ความดีงามที่ยากลืมเลือน 3 ทศวรรษผ่าน Take on Me คือเพลงที่ฮ็อตที่สุดในฮอลลีวูดปี 2018

SHARE THIS
  • 299
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    299
    Shares

หากให้นิยามงานเพลงของปี 2018 ปีนี้คือช่วงเวลาของดนตรีซินธ์-ป็อป แต่ตลกก็คือเพลงซินธ์ป็อปที่ฮอลลีวูดให้ความสนใจที่สุดในยุคนี้ กลับเป็นเพลงที่บีทเร่งเร้าด้วยความเร็ว 168 บีทส์ต่อนาที ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อ 34 ปีก่อน ขณะที่ตัวมิวสิค วิดีโอก็ใช้ภาพวาดที่ไม่ต่างไปจากการสเก็ทช์ภาพทีละรูป มาประกอบเป็นเรื่องราวทีละเฟรมๆ ซึ่งไม่เหมือนที่คนยุคนี้เปิดชมกันทางยูทูบ แล้วเอาเข้าจริงๆเพลงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ ‘ร่วม’ กับเพลงป็อปยุคใหม่เลย ที่น่าประหลาดใจก็คือ มันยังส่งเสียงผ่านรูปแบบต่างๆ ของวัฒนธรรมป็อปยุคนี้ ที่เหมือนเป็นการตบหน้าศิลปินและคนทำเพลงในปัจจุบันกลายๆ

เพลงที่ว่าคือ “Take On Me” ของศิลปินนอร์วีเจียน A-ha ที่เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนดิ้นรนสร้างชื่อให้ตัวเอง ที่แจ้งเกิดได้สำเร็จด้วย “Take On Me” ที่กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมป็อปที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นเพลงที่ถูกฮอลลีวูดใช้มากที่สุดของปี 2018 ตั้งแต่ในหนังเรื่อง Deadpool 2 ที่กลายเป็นเพลงเด่นของเรื่อง มาถึง Ready Player One ไล่ไปถึง Riverdale และล่าสุดในหนังตอนแยกของ Transformers – Bumblebee รวมทั้งเป็นเพลงประกอบในคลิปไวรัลไอ้แมงมุมเต้นรำในร้านสะดวกซื้อ หรือไปผสมผสานกับเพลงของเคนดริค ลามาร์ และแอนดี เอ็ปสไตน์ จาก quartzy จะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไม “Take On Me” ถึงไปอยู่ในสารพัดสิ่งของปี 2018

องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็คือ ความยืนยงคงกระพันของอา-ฮา ที่พวกเขาไม่เคยหายไปไหนเลยก็ว่าได้ ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาพวกเขายังสนุกกับการกลับมาในวัยปลายๆ 50 สมาชิกทั้งสามของวงยังคงออกทัวร์ โปรโมททัวร์ แถมในปีนี้พวกเขายังมีอัลบัมมหากาพย์ที่เป็นการแสดงสดร่วมกับวงออเคสตรา 50 ชิ้น ซึ่งเป็นการแสดงในรายการ MTV Unplugged เมื่อปี 2017 ที่อา-ฮาปลดเปลื้องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างความสง่างามให้กับบทเพลงของตัวเองด้วยดนตรีอะคูสติก ซึ่งคลิปต่างๆ ของรายการถูกแชร์เป็นกระแสอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “Take on Me” ที่เผยให้เห็นว่ามันมีความคมคาย สวยงามมากกว่าที่เคยสัมผัสจากฉบับที่เร่งเร้าขนาดไหน ขณะที่มอร์เทน ฮาร์เก็ตต์นักร้องนำของวง ก็ร้องเสียงหลบได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ในวันที่วัยผ่าน 50 ปีไปแล้ว

34 ปีผ่านไป “Take on Me” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในแบบที่ดูจริงใจ ตรงไปตรงมา โดยปราศจากความรู้สึกถึงความพยายาม กลายเป็นเพลงของยุค 2010 ได้ด้วยภาพใหม่ที่หลายๆ คนต้องถึง กับการเป็นงานเพลงบัลลาด ที่หลายๆ คนหลงรัก

ในปี 2017 นี่ละที่ “Take on Me” ปรากฏอยู่ในซีรีส์เรื่อง The Leftovers ทางช่องเอชบีโอ ถึงสามครั้งในต่างตอนกัน รวมไปถึงในแอนิเมชันเรื่อง Despicable Me 3 ย้อนไปในปี 2016 เพลงนี้อยู่ในฉากหนึ่งของหนัง La La Land แล้วยังไปมีที่ทางในหนังเรื่อง Whiskey Tango Foxtrot กับ Sing Street

แล้วถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นอีกปี ดีเจ ไคโก คนบ้านเดียวกับอา-ฮา ก็ปล่อยงานรีมิกซ์ในแบบเฮาส์ ทรอปิคอลของเพลงนี้ออกมา แล้วยังมีเพลง “Feel This Moment” ที่พิตบูลล์ร้องกับคริสตินา อากีเลรา ซึ่งมีที่มาจากเพลง “Take On Me” ที่กลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของปี 2013 อีกเพลง

และจากกราฟแสดงการใช้เพลง “Take on Me” ในภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ของช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจากข้อมูลของเว็บ IMDB ก็แสดงให้เห็นว่า เพลงนี้ได้รับความนิยมจากฮอลลีวูดขนาดไหน ทั้งๆ ที่ข้อมูลนี้ไม่ได้รวมการใช้เพลงนี้ในซีรีส์เรื่อง The Leftovers ของเอชบีโอ และในหนังรวมไปถึงรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ โดยเฉพาะเมื่อถูกเล่นโดยศิลปินอื่นที่ไม่ใช่อา-ฮา เจ้าของเพลงตัวจริง อย่างใน La La Land แต่จากจำนวนที่มี ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า เพลงนี้ทะลุผ่านวัฒนธรรมป็อปจากอดีตมาถึงปัจจุบันได้ขนาดไหนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ชาร์ตแสดงการใช้เพลง “Take On Me” ของฮอลลีวูด ตั้งแต่ปี 2009-2018

นอกจากการที่อา-ฮายังคงทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ตามที่แอนดี เอ็ปสไตน์ จาก quartzy บอกไว้แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรื่องของความสวยงามที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนของ “Take On Me”

จะว่าไปแล้วเพลงนี้ก็เหมือนกับหลายๆ เพลงที่ถูกใช้โดยมีนัยล้อเลียน และ “Take on Me” ก็เป็นตัวบ่งบอกถึงยุค 80 ที่สมบูรณ์แบบมากๆ แถมยังรู้สึกว่าเพลงนี้ไม่ควรมีที่ทางในวัฒนธรรมป็อปยุคใหม่ซ้ำ แต่กับการที่มันคือ ‘ของจริง’ และ ‘เจ๋งจริง’ รวมไปถึงมีแรงบันดาลใจประหลาดๆ ในตัว ไม่มีเหตุผลเลยที่จะบอกว่า เพลงซินธ์ป็อปสนุกๆ ที่ช่างทะลุทะลวงหูเพลงนี้ จะไม่ใช่เพลงที่สวยงาม

“Take on Me” ยังมีเสน่ห์ยั่วยวนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้องที่แสนคลุมเครือแต่โดนใจ และเห็นได้ชัดว่าภาษาที่เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในครั้งแรกไม่ใช่ภาษาอังกฤษ, มีพลังขับเคลื่อน, มีจังหวะจะโคนที่น่าหลงใหล นี่คือเพลงที่ว่าด้วยความรักที่ไม่มีวันตาย รักที่สามารถก้าวข้ามมิติ รักที่ทำให้คุณอยากร้องเพลงด้วยเสียงที่สูงกว่าที่คุณทำได้

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ “Take On Me” ยังดังก้องกังวานได้ยาวนาน หลังจากที่ปล่อยมาให้ฟังในครั้งแรก ”คุณอาจจะมีปีกหรือไม่มีก็ได้” มอร์เทน ฮาร์เก็ต นักร้องนำของอา-ฮาบอกกับเดอะ การ์เดียนในปี 2015 ถึงเพลงนี้และเสียงร้องหลบสูงปรี๊ด ที่กลายเป็นลายเซ็นสำคัญของเพลง “เสียงร้องมันไม่ได้อยู่ในลำคอ มันอยู่ในเลือด มันคือสิ่งที่คุณต้องจินตนาการขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่คุณต้องเชื่อ”

แม็กเน ฟูรูโฮลเมน สมาชิกคนหนึ่งของวง บอกกับนิตยสารโรลลิง สโตนว่า “สำหรับผม มันยังคงให้ความรู้สึกสดใหม่เวลาที่ได้ยินจากวิทยุ มันเริ่มด้วยการเป็นเพลงที่เรียกว่า Lesson One แล้วเราก็ตั้งชื่อใหม่เป็น All’s Well That Ends Well and Moves With the Sun จากนั้นก็เป็นชื่อสั้นๆ ที่ติดหู ผมไม่ลังเลเลยที่จะบอกว่า วิดีโอทำให้มันฮิต แต่เพลงนี้มันมีริฟฟ์ที่โคตรติดหู แต่คุณก็ต้องฟังมันสัก 2-3 ครั้งก่อน และผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเพลงที่บ่งบอกถึงช่วงเวลานั้น ถ้าหากไม่มีวิดีโอที่โดนมากๆ”

ทุกวันนี้ถ้าคุณจัดเพลย์ลิสท์บนสปอติฟาย ด้วยการเลือกเวอร์ชันดีๆ ของเพลงนี้มารวมกัน จะสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวในแบบวัฒนธรรมป็อปของเพลงนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อมี “Take On Me” จากศิลปินดีๆ ให้ฟังถึง 17 เพลง!!!

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง ความดีงามที่ยากลืมเลือน 3 ทศวรรษผ่าน Take on Me คือเพลงที่ฮ็อตที่สุดในฮอลลีวูดปี 2018 คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ วันที่ 18-19 ธันวาคม 2561

 


SHARE THIS
  • 299
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    299
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On