ความเป็นมา 3 ทศวรรษ ก่อนที่จะเป็นหนัง Mad Max: Fury Road งานอลัง ดิบ เถื่อน ของจอร์จ มิลเลอร์

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เทศกาลหนังซัมเมอร์ปี 2015 ไม่ได้มีแค่ซูเปอร์ฮีโรจากหนังสือการ์ตูน นักซิ่ง หรือว่าไดโนเสาร์ แต่ยังมีนักสู้จากโลกอนาคต ที่ต้องเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยทรากปรักหักพัง และความโหดเหี้ยมของผู้คนที่จิตใจยิ่งกว่าต่ำตม เขาจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์กำลังแรง ที่จะให้ผู้ชมนั่งไม่ติดเก้าอี้ เหมือนที่เคยทำได้มาแล้วในยุค 80 นี่คือการกลับมาของ ไอ้แม็กซ์บ้า ตัวละครจากหนังภาคต่อคลาสสิคชุด Mad Max ที่มาขึ้นจออีกครั้งด้วยฝีมือของผู้ให้กำเนิดตัวจริง เสียงจริง จอร์จ มิลเลอร์ ที่จะพาผู้ชายคนนี้ เดินทางผ่าน ‘ถนนโลกันตร์’ ใน Mad Max: Fury Road

MMFR_BUS_SHELTER_DUO_INTL_DATEDกับการเป็นหนังภาคต่อ ระยะเวลาที่ทิ้งช่วงห่างยาวนานถึง 3 ทศวรรษ ถือเป็นการ ‘หยุดทำ’ มากกว่า ‘หยุดพัก’ เพราะครั้งล่าสุดที่ใครๆ ได้เห็นแสงอาทิตย์สุดท้ายในหนัง Mad Max: Beyond Thunderdome ก็โน่นปี 1985 แม้จะเป็นงานที่ประสบความสำเร็จ แต่การเดินทางกลับมาขึ้นจออีกครั้งของหนังชุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“หลังจบหนัง Mad Max เรื่องแรก ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะสร้างหนังเรื่องนี้เรื่องที่สอง แล้วพอจบจากภาคสอง ผมก็ไม่เคยเลยว่าจะทำมันอีกเป็นครั้งที่สาม” จอร์จ มิลเลอร์ ผู้กำกับพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะ นี่คือคนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังของหนังชุดนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น “และมาถึงตอนนี้ ผมคงถูกสาปให้ทำหนัง Mad Max” แต่เป็นคำสาปที่ใครหลายๆ คนต่างคิดว่า มันดูจะเหมาะเจาะลงตัวกับช่วงเวลานี้มากที่สุดแล้ว เมื่อกว่าจะได้ขึ้นจอ Mad Max: Fury Road กลายเป็นหนึ่งในการทำงานที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เพราะสิ่งที่จะได้เห็นในจอภาพยนตร์ ไม่ได้มีแค่ที่เห็นในหนังตัวอย่าง กับฉากทำลายล้างที่แทบจะทำให้ลืมหายใจ ด้วยพาหนะที่ถูกปรับจนกลายเป็นอาวุธควบตะบึงผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ผู้คนในโลกอนาคตที่แต่งตัวราวกับภูตผีที่พยายามทำให้รถของพวกมัน เป็นพาหนะปีศาจที่พร้อมจะจัดการกับรถทุกคันที่ขวางหน้า

และจากสิ่งที่ได้ชม อย่างหนึ่งที่การันตีได้ก็คือ Mad Max: Fury Road ไม่มีทางเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ในซัมเมอร์นี้

แต่กว่าจะกลายเป็นฉากที่เต็มไปด้วยการต่อสู้, ความสั่นสะเทือน และสาดฝุ่นใส่ผู้ชมผ่านหน้าจอ Mad Max: Fury Road คือหนังที่การสร้างเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เป็นอุปสรรค และบาดแผลมากมาย ไม่แพ้ตัวละครในเรื่องของมันเอง คอนเส็ปท์ของหนังถูกโยนไป-มาอยู่หลายปี ซึ่งสื่อบางสำนักถึงกับระบุว่ากินเวลาราวๆ ถึง 1 ใน 4 ของศตวรรษก็ว่าได้ โดยตอนนั้นชื่อของเมล กิ๊บสัน ผู้ให้กำเนิดตัวละครไอ้แม็กซ์บ้า และแจ้งเกิดมาได้จากหนังเรื่องนี้ ยังแปะติดกับหนังอยู่ ที่น่าตลกก็คือ ณ. บางช่วงเวลาในตอนนั้น Mad Max: Fury Road เกือบจะได้กลายเป็นแอนิเมชัน 3 มิติไปแล้วด้วยซ้ำ เมื่อบทแรกที่เป็นรูปเป็นร่างของหนัง มาเป็นสตอรี บอร์ด ในแบบนิยายภาพกันเลย กระทั่งหนังประกาศตัวสร้าง แบบใช้คนแสดงในช่วงปี 2009 โดยมีทอม ฮาร์ดี เข้าชื่อเอาไว้ในบทนำ แต่เวลาก็ผ่านไปเกือบๆ 2 ปี โดยไม่มีการถ่ายทำ เพราะกองถ่ายต้องเจอกับสภาพอากาศที่วิปริต “มีความรู้สึกว่า ที่สุดแล้วหนังเรื่องนี้คงไม่ได้ทำ เกิดขึ้นบ่อยมาก” มิลเลอร์ย้อนถึงเรื่องราวในตอนเริ่มต้น “เราต้องเจอสายฝนกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา ใส่สถานที่ถ่ายทำของเรา บริเวณแถบชนบทของออสเตรเลีย ทะเลทรายสีแดงกลายเป็นสวนดอกไม้ ส่วนทะเลเกลือก็เต็มไปด้วยน้ำ

MMFR-TRL-87286การหาสถานที่ถ่ายทำที่เหมาะสมเกิดขึ้น ออสเตรเลียถูกทิ้งและกองถ่ายย้ายกันไปที่นามีเบีย ซึ่งการไม่มีสายฝนโปรยปรายลงมา หมายความว่าจะไม่มีพืชชนิดใดมีชีวิตที่นี่ได้เลย จากแผนสำรองของมิลเลอร์ กับเรื่องราวที่เป็นเกี่ยวกับความดีงามง่ายๆ รายละเอียดที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตราบเท่าที่เขายังทำงานนี้อยู่ สถานที่ถ่ายทำที่ต้องการ ก็คือที่ๆ ดูคล้ายกับออสเตรเลียเท่านั้นเอง Mad Max: Fury Road ไม่ได้ช้าเพราะต้องการอะไรที่เป็นเฉพาะเจาะจง จักรวาลของ Mad Max ล้วนเกิดขึ้นภายใต้กรอบความคิดตรรกะของตัวเอง อย่างการเปลี่ยนแปลงนักแสดงนำของเรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ถึงกับตาลุกโพลง เพราะ บรูซ สเปนซ์ นักแสดงออสซี เคยรับบทที่แตกต่างกันมาแล้วใน The Road Warrior และ Beyond Thunderdome ส่วน ฮิวจ์ ครีย์สเบิร์น ซึ่งเล่นเป็นโทคัตเตอร์ ในหนังต้นฉบับ ใน Mad Max: Fury Road เขาจะกลับมารับบท อิมมอร์แทน โจ ตัวร้ายจอมกดขี่ของเรื่อง และการมองหาแม็กซ์คนใหม่ ก็ทำให้มิลเลอร์นึกถึงสิ่งที่เขาเห็นในตัวกิ๊บสัน หลายปีที่ผ่านมาเขาคัดนักแสดงมารับบทคนพเนจรที่มีความแค้นฝัง และปราศจากความโลภอยู่ในตัว อยู่หลายคน “บางทีมันอาจเป็นลักษณะตัวละครที่ซ้ำซาก แต่ก็มีเสน่ห์แบบสัตว์อยู่ในตัว” เขาพูดถึงบทที่ฮาร์ดีได้รับ “การมีลักษณะแบบนั้น เป็นความมหัศจรรย์ เป็นเรื่องคาดไม่ถึงที่เยี่ยมยอดมากๆ และผมคิดว่าบรรดานักแสดงเก่งๆ ที่มีเสน่ห์กับผู้ชมทุกคน ล้วนมีสิ่งนี้อยู่ในตัว และเป็นสิ่งที่ผมเห็นในตัวของเมล กิ๊บสัน ตอนที่เขามาเล่นหนัง Mad Max เมื่ออายุ 21” แต่ที่บังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อก็คือ มิลเลอร์เล่าว่า เขาเพิ่งรู้ว่าฮาร์ดีเกิดในสัปดาห์แรกๆ ที่หนัง Mad Max ภาคแรกกำลังถ่ายทำในเดือนกันยายน 1977

“ทอมนำเอาคุณภาพการแสดงเฉพาะตัวมาให้เรา” มิลเลอร์เสริม “มันเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงเสมอ เรามีเจมส์ บอนด์หลายคนมาแล้ว และตอนนี้เราก็มีแม็กซ์ 2 คน และมีบางอย่างที่คล้ายๆ กัน ร่วมกันอยู่ในเจมส์ บอนด์แต่ละคน แต่ก็อีกนั่นแหละ แต่ละคนก็นำเอาลักษณะเฉพาะตัวมาให้กับบท ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันระหว่างทอมกับเมล”

Tom Hardy, Nicholas Houltฮาร์ดีพูดถึงการรับบทนี้ว่า “เป็นโอกาสที่แสนมหัศจรรย์ในชีวิตสำหรับนักแสดง” และบรรดานักแสดงร่วมของเขาต่างก็มองว่า เขาเหมาะเจาะกับหนัง ทั้งในแง่ความเป็นดาราและบทที่ได้รับ “เขาเป็นคนที่ดูจริงจัง และเป็นนักแสดงที่จริงจัง ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่บทต้องการจากเขา” ชาร์ลิซ เธอรอนพูดถึงนักแสดงที่รับบทสำคัญของเรื่อง เธอรอนมารับบท อิมเพอเรเตอร์ ฟูริโอซา ตัวแสบคนสำคัญอีกคน ซึ่งเธอต้องไว้ผมสั้นเกรียน ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำมัน และมีแขนกลที่ดูเหมือนเอาชิ้นส่วนรถยนต์มาประกอบกัน

“ฉันต้องไปถึงกองถ่ายอย่างน้อย 20 นาทีก่อนการถ่ายทำ แล้วก็เดินออกจากรถเทรเลอร์ของตัวเองในชุด-เสื้อผ้า-หน้าผมแบบนั้น ต้องเกลือกกลิ้งลงไปบนผืนทราย ฉันหมายถึงกลิ้งลงไปจริงๆ นะ” เธอรอนกล่าว แล้วกับทรงผม เธอก็ต้องคอยเล็มทุกๆ 3 วัน จากปากคำของมิลเลอร์ เรื่องผมเผ้านี่คือไอเดียของเธอ “เธอโทรมาวันหนึ่งแล้วก็บอกว่า ‘ฉันคิดว่าจะไว้ผมเกรียน’ ตอนที่เธอบอกมาอย่างนั้น ผมคิดว่า มันเจ๋งมาก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงในโลกอนาคต ที่การเอาตัวรอดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ฟูริโอซาเป็นอีกบทที่เธียรอนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง (ซึ่งก็แทบจำกันไม่ได้ว่าเป็นเธอ ไม่ต่างไปจากบทที่ทำให้ได้รับออสการ์ใน Monster) “เมื่อการเอาตัวรอดก้าวเข้ามา เรื่องเพศก็ถูกเตะโด่งออกไป” นักแสดงสาวที่เกิดที่แอฟริกาใต้ กล่าว “ฉันหมายความว่า มันไม่มีแล้ว กับกระบวนการทางความคิดอย่าง ‘ฉันเป็นผู้หญิง ฉันคิดว่า ฉันน่าจะทำอย่างนี้ อย่างนั้นได้’ มันจะเป็นเรื่องของ ‘ไม่ ฉันจะต้องรอดตายให้ได้’ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น” มิลเลอร์ กล่าวเสริม “คงมีเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่บอกได้ ผมไม่คิดว่าเคยมีใครที่ปรากฏตัวบนจอในแบบเดียวกับฟูริโอซามาก่อน”

นิโคลาส ฮอลท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อรับบท นุกซ์ – ไอ้หนูสงคราม “เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องแต่งหน้าแบบนี้ มันจะทำให้ง่ายมากสำหรับการแสดง เพราะเมื่อภาพลักษณ์ของคุณเปลี่ยน สิ่งที่คนอื่นๆ ปฏิบัติต่อคุณก็เปลี่ยนเหมือนกัน ทันทีที่คุณรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างไปจากเดิม ในแบบที่รู้สึกถึงมันจริงๆ จากนั้นมันก็ง่ายโคตรๆ กับการสวมบทบาทที่แตกต่างจากบุคลิกภาพของคุณ” นักแสดงชาวอังกฤษวัย 25 ปีกล่าว ในแต่ละวันของการถ่ายทำ เขาต้องใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงไปกับการทำตัวให้ขาวซีด ผิวเปราะบาง และมีรูปปากที่น่ากลัว รวมไปถึงไว้ผมที่เหลือแต่ตอ โดดเชือกทุกวันเพื่อลดน้ำหนักตลอดการถ่ายทำ แต่เธอรอนต้องอัพน้ำหนัก เพื่อรับมือกับฉากแอ็คชันในสภาพบรรยากาศอย่างที่เห็นในหนังได้ “ฉันอยากให้ดูเหมือนว่า ฉันมีรูปร่างส่วนบนที่แข็งแกร่ง เพราะมันต้องใช้สภาพร่างกายมากในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะการที่ต้องปะทะกับทอม ฮาร์ดี ฉันละโคตรเกลียดความคิดที่ให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ รูปร่างบางๆ ต้องสู้กับผู้ชายหลายๆ คนแล้วยังเอาอยู่จริงๆ ในหนังเรื่องนี้ฉันดูยังกับพวกนักอเมริกันฟุตบอลยังไงยังงั้น”

MMFR-2ND-TRL-0042การกลับมาทำหนังภาคต่อที่สร้างชื่อให้กับตัวเอง ถือเป็นการกลับมาทำหนังแอ็คชันอีกครั้งของมิลเลอร์ด้วย เพราะกับงานล่าสุดของเขาอย่าง แอนิเมชัน Happy Feet ทั้งสองภาค จะมีใครคิดเหรอว่า ผู้กำกับของหนังเดือดๆ เรื่องนี้ จะเป็นคนเดียวกับที่ทำแอนิเมชันน่ารักๆ สองเรื่องนั้น? แล้วกับการเป็นคนที่พูดด้วยสำเนียงออสซีนุ่มๆ และไตร่ตรองมาอย่างดี เมื่อพิจารณาถึงลักษณะนิสัย มิลเลอร์ก็ยังไม่ใช่คนที่หลายๆ คนคิดว่าน่าจะเป็นผู้กำกับหนังวินาศสันตะโรเช่นกัน กระทั่งความคิดในการทำหนังเรื่องนี้ ก็มาจากช่วงเวลาที่เขาเก็บตัวเงียบ และเกิดขึ้นมาแบบไม่ได้คาดคิดมาก่อน “ผมกำลังจะเดินข้ามถนน ตรงจุดที่ให้คนข้าม แล้วพอเดินไปได้แค่ครึ่งทาง ความคิดมันก็แว้บขึ้นมา ผมน่าจะทำหนัง Mad Max เจ๋งๆ ออกมาอีกสักเรื่องนะ แล้วพอผมข้ามไปอยู่อีกฝั่ง ผมก็บอกกับตัวเองว่า ‘ไม่ฉันไม่อยากทำหนังMad Max อีกต่อไปแล้ว’” ความคิดนี้ถูกฝังลงในจิตใต้สำนึกของเขา จนมาถึงคืนที่เขานั่งเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค สักราวๆ 2 ปีต่อจากนั้น ที่หนังทั้งเรื่อง หรืออย่างน้อย 2 องก์แรกก็ว่าได้ ปรากฏขึ้นมาในความคิด

องค์ประกอบต่างๆ ที่จำเป็นของหนังเริ่มต้นขึ้นจากตรงนั้น โดยความคิดในการทำหนังเรื่องนี้ของมิลเลอร์ก็คือ การ “เอาฉากแอ็คชันต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน” ฮอลท์อธิบาย “ตัวบทดั้งเดิมมันคือ นิยายภาพ” ฮอลท์ เล่า “ที่มีความยาว 300 หน้า โดยไม่มีบทพูดเลย คุณแค่พลิกดูภาพตัวละครของคุณในหน้าต่างๆ แล้วการทำงานให้เป็นรูปเป็นร่างก็เริ่มต้นขึ้น” เป้าหมายของหนังถือว่าชัดเจน จะไม่มีการเล่าเรื่องให้กับผู้ชม พวกเขาก็ต้องพยายามเกาะติดอยู่กับตัวละครสักคนที่พวกเขารัก กับตัวอย่างที่เห็น ซึ่งเต็มไปด้วยความเข้มข้น หนังทั้งเรื่องน่าจะเป็นบางอย่างสำหรับการทดสอบอย่างสาหัสสากรรจ์ “เป้าหมายก็คือพาคนดูไปพบกับความจริงจังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาจะเข้าไปพบกับเหตุการณ์หนึ่ง แล้วออกมาด้วยจุดจบอีกแบบหนึ่ง คล้ายๆ กับการขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา” มิลเลอร์ กล่าว “และเราก็ต้องมาดูกันว่า พวกเขาได้ประสบการณ์อะไรจากตรงนี้” ภาพ 3 มิติซึ่งปรับปรุงได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกเสริมเข้ามา

MMFR-TRL-89057ขณะที่หนังซัมเมอร์ปีนี้ ดูเหมือนว่าไม่น่าจะขาดไร้งานที่มาพร้อมกับความน่าทึ่ง เช่น Avengers: Age of Ultron, Jurassic World และ Terminator: Genisys ซึ่งน่าจะครองตำแหน่งหัวแถวของหนังทำเงิน Mad Max: Fury Road ก็พร้อมที่จะให้ฉากใหญ่ยักษ์ อลังการเหมือนกัน “หนังหลายๆ เรื่องที่ออกฉายจะมีฉากสตันท์” มิลเลอร์ พูด “ในหนังเรื่องนี้ ทุกๆ ฉากจะมีเรื่องเสี่ยงๆ หรืองานสตันท์เจ๋งๆ กระทั่งในฉากสนทนา มันก็จะเป็นการเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งที่ตัวละครจะนั่งอยู่ในพาหนะ หรือห้อยโหนอยู่บนส่วนที่สูงที่สุดของพาหนะ หรือแม้แต่ใต้ท้องรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความกระวนกระวายให้กับผมสุดๆ เราจะเลี่ยงการทำให้นักแสดงบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ยังไง?”

เรื่องราวของหนัง เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยมาก พล็อตเองก็มีเพียงสั้นๆ ที่ออกมาให้ได้รับรู้ แต่มิลเลอร์ก็พอจะเผยบางสิ่งบางอย่างของหนังออกมาได้บ้าง ฟูริโอซา ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการเป็น ห้าภรรยา ที่เป็นสมบัติของตัวร้ายอย่าง อิมมอร์แทน โจ ซึ่งสาวๆ เหล่านั้นก็ประกอบด้วย โรซี ฮันติงตัน-ไวท์ลีย์, ไรลีย์ คีออฟ และโซอี คราวิทซ์ แล้วพยายามหนีจากอิมมอร์แทนพร้อมกับสาวๆ คนอื่นๆ แม็กซ์ตกไปอยู่ท่ามกลางปัญหาของพวกเธอเช่นเดียวกับนุกซ์ ตัวละครของโฮลท์ ที่มองความตายในการต่อสู้เป็นสิ่งที่งดงามและหวังว่าจะได้พบชีวิตหลังความตายที่แสนหวาน แล้วการเป็นหนึ่งในมือดีที่สุดของอิมมอร์แทน นุกซ์ถูกส่งมาตามล่าเหล่าผู้อพยพทั้งหลาย

George Millerสำหรับคนที่คุ้นเคยกับโลกของ Mad Max ย่อมจดจำได้ถึงโลกที่แห้งแล้ง ว่างเปล่า รวมไปถึงรถซูเปอร์คาร์หุ้มเกราะ และในเรื่องนี้พวกมันก็ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่ เพื่อนักแสดงทีมใหม่ เรื่องราวใหม่ๆ ในขณะที่มิลเลอร์เองก็เชื่อว่า คนดูน่าจะคุ้นกันดีกับภาพโลกหลังหายนะ และไม่ต้องการรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนการให้ภาพมีความสำคัญมากกว่าบทพูด ซึ่งมิลเลอร์ทำตามหลักการของฮิทช์ค็อคที่ว่า ทำ “หนังที่คนญี่ปุ่นไม่ต้องอ่านซับไตเติล” ส่งให้ Mad Max: Fury Road มีบางอย่างร่วมกันกับโอเปรามากกว่าบรรดาหนังบล็อคบัสเตอร์ระดับมาตรฐานโดยทั่วไป และการอัดดนตรีคลาสสิคเว่อร์วังเข้ามาในตัวอย่างก็เป็นแสดงแนวคิดนี้ออกมาให้เห็นตั้งแต่แรก “ตัวละครจะพูดเมื่อจำเป็นต้องพูด และมากเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาพจะเป็นตัวเล่าเรื่องราว ซึ่งเนื้อหาของมันเป็นโอเปรามากๆ” มิลเลอร์ เผย

แต่อย่างเพิ่งเข้าใจผิด หนังไม่มีทางออกมาเป็นงานในแบบ Madame Butterfly แน่ๆ โดยเฉพาะการที่มิลเลอร์เน้นเรื่องจิตวิญญาณของ Mad Max เป็นพิเศษ ด้วยการถ่ายฉากสตันท์สดๆ เป็นหลัก เท่าที่จะสามารถทำออกมาให้มโหฬารมากเท่าที่เป็นไปได้ “Mad Max เป็นหนังที่องค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ความดิบ” มิลเลอร์ ย้ำ “มันไม่ใช่หนังแฟนตาซีซีจีเพียบ ทำไมจะต้องทำฉากรถชนเป็นซีจี ในเมื่อคุณทำมันแบบสดๆ จริงๆ ได้?” และนั่นก็หมายความว่า สิ่งก่อสร้าง, ผู้คน และฉากรถชนกันเป็นสิบๆ ฉากในนามีเบีย สำหรับนักแสดงแล้ว พวกเขาต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับสตันท์ ที่นำไปสู่ประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ระดับตาเบิกโพลง “ผมนั่งอยู่ในรถของตัวเอง แล้วก็มีรถ, มอเตอร์ไซค์ และรถบรรทุกรวมราวๆ สัก 50 คัน แล้วก็มีอะไรสารพัดที่บินอยู่เหนือทะเลทรายอีก” ฮอลท์ย้อนเล่าไปถึงครั้งแรก ที่ต้องขับรถอยู่ในขบวนรถสู่สงครามกลุ่มใหญ่ “ผมจำได้ถึงตอนที่มองไปรอบๆ ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำ มันทำให้ผมขนลุกซู่ขึ้นมาเลย”

“ฉันคิดในตอนนั้นว่า ‘พระเจ้า คนดูต้องคิดว่านี่เป็นซีจีแน่ๆ เลย’” เธอรอน เสริม “มันกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ทำให้คุณคิดไปว่า ‘เราอยู่ในโลกใบนี้ เรากำลังเข้่าสู่สงคราม! ใช่เลย!’” การถ่ายทำในนามีเบีย ทำให้นักแสดงและทีมงานต้องเผชิญกับความหฤโหดแบบสุดๆ อยู่หลายครั้ง “เราต้องอยู่ที่นี่กันถึง 8 เดือน” เธียรอน บอก “เราทุกคนเจอมาทุกอย่าง” การกระทำทุกอย่างล้วนเสริมความสมจริงในแบบที่มิลเลอร์ต้องการ เพราะมันคงไม่ใช่หนัง Mad Max หากถ่ายทำกันในลานจอดรถ “มันไม่ใช่หนังที่ถ่ายทำหน้าจอสีเขียนในโรงถ่าย มันเป็นหนังที่ถ่ายทำกันข้างนอก ในโลกจริงๆ” มิลเลอร์ อธิบาย “หนังเรื่องนี้ ทั้งดูและให้ความรู้สึกแตกต่าง ไปจากหนังซีจี มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าอยู่ที่นั่นจริงๆ”

FRD-DS-00340rกับองค์ประกอบต่างๆ ในการสร้างโลก และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของหนัง หมายความว่า Mad Max: Fury Road จะกลายเป็นหนังที่มีความเฉพาะตัวสุดๆ ท่ามกลางหนังยักษ์ทั้งหลายในหน้าร้อนนี้ แต่มันก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนังม้วนเดียวจบ “ในความเป็นคนติดดินของเขา เขาก็ต้องต่อสู้เหมือนๆ กับพวกซูเปอร์ฮีโร” มิลเลอร์หยิบตัวละครของตัวเองไปเปรียบเทียบกับ ตัวละครในหนังกลุ่มเดียวกัน แต่หนังเรื่องนี้ ก็ไม่ต่างไปจากที่ชื่อเรื่องบอกเอาไว้ มันเป็นหนังในแบบที่ไม่ต้องมีภาคต่อ-ภาคก่อนก็ได้ แล้วกับการที่มีที่มาจากหนังภาคต่อในอดีต ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการวางหรือขยายจักรวาลของเนื้อหาออกไปเลย แล้วยังจะมีนิยายภาพที่มิลเลอร์เป็นผู้เขียนร่วม ทั้งเรื่องของแม็กซ์, ฟูริโอซา และนุกซ์ รวมไปถึงอิมมอร์แทน โจ ออกมาให้อ่านกันหลังหนังออกฉายไม่นาน แล้วแน่นอน… กับภาคต่อบนจอภาพยนตร์

“เพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำให้เราเขียนเรื่องเอาไว้แล้วอีก 2 ภาค” มิลเลอร์ ยอมรับ “ถ้าหนังเรื่องนี้ไปได้ดีมากพอ สำหรับการสร้างต่อ เรามีบทในมือเรียบร้อยแล้ว”

เสียงสตาร์ทรถดังขึ้น เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มพร้อมออกตัว สู่ถนนโลกันตร์

 

จากเรื่อง การกลับมาของไอ้แม็กซ์บ้า ตัวละครอมตะของจอร์จ มิลเลอร์ MAD MAX: FURY ROAD
โดย ฉัตรเกล้า นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1183 ปักษ์แรกพฤษภาคม 2558

 

สามารถกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On