาไป ทำให้เอเลียนที่เป็นฮีโรต้องหาทางช่วยพวกเขา หนังจะออกมาหม่นขึ้น, รุนแรงกว่าเดิม และทิ้งความพิเศษทุกอย่างที่หนังต้นฉบับมี หนังเรื่องนี้มีแนวโน้มว่าจะได้สร้างสูง แต่แล้วจู่ๆ ก็ถูกทิ้งไป

Reel To Reel
คล้ายๆ กับผู้กำกับส่วนใหญ่ สปีลเบิร์กมีความฝันอยากจะทำหนังเพลงกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ที่ใกล้เคียงมากที่สุดก็คงเป็นฉากเปิดเรื่องในสไตล์ของบัสบี เบิร์คลีย์ ที่เห็นใน Indiana Jones And The Temple Of Doom นั่นแหละ ถึงแม้ว่าเขาอยากจะเอา West Side Story มาทำใหม่ก็ตามที และกับในช่วงของการเริ่มต้นทำงาน ก่อนหน้าหนัง E.T. สปีลเบิร์กเคยจับโปรเจ็คท์หนังเรื่อง Reel To Reel ที่เป็นหนังเพลงกึ่งๆ อัตชีวประวัติ ของคนทำหนังหนุ่มคนหนึ่ง ระหว่างที่ถ่ายทำ Raiders Of The Lost Ark สปีลเบิร์กถึงกับบินไปหา แกรี เดวิด โกลด์เบิร์ก ที่ต่อมาเป็นผู้สร้างสรรค์ซีรีส์อย่าง Family Ties และ Spin City ถึงลอนดอน เพื่อพูดคุยถึงการทำหนังเพลงเรื่องนี้ ที่ต่อมาโกลด์เบิร์กบอกกับแอลเอ ไทมส์ว่า เป็น “หนังอัตชีวประวัติคู่… ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของเราทั้งสองคน” ตัวหนังจะมีสจวร์ท มอสส์ คนทำหนังหน้าใหม่มาแรง ที่ถูกจ้างให้ไปกำกับหนังเพลงเรื่อง Invaders From Mars ฉบับรีเมค เป๋นศูนย์กลาง ขณะที่การทำงานก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย, มีนักร้องคันทรีติดยา, นักแสดงเด็กที่ความสามารถเกินวัย และนักออกแบบท่าเต้นที่ชอบการต่อสู้ ตัวบทที่ถูกเขียนขึ้น จะมีคนดังๆ มาปรากฏตัวในเรื่องเพียบ ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน สกอร์เซซี, ออร์สัน เวลล์ส, พอลีน เคล และแมรี ไทเลอร์ มัวร์ ซึ่งทั้งสามคนหลังจะอยู่ในฉากความฝัน

หนังถูกประกาศสร้างในปี 1983 และด้วยอะไรบางอย่างสปีลเบิร์กกลับยกเก้าอี้ผู้กำกับให้กับไมเคิล ชิมิโน ผู้สร้างหนัง Heaven’s Gate แต่โปรเจ็คท์ก็ไม่เคยคืบหน้าไปไหนนับตั้งแต่นั้น

steven_speilberg-sadaos_story-pix-03Blackhawk
มีหนังสือการ์ตูนมากมาย ที่กลายมาเป็นภาพยนตร์ แต่สปีลเบิร์กก็ไม่เคยหยิบหนังสือการ์ตูนมาทำเป็นหนังใหญ่เลย จนปี 2011 ที่เขากำกับ The Adventures Of Tintin และน่าจะเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป ถ้าเขาจะหยิบเอาทรัพย์สินของดีซี คอมิคส์ เรื่อง Blackhawk ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1941 โดยควอลิตี คอมิคส์ ที่วิลล์ ไอสเนอร์ มือเขียนการ์ตูนระดับตำนานเป็นหนึ่งในทีมงานผู้สร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆ

Blackhawk เป็นเรื่องของกลุ่มนักบินนาชาติ ที่นำทีมโดยแบล็คฮอว์ค นักบินจากกองทัพอากาศโปแลนด์ ที่หาทางแก้แค้นกองทัพนาซีเยอรมัน (แต่พอหลังสงครามสงบ ก็เป็นพวกเหล่าร้ายทั่วไปแทน) การ์ตูนชุดนี้ ได้รับความนิยมลดลงเรื่อยๆ ในยุค 60 ก่อนที่จะถูกยกเลิกในปี 1968 แต่ก็ถูกนำมาปัดฝุ่นอีกหนในเดือนมกราคมปี 1976 เพื่อที่จะถูกวางลงไปอีก สปีลเบิร์กคิดถึงการนำเอาการ์ตูนเรื่องนี้มาดัดแปลงในช่วงยุค 80 และกะจะเอาแดน แอครอยด์ ที่เคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง 1941 มารับบทนำ จะว่าไปแล้วโปรเจ็คท์การทำหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะช่วยปลุกชีวิตให้ทรัพย์สินของดีซีซะมากกว่า อย่างที่ มาร์ค เอวาเนียร์ ที่เป็นคนนำเรื่องนี้มารีบูทอีกครั้งในฐานะหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 1982 อธิบายเอาไว้ “ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สตีเวน สปีลเบิร์กมีความสนใจ ที่จะทำบางอย่างกับ Blackhawk แล้วก็มีคนบอกว่าแดน แอครอยด์ สนใจจะรับบทนำ ทันใดนั้นทางดีซีก็คิดว่า มันเป็นจังหวะที่ดีมาก หากจะนำการ์ตูนเรื่องนี้กลับมาออกใหม่ในช่วงเวลาที่ว่า”

แต่โปรเจ็คท์นี้ก็ไปไม่ถึงไหน อีกหลายปีต่อมา สปีลเบิร์กยังสนใจจะเอาซูเปอร์ฮีโรอีกรายมาขึ้นจอ โดยเป็นเรื่อง The Mark ของร็อบ ไลเฟลด์ มีวิลล์ สมิธเข้าชื่อเป็นนักแสดงคนแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นทอม ครูซ ในเวลาต่อมา

(ยังมีต่อ)

จากเรื่อง หนังที่สปีลเบิร์กเกือบจะได้สร้าง และไม่ได้สร้าง โดย ลุงทอย นิตยสารเอนเตอร์ ฉบับที่ 1195 ปักษ์แรกพฤศจิกายน 2558

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On