คุยกับทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งนีออน ผู้จัดจำหน่ายหนังที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Parasite

SHARE THIS
  • 73
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    73
    Shares

การได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาหลักๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ทำให้ได้เข้าชิงแล้วได้เดินขึ้นไปบนเวทีนั้น ยิ่งยากกว่า แต่ Parasite ทำได้ และทำได้ดีมากๆ กับการคว้าถึง 4 รางวัลใหญ่ หนังยอดเยี่ยม, หนังนานาชาติยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม

 

ทอม ควินน์

และในช่วงเวลาร้อนๆ ของงานประกาศผลออสการ์ ทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งนีออน บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ดูแล Parasite ในตลาดสหรัฐอเมริกา ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับเอริค คอห์นแห่ง indiewire.com ถึงการกลายเป็นหนังรางวัลออสการ์ และกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งปี ของ Parasite หนังที่ทำให้คืนวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ของบอง จุน-โฮเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง เมื่อสร้างประวัติศาสตร์ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่ได้รางวัลหนังนานาชาติยอดเยี่ยมออสการ์, หนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมของออสการ์, หนังเรื่องแรกที่ได้รางวัลหนังนานาชาติและหนังยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลได้รับความช่วยเหลือของผู้จัดจำหน่ายหนังในตลาดอเมริกาเหนือไม่น้อยเลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่า นีออนบริษัทที่มีอายุเพียงแค่สามปีสมควรได้รับคำชมเชยด้วยเช่นกัน

ทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวางบริษัทตัวเองในฐานะผู้เล่นเกมรุก นับตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสู่ฤดูกาลล่ารางวัล เมื่อพวกเขาซื้อ I, Tonya มาจากงานเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโท และอัดหนังเข้าสู่ช่วงฤดูรางวัลอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ก็คือ อัลลิสัน แจนนีย์ได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรกในชีวิตมาครอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานีออนยังเป็นผู้ซื้อในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ที่แน่วแน่ในการวางกลยุทธฉายภาพยนตร์ผ่านโรงหนัง และท้ายที่สุดก็เดินทางมาถึงจุดสุดยอดด้วย Parasite

ควินน์มีความสัมพันธ์อันดีกับบอง จุน-โฮ มานาน โดยย้อนไปถึงตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นผู้บริหารอยู่ที่ แม็กโนเลีย พิคเจอร์ส และดูแลหนังของบองอย่าง The Host กับ Mother จากนั้นก็มาอยู่ที่เรดิอุส ที่ทำงานร่วมกับบองใน Snowpiercer เขาขอซื้อสิทธิ Parasite ตั้งแต่ยังเป็นแค่บทในปี 2018 หลังจากกลายเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำเมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็วางกลยุทธในการจัดจำหน่ายในวงกว้าง เพื่อที่รายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศจะได้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้หนังทำเงินในตลาดอเมริกาเหนือไปแล้วราวๆ 35.5 ล้านเหรียญ และยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ทั่วโลกจนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปแล้ว

หลายเดือนที่ผ่านมา ควินน์ดูจะเก็บปากเก็บคำในการพูดถึงเรื่องกลยุทธในการปล่อยหนัง และเปรียบเทียบวิธีการของตัวเองกับเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสของออสการ์เหมือนกัน แต่หลังจากที่ Parasite คว้ารางวัลแล้วรางวัลเล่าเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ควินน์ก็มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับอินดีไวร์ที่ล็อบบีของดอลบี เธียเตอร์ สถานที่จัดงานออสการ์นั่นเอง

– ในความคิดคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้จะเปลี่ยนเกมไปมากน้อยขนาดไหน?
“นี่เป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่ผมอยากบอกกับคุณหลังจากทำอะไรแบบนี้มาเป็นเวลา 25 ปี ตอนที่ผมดู Amelie ครั้งแรก ตอนนั้นผมอยู่บนเครื่องที่บินกลับมาอเมริกา ตอนนั้นหนังยังไม่เปิดตัวในอเมริกาเลย ผมดูมันสี่รอบติดต่อกัน ผมไม่เคยดูอะไรแบบนั้นมาก่อน มันโคตรมีชีวิตชีวาแล้วก็น่าทึ่ง ตัวหนังมันใหญ่มาก มันใหญ่มากในความคิดของผม มันยิ่งกว่า Pan’s Labyrinth หรือกระทั่ง Crouching Tiger มันเป็นหนังอาร์ทจริงๆ โดยใครบางคนที่ทำหนังอาร์ทดั้งเดิมมาก่อน แล้วก็เป็นเหมือนอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ ในช่วงชีวิตของผม ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีทางเป็นไปได้สำหรับการที่จะเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับพวกเราการข้ามกำแพงบ็อกซ์ออฟฟิศในสุดสัปดาห์ที่แล้ว มันเป็นเป้าหมายประหลาดๆ ที่ผมต้องคิดอย่างหนัก ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ เราเพิ่งทำรายได้ผ่าน The Favourite เรากำลังจะเอาชนะ Pan’s Labyrinth ผมเองรู้สึกหวั่นๆ อยู่เหมือนกันนะ กับทุกเสียงที่ได้ยินมาจากรอบๆ สิ่งที่กำลังพังทะลาย, ไม่มีอะไรที่ได้ความ, คนไม่มาดูหนัง และหนังเรื่องนี้ก็ท้าทายทุกอย่างเหล่านั้น”

– ส่วนอื่นๆ ของโลกได้รับผลประโยชน์จากหนังภาษาต่างประเทศที่เปิดฉายในอเมริกา ในแบบที่อเมริกาได้รับไหม?
“บางทีไม่นะ รางวัลปาล์มทองคำมีความหมาย… ซึ่งบางทีอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่หนังยอดเยี่ยมออสการ์ทำได้ในบางครั้งอยู่นานหลายปี อย่างน้อยก็สำหรับคนที่สนใจเรื่องผู้กำกับที่มีตัวตนอยู่ในเนื้องานจริงๆ และเป็นหนังแบบเข้าถึงได้ทั่วโลก แต่มันก็เหมือนขีดจำกัดของทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ เกาหลีใต้เอย, อเมริกาเอย หรืออะไรก็ตาม เรากำลังเข้าใกล้กันมากขึ้น ขณะที่หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นโปรดัคชันระดับท้องถิ่น แต่ดูสิ่งที่พวกเขาทำได้ซิ กับความจริงที่บอกว่าหนังทำรายได้ผ่าน 200 ล้านเหรียญทั่วโลก ผมคิดว่ามันส่งผลกระทบได้แรงมากๆ”

– แล้วคุณคิดว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับตลาดยังไงบ้าง?
“จะมีความพยายามที่โง่มากๆ ของฮอลลีวูดในการตามล่าหนังภาษาต่างประเทศทุกเรื่อง ที่กลายเป็นที่รู้จัก ใช้เงินหลายๆ ล้านเหรียญ ราวกับว่าสามารถทำให้หนังทั้งหมดกลายเป็น Parasite เรื่องต่อไปไหม? คำตอบคือแน่นอน เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ๋งมาก ผมชอบอะไรแบบนี้นะ แต่หนังทุกๆ เรื่องมันมีเรื่องราวของมันเอง และทุกๆ แผนปล่อยหนังมันก็ต้องมีลักษณะเฉพาะสำหรับหนังเรื่องนั้นๆ เราปล่อยหนังเรื่องนี้ในแบบเดียวกับที่ซีนีมาไฟว์ปล่อยเรื่อง Z นั่นคือรูปแบบการทำงานของเรา นั่นคือเป้าหมายของเรา และมันยังคงใช้การได้อยู่ เพราะฉะนั้นการทำงานด้วยการพยายามแล้วทำให้ถูกต้องสำหรับการฉายหนังตามโรงยังคงใช้ได้อยู่ เหมือนๆ ที่มันเคยเป็นเมื่อ 30 ปีก่อนนั่นแหละ”

– คุณคิดว่าการกระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับ Parasite มีความสัมพันธ์กับหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์หนังเยี่ยมเรื่องอื่นยังไงบ้าง ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรงภาพยนตร์อเมริกัน?
“มันบอกว่าผู้คนมีความพร้อมสำหรับสิ่งต่างๆ มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา มีทั้งแก่มีทั้งเด็ก มีคนอายุต่ำกว่า 30 อายุต่ำกว่า 25 อายุต่ำกว่า 60 และนี่อาจจะเป็นการชมหนังเกาหลีใต้เรื่องแรกของพวกเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบฉับพลันมันกลายเป็นทางออกไปสู่หนังเรื่องอื่นๆ ไม่ใช่หนังของบอง จุน-โฮและหนังเกาหลีใต้ ผมได้ชมหนังของไรอัน จอห์นสัน Knives Out เมื่อช่วงหัวค่ำ มันคือหนึ่งในหนังโปรดของผม ไม่ว่าจะในสาขาไหนๆ ของคืนนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกบางสิ่งบางอย่างได้ด้วยหลายๆ ธีมในแบบเดียวกับ Parasite แต่มันยังทำให้พ่อกับแม่ผมนั่งลงแล้วเกาะติดอยู่กับมัน ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เคยคิดจะเลือกชมมันอย่างจริงๆ จังๆ เลย แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็รัก Parasite และ Knives Out พอๆ กัน”

– ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกับการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณในอนาคตยังไงบ้าง?
“ยังคงเหมือนเดิม เหมือนๆ กับปีแรก, ปีที่สอง, ปีที่สาม คุณก็รู้นี่ว่าหนังภาษาต่างประเทศในปีที่หนึ่ง ไม่ได้ทำงานออกมาในระดับเดียวกับที่พวกเขาทำได้ในปีนี้ หนังสารคดีในปีแรกก็ไปไม่ได้สวยในระดับเดียวกับที่เป็นในปีที่สองและสาม เราคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไร มันเป็นเรื่องของการตามหาสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะใช้ได้”

– คุณคิดว่าพวกผู้ให้บริการสตรีมิงจะเริ่มจ่ายหนักให้กับหนังต่างประเทศ เพราะความสนใจที่ Parasite กระตุ้นขึ้นมาหรือเปล่า?
“พวกเขาทำไปเรียบร้อยแล้ว คู่แข่งรายสำคัญที่สุดของเราสำหรับหนัง Portrait of a Lady on Fire ที่คานน์สคือเน็ทฟลิกซ์ พวกเขาให้ความสนใจมาตลอดแหละ คำถามก็คือ พวกเขาสามารถสร้างรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับการปล่อยหนังเรื่องนั้นได้ไหม? ผมไม่รู้ โซนีคลาสสิคส์ก็อยู่ตรงนั้นด้วย พวกเขาทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว มันดูประหลาดๆ ดี แต่ทุกรายต่างก็สร้างประโยชน์ให้กันและกัน ต่อให้ไม่ได้อยู่ในโต๊ะเดียวกันก็เถอะ นั่นคือสิ่งที่ผมพบว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจมากๆ Marriage Story, The Two Popes และ The Irishman ไม่ได้อยู่ในชั้นวางเดียวกับที่เราอยู่ในงานออสการ์”

– เอกลักษณ์ของพวกสตรีมิงอย่างเน็ทฟลิกซ์ก็คือ พวกเขามักจะใช้ข้อมูลมาตัดสินใจ เพราะมันจะบอกว่า อะไรที่คนอยากดู นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญไหม?
“พวกเขาตัดสินใจโดยอิงจากข้อมูลจริงๆ เหรอ? การตัดสินใจจากข้อมูลที่พวกเขามี ซึ่งแนะนำว่าเวลาแค่สองนาทีก็ถือว่าคุณได้ดูหนังเรื่องนั้น ที่พวกเขานับเป็นหนึ่งการชม ทำไมไม่ทำแค่หนังตัวอย่างก็พอล่ะ? จากนั้นก็มาดูว่าหนังตัวอย่างเรื่องไหนยอดชมสูงสุดแล้วก็สร้างมัน”

คุณต้องมองเห็นจุดพลิกผันของสตรีมิง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเท่าเทียมกันแน่ๆ
“ฟังนะ มันมีเครดิทในเส้นทางการทำงานของบอง จุน-โฮ ซึ่ง The Host เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงาน มันทำเงินได้ถึง 2 ล้านเหรียญจากดีวีดีและตลาดวีโอดี (บริการชมภาพยนตร์ตามคำขอ – Video on demand ที่เรียกย่อๆ ว่า VOD) มันเป็นความสำเร็จนะ ถ้าคุณมองดูหนังอย่าง Snowpiercer และ Okja มันก็เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในตลาดเอสวีโอดี (บริการชมภาพยนตร์ที่ต้องสมัครเป็นสมาชิก – Subscription Video on Demand หรือย่อว่า SVOD) ตอนนี้เรากำลังปล่อย Parasite ในตลาดแบบดั้งเดิม แต่มันจะต้องไปอยู่บนสตรีมิงต่อไป มันเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน ของอย่างหนึ่งสร้างประโยชน์ให้กับของอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้สมบูรณ์ นั่นคือหนังของเราจะไปอยู่บนสตรีมิง หนังของพวกเราจะต้องไปจบที่นั่นเสมอ มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็น หนังพวกนั้นจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อไปอยู่ที่นั่น”

– อะไรคือประเด็นสำคัญที่สุด ที่คุณได้รับในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา?
“ทุกคนอยากคิดให้ออกว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนังแต่ละเรื่อง วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการชม The Irishman ก็คือในโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน ผมได้ดูมันในโรง มันทำให้ความสนใจที่มีต่อหนังของผมไม่ถูกแบ่งแยก การไปดูหนังในโรงเป็นความรับผิดชอบสำคัญนะ เมื่อคุณเข้าไปดูแล้ว มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา นั่นละเรื่องสำคัญ”

รู้จักกับนีออน


นีออน เป็นบริษัทสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งโดยทอม ควินน์และทิม ลีกในปี 2017 ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักจากการจัดจำหน่ายหนังอย่าง Ingrid Goes West, Beach Rats, I, Tonya และ Parasite .

โดยควินน์เป็นอดีตผู้บริหารคนสำคัญของเรดิอุส และลีกก็เป็นเจ้าของเครือโรงภาพยนตร์อลาโม ดราฟท์เฮาส์ ทั้งคู่เข้ามาสู่ธุรกิจภาพยนตร์หลังจากงานเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโทเมื่อปี 2015 เมื่อพวกเขาจับมือกับเจสัน จาเนโก คู่ค้าของเรดิอุสที่ควินน์ทำงานอยู่ เพื่อขอซื้อหนังสารคดีเรื่อง Where To Invade Next ของไมเคิล มัวร์ ซึ่งเป็นหนังที่โด่งดังที่สุดในงานปีนั้น แต่หนังก็ไปได้ไม่ดีนัก เมื่อมัวร์เจอกับปัญหาสุขภาพ แต่ก็ได้รับรางวัลคริติคส์ ชอยส์ และทำเงินได้ราวๆ 3.8 ล้านเหรียญ

ทอม ควินน์ (ซ้าย) และ ทิม ลีก (ขวา)

เมื่อเดินหน้าตั้งบริษัทควินน์กับลีกทำงานอย่างเงียบๆ อยู่นานถึง 6 เดือน เพื่อสร้างทีมและความมั่นคงให้นีออน โดยทีมงานส่วนใหญ่มาจากเรดิอุสและจากดราฟท์เฮาส์ ฟิล์มส์ของลีก แผนการของนีออนก็คือ พวกเขาจะตบแต่งกลยุทธในการออกฉายให้เหมาะสมกับหนังแต่ละเรื่อง ทั้งหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์แบบเดิมๆ ไปจนถึงในสื่อใหม่

นับถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2020 หนังของนีออนได้เข้าชิงออสการ์แล้วถึง 12 รางวัล โดยในปี 2018, I, Tonya เข้าชิงสามรางวัล และได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก อัลลิสัน แจนนีย์ ในปี 2019 หนังเรื่อง Border ได้เข้าชิงในสาขาแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม ในปี 2020 นีออนประสบความสำเร็จมหาศาลบนเวทีออสการ์จาก Parasite และ Honeyland เมื่อได้เข้าชิงรวมกันถึง 8 รางวัล และ Parasite คว้ามาได้ถึงสี่รางวัล ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือรางวัลหนังยอดเยี่ยม และทำให้กลายเป็นหนังพูดภาษาต่างประเทศเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้

ในงานประชุมประจำปีที่ซูริค ทอม ควินน์ แสดงความเห็นว่า นีออนตั้งใจที่จะปล่อยภาพยนตร์ซึ่งมีเป้าหมายที่ผู้ชมอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ไม่เกลียดชังความรุนแรง, ไม่เกลียดหนังภาษาต่างประเทศ และหนังที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง

ปัจจุบันลีกไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของบริษัทอีกต่อไปแล้ว

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง คุยกับทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งนีออน ผู้จัดจำหน่ายหนังที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Parasite คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1298 ปักษ์หลังกุมภาพันธ์ 2563


SHARE THIS
  • 73
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    73
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On