จัดอันดับอัลบัมห้ามพลาดของ Nine Inch Nails

SHARE THIS
  • 23
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    23
    Shares

14 สิงหาคมนี้ Nine Inch Nails จะมาเล่นสดๆ ให้แฟนเพลงชาวไทยได้ชมกันที่มูนสตาร์ สตูดิโอ โดยบัตรหาซื้อได้แล้วที่ www.ticketmelon.com/event/nin ในราคา 3,000 บาท ซึ่งการแสดงในบ้านเราของเทรนท์ เรซเนอร์ (Trent Reznor) และพวกพ้อง จะเป็นการแสดงแบบจัดเต็มที่เดียวในเอเชีย แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า ตลอดอายุงาน 30 ปีในวงการ อัลบัมและงานอีพีแบบยาวๆ ของไอ้ตะปูเก้านิ้ว มีงานชุดไหนบ้างที่ห้ามพลาด ไล่ไปตามความน่าสนใจ

Ghosts I-IV (2008): อัลบัมสี่แผ่นรวมงานทดลอง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงานของเรซเนอร์ และเป็นการทำงานอิสระครั้งแรกของเจ้าตัว โดยบางส่วนปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรีๆ เพื่อตอบโต้ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับต้นสังกัดอินเตอร์สโคป ระหว่างช่วงโปรโมทอัลบัม Year Zero งานชุดนี้แตกต่างไปจากงานชุดอื่นๆ ของไนน์ อินช์ เนลส์ เมื่อทั้ง 36 เพลง ไม่ได้มีพลังขับเคลื่อนรุนแรงอย่างเคย และเป็นเพลงบรรเลงไร้ชื่อแบบมินิมอล โทนของเพลง, เครื่องดนตรีก็หลากหลาย บางเพลงเป็นอิเล็กทรอนิกส์เต็มๆ บางเพลงเกือบเป็นอะคูสติกล้วนๆ บางเพลงก็ทำออกมาอย่างสมบูรณ์ บางเพลงไม่ต่างไปจากงานเดโม หรือดนตรีร่างๆ รวมถึงเป็นแค่ไอเดียที่ไม่ได้รับการสานต่อ ซึ่งเป็นความตั้งใจของเรซเนอร์ โดยเขาพยายามกระตุ้นให้แฟนๆ เอาเพลงในงานชุดนี้ไปทำแซมพลิงหรือว่ารีมิกซ์ ถึงขั้นเปิดพื้นที่ในเว็บไซต์ของวงให้กับเพลงที่ทำออกมาแล้วเขาชอบ รวมถึงทำรีมิกซ์ออกมาด้วยตัวเอง ที่น่าสนใจก็คือ บางส่วนของดนตรีใน Ghosts ถูกพัฒนาต่อจนเป็นดนตรีประกอบหนัง The Social Network และ The Girl With The Dragon Tattoo ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คืองานที่ยังไปไม่สุดทาง แต่เป็นงานที่บอกลางๆ ว่า จะมีงานที่ดีและสมบูรณ์กว่าตามมา Ghost มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับงานของเอริค ซาตี (Erik Satie) หรือ ไบรอัน อีโน (Brian Eno) บ่อยๆ แถมยังขึ้นไปถึงอันดับ 14 ในชาร์ตอัลบัมของบิลล์บอร์ด 200 (Billboard 200) ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีการสนับสนุนใดๆ จากต้นสังกัด

The Slip (2008): ออกมาปีเดียวกับ Ghosts หนึ่งปีหลังงานชุด Year Zero ในช่วงที่เรซเนอร์มีความคิดสร้างสรรค์พลุ่งพล่าน โดยบันทึกเสียงและปล่อยออกมาในเวลาแค่ 3 สัปดาห์ เพื่อตอบโต้ความน่าเบื่อของธุรกิจดนตรี ที่สัมผัสได้จากกระบวนการทำงานและเนื้อหาของเพลง ถึงเพลงแรกๆ ในอัลบัมซาวนด์แทบจะเป็นงานการาจ-ร็อค ก็ยังมีเพลงขายบรรยากาศฟังชิลล์ๆ ซึ่งน่าจะหลงเหลือมาจาก Ghosts ขณะที่อัลบัม Year Zero จะว่าด้วยลูป The Slip คืองานที่เน้นเพอร์คัสชัน มีความเยี่ยมยอดเป็นเสียงกลองที่หนักแน่น ท่ามกลางเพลงที่มีทั้งความตื่นเต้นและจำเจ ก็ยังมีงานที่เป็นเพชรยอดมงกุฎ อย่าง “Discipline” ซิงเกิลดนตรีแข็งๆ แต่ฟังสนุกในจังหวะดิสโก แบบนิว เวฟ เหมือนอัลบัม Pretty Hate Machine ที่เรื่องราวว่าด้วยการล้างตัวจนเอี่ยมอ่องของเรซเนอร์ แถมมิวสิค วิดีโอยังนำเสนอไนน์ อินช์ เนลส์แบบ 8 บิท ในชุดของ Village People รวมถึงเพลงที่ทำให้นึกถึงดนตรีร็อคสำหรับคลับของอัลบัม With Teeth เช่น “1,000,000” แม้จะไม่ใช่งานคลาสสิคของไนน์ อินช์ เนลส์ แต่ The Slip ก็ฟังสนุก เต็มไปด้วยบีทเซ็กซีๆ กับเรื่องราวที่ทำให้นึกถึงอดีต

Hesitation Marks (2013): หลังพักงานในนามไนน์ อินช์ เนลส์ เป็นคำรบสอง เรซเนอร์ก็กลับมาพร้อมคำขอโทษในรูปของอัลบัมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ขับเคลื่อนด้วยลูปและเพอร์คัสชัน กับซาวนด์ที่ฟังสงบเงียบและผ่อนคลาย แต่ถึงจะได้มือกีตาร์ระดับตำนานอย่าง ลินด์ซีย์ บัคกิงแฮม (Lindsey Buckingham) จาก Fleetwood Mac และแอเดรียน บีลูว์ (Adrian Belew) จาก King Crimson มาร่วมงาน แต่อัลบัมนี้ก็แทบเป็นงานปราศจากเสียงกีตาร์ และทำให้รู้สึกเหมือนเป็นงานที่เรซเนอร์โดดขึ้นหลังรถปิคอัพพร้อมหยิบอัลบัมของ Radiohead, the Knife หรือวงอิเล็กทรอนิกส์-ร็อค ที่นักวิจารณ์ปลื้มติดขึ้นไปฟังด้วย แต่ Hesitation Marks ก็ฟังรื่นรมย์ โดยมีเพลงเด่นๆ อย่าง “Came Back Haunted”, “Satellite” และ “In Two” ให้ได้ฟัง และมีค่าพอจะเป็นมรดกทางดนตรีของวงต่อไป

With Teeth (2005): หลังเก็บตัวไปถึง 6 ปี เทรนท์ เรซเนอร์ (Trent Reznor) ก็กลับมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ด้วยท่าทีที่ดูจริงจัง, ศรีษะที่โกนจนเกลี้ยง ในวัย 40 ปี และเริ่มต้นเฟสที่สองของการทำงานด้วยการปรับอัลบัมให้เต็มไปด้วยงานซิงเกิลและเพลงบัลลาด ที่มีซิงเกิลโดนๆ “The Hand That Feeds” และเพลงเจ๋งๆ “Only” รวมไปถึงเพลงที่ฉายความโดดเด่นจากเสียงร้องของเรซเนอร์ ไม่ว่าจะเป็น ความนุ่มนวลใน “Every Day Is Exactly The Same” กับ “Right Where It Belongs” รวมถึงความก้าวร้าวจาก “You Know What You Are?” และ “Getting Smaller” ที่เรื่องราวไม่ได้ออกอารมณ์เมโลดรามาจัดๆ เหมือนกับงานในยุคแรกๆ ของวง และเป็นงานที่มีความเป็นร็อคมากที่สุดของวงนับตั้งแต่อีพีชุด Broken กับการมาทีหลังอัลบัมระดับสุดขั้วอย่าง The Fragile With Teeth ถือเป็นงานในแบบอนุรักษ์นิยม, มีความเป็นมินิมอล และเข้าถึงง่ายที่สุดแล้วเท่าที่เรซเนอร์จะทำได้ เห็นได้ชัดจากการเปิดอัลบัมด้วยเสียงร้องที่นุ่มละมุนใน “All The Love In The World” หรือเสียงแทมโบรีนที่โดดเด่นในเพลงเดียวกับชื่ออัลบัม

Year Zero (2007): งานที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงของไนน์ อินช์ เนลส์ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นอัลบัมที่รวมเพลงแข็งๆ และมีความเฉพาะตัวไว้มากที่สุดหลังจากหยุดพักวงครั้งแรกก็ว่าได้ นอกเหนือไปจากเป็นงานคอนเส็ปท์อัลบัมชุดที่สองของวง ที่เรซเนอร์หยิบเอาเรื่องการเมืองที่มักจะเป็นเรื่องรองในเพลงมาไว้ที่ด้านหน้า อย่างที่ได้ยินใน “Happiness In Slavery” และ “March Of The Pigs” แล้วไม่พูดเรื่องราวของตัวเอง แต่เลือกที่จะสร้างนิยายไซ-ไฟเกี่ยวกับโลกอนาคต ที่สหรัฐ อเมริกา ปกครองด้วยระบบที่แตกต่างออกไป ถึงจะเป็นอัลบัมที่ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวก แต่ Year Zero ก็ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่า มันมักจะถูกจดจำในฐานะอัลบัมที่เป็นการเล่นเกมระหว่างเรซเนอร์กับอินเตอร์สโคป มากกว่าจะไปนึกถึงเรื่องงานเพลง แถมหลังจากงานชุดนี้ออกมาไม่นาน เขาก็ปล่อยงาน Ghost 1 ให้ฟังกันฟรีๆ และตามด้วย The Slip ในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว

Pretty Hate Machine (1989): นี่คืออัลบัมตำนาน ที่สร้างโดยผู้ดูแลห้องอัดเสียงคนหนึ่งที่คลีฟแลนด์ ด้วยการแอบทำเดโมชุดนี้แบบลับๆ แล้วก็ส่งเดโมไปทั่วโลกเพื่อจัดการบันทึกเสียงขั้นสุดท้าย ผ่านมือโปรดิวเซอร์ดังๆ อย่าง ฟลัด (Flood) และจอห์น ฟรายเออร์ (John Fryer) และเมื่อนำออกวางจำหน่าย มันก็กลายเป็นงานอินดีชุดแรกที่ทำยอดขายระดับแผ่นแพลตินัมในอเมริกา เปลี่ยนสถานภาพของเจ้าของงานจากภารโรงไปเป็นขบถดนตรีร็อค เจ้าของงานเพลงเท่ๆ ที่เคยเป็นมือคีย์บอร์ดส์ของวงนิวเวฟและซินธ์ป็อป อย่าง Option 30, the Innocent และ the Exotic Birds แม้ดนตรีจะขยับไปไม่ไกลจาก Depeche Mode หรือ Soft Cell สักเท่าไหร่ในตอนนั้น แต่ก็โดดเด่นและฟังเฉี่ยวกว่างานของวงส่วนใหญ่ในยุคเดียวกัน กับการเป็นงานซินธ์ป็อปและอินดัสเทรียลที่เกิดๆ ดับๆ ซ้ำไปซ้ำมา Pretty Hate Machine ก็มาพร้อมลายเซ็นที่เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติในงาน ซาวนด์ดนตรี เนื้อหาในเพลงและตัวของเรซเนอร์ ที่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างคนธรรมดาสามัญกับพวกแอนตีฮีโร ซึ่งทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของทุกคนที่รู้สึกเหมือนถูกทรยศมาก่อน ที่สำคัญเรซเนอร์ทำให้เพลงซินธ์ป็อป ที่พัฒนามาจากดนตรีในยุคนิว โรแมนติก กลายเป็นความหม่นมืด, ความขัดแย้งที่น่าพรั่นพรึง ไม่มีความรื่นเริงให้สัมผัส นอกจากสิ่งที่หมายถึงความทุกข์ทรมาน

The Fragile (1999): หลังห้าปีที่หมดไปกับการถูกเหยียดหยามและการเลิกแอลกอฮอล์, ความตายในครอบครัว และเจอกับอาการตีบตันในการทำงาน เทรนท์ เรซเนอร์ (Trent Reznor) ก็เดินหน้าต่อจากความสำเร็จของ The Downward Spiral ด้วยงานชุดนี้ งานที่มีความเป็นดรามาและจัดเต็มมากที่สุดในชีวิตการทำงาน แถมระหว่างทำงานเรซเนอร์ยังปลีกตัวไปทำเพลงประกอบให้กับหนัง Natural Born Killers และ Lost Highway ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้งานชุดนี้ มีบรรยากาศแบบภาพยนตร์ และหลายๆ เพลงถูกนำไปใช้โปรโมทหนัง อย่าง Terminator: Salvation (“The Day The World Went Away”), Final Destination (“Into The Void”) และ 300 (“Just Like You Imagined”) รวมทั้งเป็นงานที่มีพัฒนาการและผสมผสานสิ่งต่างๆ เอาไว้ด้วยกันได้ดีที่สุด มีเพลงที่นุ่มนวลไปจนถึงอีึกทึก, ช้าไปถึงเร็ว, จากดนตรีฟังค์ไปถึงงานแบบดูมเมทัล ที่บางเพลงได้ยินแล้วอาจจะทำให้ถึงกับอ้าปากหวอ อย่าง “The Big Come Down” ขณะที่ช่วงเวลาที่เยี่ยมยอดจะอยู่ที่เพลงบรรเลงมหากาพย์แบบงานโพรเกรสสีฟ “The Frail”/”The Wretched” และ “La Mer”/”The Great Below” ซึ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพลงแจ๊ซซ์ฟังสบายๆ ค่อยๆ กลายเป็นนรกได้โดยที่ไม่รู้สึกสะดุดทางอารมณ์

Broken EP (1992): ว่ากันว่า นี่คืองานอินดัสเทรียลแท้ๆ ชุดเดียวในกรุเพลงของไนน์ อินช์ เนลส์ และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในงานอินดัสเทรียลและเมทัลที่เจ๋งที่สุด รวมถึงแข็งแรงในระดับเดียวกับ The Downward Spiral หากสั้นกว่า การเขียนเพลงของเรซเนอร์ก็สั้น-กระชับกว่าที่เคย สี่เพลงที่เป็นแกนของอัลบัมล้วนยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น “Last” ที่กระแทกใส่คนฟังอย่างไม่ปราณี, “Happiness In Slavery” ที่พาตัวเองจากเพลงปลุกใจไปเป็นเพลงที่พรั่งพรูความในใจได้อย่างเนียนสนิท ส่วน “Gave Up” และ “Wish” ก็เป็นเพลงที่เร็วและมีความเป็นดนตรีเมทัลที่สุดของเรซเนอร์ แล้วไม่เคยหลุดไปจากการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตของวง โดยถูกเล่นเยอะกว่าเพลงดังๆ ของไนน์ อินช์ เนลส์อย่าง “Closer” และ “Hurt” ด้วยซ้ำไป

 

The Downward Spiral (1994): อัลบัมที่คนฟังสามารถตีความและถกเถียงกันได้ราวกับเป็นนิยาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเพลงที่มีซาวนด์ซับซ้อนหนาแน่น การบันทึกเสียงก็ทำกันที่บ้านซึ่งชารอน เททถูกฆาตกรรม และที่ไม่ต่างไปจากวรรณกรรมคลาสสิคทั้งหลายก็คือ นี่เป็นงานโศกนาฏกรรม แล้วยังเป็นคอนเส็ปท์อัลบัมชุดแรกของเรซเนอร์ ที่พูดถึงตัวละครซึ่งน่าจะหมายถึงตัวเขาเอง แล้วเกาะติดการจมดิ่งไปสู่ตัณหา, การติดยา, ความบ้าคลั่ง และท้ายที่สุด การฆ่าตัวตาย โดยมีตัวละครร่วมอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เราเรียกว่า “ไอ้หมูตอน” และหญิงสาวที่เราเรียกว่า “นังสัตว์เลื้อยคลาน” ซึ่งโฟกัสของเรื่องอยู่ที่เรซเนอร์ “นายทำลายตัวเอง” โดยอย่างแรกที่อัลบัมชุดนี้นำเสนอก็คือ เสียงของเขาที่ถูกทุบตี ในครึ่งแรกของอัลบัมจะตามติดชีวิตของนายทำลายตัวเองด้วยดนตรีอินดัสเทรียล ร็อค ที่ผสมผสานดนตรีป็อปและแดนซ์ในแบบ Pretty Hate Machine กับงานแบบแอินดัสเทรียล เมทัลของ Broken EP ลงมา แม้จะหม่นมืด, ซับซ้อน และหนักหน่วง แต่ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ The Downward Spiral กลายเป็นงานขายดี ทำยอดขายได้ถึง 4 แผ่นแพลตินัม แถมมีเพลงฮิตอีก 2 เพลงซึ่งยังคงถูกเปิดตามสถานีวิทยุในทุกวันนี้

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง จัดอันดับอัลบัมห้ามพลาดของ ไนน์ อินช์ เนลส์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 27-29 มิถุนายน 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 23
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    23
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On