จากอมตะคลาสสิคนวนิยายสืบสวน กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์ MURDER ON THE ORIENT EXPRESS

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa/
Twitter
Pinterest

หากพูดชื่ออกาธา คริสตีให้เด็กยุคนี้ฟัง พวกเขาอาจรู้สึกว่าเป็นชื่อที่คุ้นจังบนชั้นหนังสือของคุณตา คุณยาย และภารกิจอันยิ่งใหญ่ของบรานาห์ก็คือทำยังไงให้ของเก่าอมตะหลุดจากความพ้นสมัย พร้อมทั้งโยนอคติของผู้คนทิ้งไปให้หมด ด้วยการนำ Murder on the Orient Express นิยายเรื่องที่โดดเด่นที่สุดของคริสตีจากปี 1934 ที่ว่าด้วยการสืบสวนผู้ต้องสงสัย 13 คนของปัวโรท์ ในคดีฆาตกรรมแซมวล เอ็ดเวิร์ด แรทเช็ทท์ (จอห์นนี เด็ปป์) นักธุรกิจเทาๆ ชาวอเมริกัน บนขบวนรถไฟสุดหรูหรามาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง หลังซิดนีย์ ลูเม็ทเคยนำมาทำเป็นหนังรวมดาวที่ได้รับการตอบรับอย่างน่าพอใจมาแล้วในปี 1974 หากการกลับมาในมือของบรานาห์จะมาพร้อมวิสัยทัศน์ที่จัดเต็ม จัดหนักกว่า และให้ความรู้สึกทั้งคลาสสิคและร่วมสมัย ที่เราจะทำความรู้จักกับหนังและนักแสดงในเรื่องนี้ผ่านคำให้การของแต่ละคน

เรื่องของนักสืบ
เคนเน็ธ บรานาห์ (แอร์คูล ปัวโรท์/ ผู้กำกับ): “การได้เล่น Wallander ทำให้ผมสนใจอยากเล่นเป็นนักสืบที่มีความสุข ซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง การมีส่วนร่วมกับอาชญากรรมที่รุนแรงของเขา (ปัวโรท์) มีราคาที่ต้องจ่าย แต่ปัวโรท์เป็นคนที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทิ้งโลกใบนี้เมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อไปเพลินกับเค้กหรือการเดินทาง ผมรู้สึกว่า เขาคงโคตรมีความสุข ถ้าไม่ต้องไขคดีอะไรเลยในชีวิต”
วิลเล็ม ดาโฟ (เกอร์ฮาร์ด ฮาร์ดแมน – นักวิชาการผู้มีลับลมคมใน): “ในฐานะปัวโรท์ เคนเป็นคนขับเคลื่อนการสืบสวน ในฐานะผู้กำกับ เคนเป็นคนขับเคลื่อนการถ่ายทำ ดังนั้นเส้นขนานจะใกล้กันมาก”
เพเนโลพี ครูซ (พิลาร์ เอสตราวาดอส – มิชชันนารี ชาวสเปน): “การได้เห็นเขาเดินทางจากนิยายมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง กลับไปกลับมาหลายๆ พันครั้งในวันหนึ่ง มันน่าทึ่งจริงๆ เขาให้คุณ 100% เลยสำหรับการเป็นปัวโรท์ และ 100% เช่นกันในฐานะผู้กำกับ”
บรานาห์: “ผมไม่มีอะไรเหมือนปัวโรท์ ผมไม่เคยทายตัวฆาตกรได้เลยถ้าไม่มีใครบอก ผมแน่ใจว่าคนที่ดู The Usual Suspect รู้ก่อนผมซะอีกว่า ‘เขาอ่านไอ้ที่อยู่บนกระดานนั่น!’ ผมยังจำตอนเปิดเผยเหตุการณ์ได้ดีว่า มันสุขสมขนาดไหน แต่ผมไม่คิดได้เร็วกว่าคนทำหนัง”

เรื่องของฆาตกร
บรานาห์: “ที่ศูนย์กลางของเรื่อง คุณต้องการใครสักคน คนที่คุณเชื่อว่ายอมรับเรื่องการฆาตกรรม จอห์นนี เด็ปป์ในบทเอ็ดเวิร์ด แร็ทเช็ทท์ถึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากในการเล่าเรื่อง เพราะบุคคลิกแบบดาราของเขา ตัวละครรายนี้เป็นคนที่สร้างพื้นที่ว่างมากมายรอบตัวเขา และได้รับอ็อกซิเจนไปเต็มๆ”
จอช แก็ด (เฮคเตอร์ แม็คควีน – เลขาส่วนตัว): “แม็คควีน และ มาสเตอร์แมน (ดีเร็ค จาโคบี) พ่อบ้านของแร็ทเช็ทท์ เป็นคนเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่าสงสัย และปกป้องภาพลักษณ์ให้กับเขา แล้วก็รู้สึกว่าทุกคนบนรถไฟรู้อะไรมากกว่าที่พวกเขาอยากให้รู้”
ครูซ: “หนังเป็นงานที่บันเทิงมาก แต่ก็มีความเจ็บปวดของตัวละครเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ พิลาร์เป็นมิชชันนารีที่มีบาดแผลบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอจากอดีต เธอใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิด แต่นั่นทำให้เธอเป็นมือสังหารเหรอ? หนังมีไอเดียว่า – นี่เป็นการล้างแค้นหรือความถูกต้อง? เมื่อหนังออกมาดี มันก็จะทำให้คุณตั้งคำถามที่น่าสนใจกับตัวเอง”

เรื่องของผู้ต้องสงสัย
แก็ด: “ในปี 1934 รถไฟคงมีความพิเศษเฉพาะตัวมากๆ แล้วก็มีอารมณ์แบบยุโรปๆ แต่เคนโยนอะไรแบบนั้นทิ้งไปหมด แล้วในเวอร์ชันของเราจะมีอะไรมากกว่านั้น มีผู้คนหลากสีผิว, หลายศาสนา”
บรานาห์: “ผมเลือกนักแสดงไปทีละขั้น ทีละคน เริ่มต้นด้วยเจ้าหญิง ผมรู้ว่าผมอยากให้จูดีมาเล่น”
จูดี เดนช์ (เจ้าหญิงนาทาเลีย ดราโกมิรอฟฟ์): “เจ้าหญิงดราโกมิรอฟฟ์มีสุนัขสองตัวที่น่ารักมากกก”
แก็ด: “ครั้งแรกที่ผมเจอจูดี ผมถึงกับ ‘ลืมคุณผู้หญิง จูดี เดนช์ไปซะ มีแต่คุณนายตัวแสบ จูดี เดนช์ ต่างหาก'”
บรานาห์: “พอคุณเริ่มต้นจากเธอ ก็ต้องคิดละ ‘ต้องการใครที่สามารถมาแชร์จอกับเธอได้’ โอลิเวีย โคลแมน เป็นคนที่ท็อปฟอร์มมากๆ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สัญชาตญาณของผมบอกว่า น่าจะเป็นการจับคู่ที่ดี และผมก็เดินหน้าไปตามนั้น”
มิเชลล์ ไฟเฟอร์ (แคโรไลน์ ฮับบาร์ด – หญิงม่ายจอมโผงผาง): “แคโรไลน์เป็นพวกเดินทางตามลำพัง และอยากรู้อยากเห็นมาก บางทีอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ข่าวลือก็คือเธอกำลังล่าผู้ชายมาเป็นสามี ลอเรน เบคอลล์ เล่นบทนี้เอาไว้ในปี 1974 ฉันถามเคนว่า คิดว่าการดูหนังฉบับนั้นจะช่วยอะไรไหม เขาบอกว่า คงไม่ค่อย เราก็เลยไม่ดู”
เดซีย์ ริดลีย์ (แมรี เดเบนแฮม – พี่เลี้ยงเด็ก): “เธอกำลังเดินทางไปแบกแดด แมรี เดเบนแฮมเป็นชื่อที่ดี มีเรื่องตลกเกิดขึ้นตอนหน้าร้อนที่ผ่านมา ฉันอยู่ระหว่างหยุดยาว แล้วก็มีคนถามว่าฉันใช่เดซีย์ ริดลีย์ไหม ฉันตอบไปว่า ‘ไม่ใช่’ แล้วรีบคิดชื่ออย่างรวดเร็ว ฉันบอกเขาว่าชื่อ ‘ลินดา เดเบนแฮม’ ฉันติดอยู่กับบทจริงๆ”
เลสลี โอดอม จูเนียร์ (ดร. อาร์เบิร์ธน็อท – ทหารผ่านศึกผู้ทรงเกียรติ): “ตัวละครของผมเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่พูดได้ก็คือ ความรักทำให้เขาอยู่ในรถไฟขบวนนี้”
แก็ด: “ผมคิดว่ามันมีความคิดหลายอย่างในหนัง ที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่เราเป็นพยานรู้เห็นในทุกวันนี้ กับตัวละครของวิลเล็ม ดาโฟ คุณจะได้ความคิดเรื่องอคติที่มาจากคนนอก ความรุ่งเรืองของลัทธิชาตินิยม ความรู้สึกภาคภูมิใจในประเทศตัวเอง การเติบโตของพวกฟาสซิสม์เกิดขึ้นในตอนนั้น และผมคิดว่าพวกเราโคตรโชคไม่ดีเลย ที่ได้เห็นภาพสะท้อนของอดีตที่เกิดขึ้นมาอีกครั้งในปัจจุบัน เรารับรู้ถึงเรื่องเหล่านี้ก็เพราะว่า ขณะที่เราถ่ายทำกัน มีการออกจากอียู ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่พวกเรากำลังเล่า”
ดาโฟ: “ตัวละครของผมเป็นศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมชาวออสเตรีย ที่เดินทางไปตูรินเพื่อส่งรายงานเกี่ยวกับการใช้เบกิไลท์ (Bakelite พลาสติกแข็งทนความร้อน) ทางทหาร เขาเป็นคนที่ดูมีบาดแผลฝังแน่น ถ้าผมเป็นคนดู ผมคงสงสัยเขาเป็นคนแรกๆ”
โอลิเวีย โคลแมน (ฮิลเดการ์ด ชมิดท์ สาวใช้ของดราโกมิรอฟฟ์): “สามีฉันไม่รู้หรอกว่าใครทำ ฉันทำลายมันเพื่อเขา”

เรื่องของรถไฟ
บรานาห์: “ผมรู้ว่าต้องสร้างมุมมองบางอย่าง ตอนทำงานผมถึงบอกว่า ‘ไม่ต้องมีหิมะโปรยปรายนะ เรามีหิมะถล่มแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น’ ฆาตกรไม่ได้หนีไปไหน เราอยากให้ทิวทัศน์ที่เวิ้งว้างกลายเป็นสิ่งคุกคาม แล้วถ้าคุณเข้าใจว่ามันมีเรื่องความต้องการตามสัญชาตญาณ ที่เราปรารถนาความอบอุ่นเสมอ และมันจะกลายเป็นที่ๆ อันตรายที่สุด”
ริดลีย์: “มีรถไฟขนาดเท่าของจริงอยู่ในโรงถ่าย สำหรับฉากหิมะถล่ม ซึ่งมันน่าทึ่งมากกก…”
บรานาห์: “มีรถไฟจริงๆ ตั้งอยู่บนรางจริงๆ เพื่อช่วยให้นักแสดงทุกคนที่ขึ้นไปอยู่บนนั้น รู้สึกสมจริง ผมถ่ายทำด้วยกล้องพานาวิชัน 65 ม.ม. 4 ตัวสุดท้ายในโลก เพื่อพาทุกคนเดินทางไปกับยุคทองของการท่องเที่ยว ความลึกของสีและคุณภาพความคมชัดของภาพโคตรจะไม่ธรรมดา ผมเพิ่งเล่น Dunkirk (เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ) แล้วเคยใช้มันมาก่อนใน Hamlet เมื่อปี 1996 และรู้ดีว่ามันทำให้การดูหนังกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญ ทุกวันนี้มีเรื่องดรามาอาชญากรรมทางโทรทัศน์มากมาย และผมอยากทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไป”
ทอม เบทแมน (มองซิเออร์ บุค – ผู้อำนวยการรถไฟ): “มีหัวรถจักรขนาด 22 ตัน บวกกับตัวพ่วง และตู้โดยสารอีก 4 ตู้ซึ่งเคลื่อนที่ได้เต็มกำลัง เดินทางไปได้ตามรางที่ยาวสักราวๆ หนึ่งไมล์ที่โรงถ่ายลองครอสส์ สตูดิโอ แล้วถนนที่เขียวครึ้มไปด้วยใบไม้ของเซอร์เรย์ก็กลายเป็นอดีตยูโกสลาเวีย มันน่าทึ่งมากๆ แล้วถ้าคุณคิดจะเปิดแชมเปญจน์บนรถไฟที่กำลังวิ่ง เชื่อเถอะว่า มันไม่ง่ายเลย”
บรานาห์: “สำหรับฉากที่อยู่นอกหน้าต่าง เราให้กองถ่ายที่สองไปเก็บภาพที่นิว ซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์เอาไว้หลายชั่วโมง แล้วจะร้อยเข้าด้วยกันโดยระบบดิจิตอล เพื่อฉายขึ้นจอแอลอีดีที่โอบแต่ละตู้เอาไว้ ขณะที่ไฮโดรลิคและถุงลมด้านล่างตู้โดยสารจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบหลอกๆ ขึ้น”
แก็ด: “มันโคตรจะสมจริง คุณอยู่บนรถไฟที่มีการขยับ มีภาพเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตอนแรกมันอาจจะทำให้รู้สึกแปลกๆ แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกมหัศจรรย์อีกด้วย”
ดีเร็ค จาโคบี (มาสเตอร์แมน – พ่อบ้านผู้ไร้มลทิน): “ครั้งแรกที่พวกเขาให้ภาพรอบๆ เคลื่อนไหว มันแทบทำให้อ้วกแตก”
บรานาห์: “หนหนึ่งเรากำลังถ่ายทำกัน แล้วก็มีช่วงพักสั้นๆ แต่ภาพยังไม่หยุด การได้เห็นภาพต่างๆ เคลื่อนผ่านไปราวกับอยู่บนรถไฟจริงๆ ทำให้ผมถึงกับล้มลงบนตู้รถไฟเลย มันสนุกดีที่ได้เห็นตัวเองเป็นอะไรแบบนั้น แต่ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่เป็นแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราจมลงไปได้ทันที”
แก็ด: “การแก้ปัญหาครั้งสำคัญในส่วนของเคนคือ อย่าจำกัดการแสดงแค่ในรถไฟ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งในเรื่องที่เขารักก็คือการกลัวที่แคบๆ แต่การใช้กล้องวิสตาถ่ายบางฉาก ทำให้เรามีการถ่ายทำระดับเดวิด ลีน ไม่มีใครทำหนังแบบนั้นอีกแล้วในตอนนี้ ที่ใช้เวลากับการการวางช็อตสวยๆ ทีละช็อต มันมีความรู้สึกว่า เคนเน็ธกำลังทำของเก่าให้กลายเป็นของใหม่อีกครั้ง และไม่รู้สึกว่ามีฝุ่นจับเลย”
บรานาห์: “หนังที่มีอิทธิพลกับเราก็คือ The Age of Innocence ของมาร์ติน สกอร์เซซี ผมทำหนังให้ออกมาแบบนั้น และรู้สึกอึ้งกับความรู้สึกที่ราวกับตัวเองอยู่ในนิวยอร์ค ศตวรรษที่ 19 ซึ่งผมสัมผัสได้จากภาพศิลปะ, กลิ่นของดอกไม้, ผ้าคลุมโต๊ะที่ทำจากผ้าลินิน ผมยังดูหนังเรื่อง The Searchers ของจอห์น ฟอร์ดด้วย แล้วก็แยกสิ่งต่างๆ ออกมา ทำให้มันสะอาดขึ้น บางทีคุณอาจจะรู้สึกว่ารถไฟโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรสส์ของเรามันอึกทึกครึกโครมน้อยกว่าของจริง”
แก็ด: “ผมเคยเดินทางกับรถไฟโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรสส์ของจริง มีเปียโน, อาหารระดับมิเชลลิน, มีปุ่มเรียกพนักงาน แต่ละตู้จะมีพ่อบ้าน คุณอาจต้องรอคิวเข้าห้องน้ำแต่ไม่ต้องเข้าแถว ปัญหาอย่างเดียวที่มีก็คือ มันไม่มีฝักบัวเพราะฉะนั้นคุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

เรื่องของหนวด
บรานาห์: “เรารู้ว่าหนวดเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นของสำคัญสำหรับคริสตี เธอให้ตัวละครทุกคนแสดงปฏิกริยากับมัน ถึงกับมี 15 วิธีง่ายๆ ในการหาว่าคำอะไรที่เธอใช้พูดถึงหนวด ซึ่งที่เห็นทั่วๆ ไปก็อย่าง ‘ดีเลิศ’, ‘งดงาม’, ‘น่าเกรงขาม’ และเป็นสิ่งเดียวที่คริสตีกับสามีพบว่าน่าผิดหวัง สำหรับหนังปี 1974”
โคลแมน: “ปัวโรท์ที่เราเติบโตมาด้วย คือ เดวิด ซูเช็ท เขามีหนวดเล็กๆ บาง สีดำ ตอนนี้เราทุกคนมีเคน เจ้าของตาคมๆ สีฟ้า และหนวดที่โดดเด่น และนี่คือปัวโรท์สำหรับฉัน”
ลูซี บอยน์ตัน (เคาน์เตสส์ ออเดรยนี – หญิงสูงศักดิ์ผู้ลึกลับ): “เราเห็นมันติดอยู่กับหน้าหุ่นในรถแต่งหน้า ซึ่งดูสมจริงมาก แล้วคุณก็มาเห็นมันอยู่บนหน้าเคน ที่โดนอย่างแรง!!!”
ไฟเฟอร์: “ตอนแรกมันดูแปลกแยกสุดๆ ฉันถึงกับ ‘ว้าย… เอาน่า มันก็แค่เอฟเฟ็คท์’ ท้ายที่สุดคุณก็ลืมมัน เขาทำให้มันดูน่าเชื่อถือ และดูเซ็กซีมากๆ”
บรานาห์: “ปัวโรท์สามารถซ่อนตัวเองอยู่ภายใต้หนวด แล้วมันยังทำให้คนอื่นๆ ล้อ, หัวเราะ หรือดูแคลน มันทำให้พวกเขาประเมินปัวโรท์ต่ำไป และนั่นก็ทำให้งานในฐานะนักสืบของปัวโรท์ง่ายขึ้น”
มาร์วาน เคนซารี (ปิแอร์ร์ มิเชล – พนักงานรถไฟ): “ถ้าเคนหัวเราะในฉากไหน คุณอาจเห็นเขาพยายามหยุดตัวเอง เพื่อไม่ไปทำลายความงามของหนวด ซึ่งกลายเป็นเรื่องสนุกตามมา เพราะเราพยายามทำให้เขาหัวเราะ”
ครูซ: “วันแรกของการทำงาน ฉันถึงกับปล่อยก๊ากยาวเป็น 10 นาที เมื่อเขามาถึง แล้วฉันก็… ‘ว้าววว!’ เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยนะว่า เขามีรถเทรลเลอร์สำหรับหนวดของเขา ทุกวันที่ได้เจอเขา มันโคตรฮา แต่หนวดอันแรกน่ะ สุดๆ ละนั่นล่ะเขาเลย”

เมื่อจบงาน
เดนช์: “อะไรที่พิลึกกึกกือที่สุดก็คือ เราทุกคนอยู่ด้วยกัน มันไม่เหมือนหนังเรื่องอื่น ที่ทุกคนจะมีส่วนคนละนิดคนละหน่อย”
โคลแมน: “รถไฟเหมือนห้องพักผ่อน เราจะออกมาก็ต่อเมื่อพวกเขาทำให้เราออกมา”
ไฟเฟอร์: “จอช แก็ดเป็นคนที่ฮามาก เขาเป็นคนเริ่มเลียนแบบท่าทางของเพเนโลพี ครูซ และก็เลียนแบบฆาเบียร์ บาร์เด็ม (สามีของครูซ)”
แก็ด: “มันเหมือนเข้าค่าย ทุกคนรู้สึกได้ถึงความสนุกสนาน ผมจำได้ว่าเคนเล่นทายปริศนาเชคสเพียร์กับพวกเรา แน่นอนว่าดีเร็คกับจูดีฆ่าคนอื่นตายหมด ผมรู้สึกไร้ค่าสุดๆ เพราะขณะที่พวกเขาพูดบทจากเรื่องของเชคสเพียร์กันปร๋อ ผมพูดได้แค่บทจากหนัง The Goonies แต่เคน, ดีเร็ค และจูดี ไม่มีใครรู้บทพูดของสล็อธที่ว่า ‘Sloth Love Chunks!’ เลยสักคน”
ริดลีย์: “ฉันได้หัดเล่นแบ็คแกมมอน ดีเร็คก็เล่นครอสส์เวิร์ดทุกวัน เขาเป็นเซียนครอสส์เวิร์ด”
ครูซ: “ฉันแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เล่นเกมมนุษย์หมาป่าต้องทำยังไง ฉันมีทีมในมาดริด และทีมในแอลเอ ซึ่งหัวหน้าทีมของเราคือ ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ คุณต้องขึ้นพูดเพื่อบอกว่า คุณไม่ใช่หนึ่งในพวกหมาป่าที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งออกมาฆ่าผู้คนเมื่อคืนก่อน คุณต้องโกหก, โน้มน้าวคนอื่น และปกป้องตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดที่ดีสำหรับอะไรที่เกิดขึ้นในกองถ่าย”
บอยน์ตัน: “แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งในเกมมนุษย์หมาป่าครั้งสุดท้าย ที่บ้าบอมากๆ เพราะเจเจ เอบรามส์ก็อยู่ที่นั่นด้วย จอชจัดการเผาเดซีย์ซะ…”
แก็ด: “การแหย่เดซีย์ของผมเริ่มด้วยการเผยชื่อ The Last Jedi ขณะที่เรากำลังถ่ายทำ ผมคิดว่ามันน่าสนุกดีถ้าเราจะกวนๆ เธอ ในโซเชียลมีเดียทุกคนรู้คำตอบหมดละ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะเล่นแรงไปอีกขั้นหนึ่ง ผมทำให้เธอเหมือนตกอยู่ในนรก จากนั้นมันก็กลายเป็นเกมสนุกๆ เมื่อดึงทุกคนเข้ามาร่วมด้วย เป็นเกมที่รวมทุกคนเข้าด้วยกัน ผมหวังว่าเราทุกคนคงได้มีโอกาสร่วมงานกันอีกสักงาน”
จาโคบี: “ผมคิดว่าเราควรจะทำหนังจากหนังสือทุกเรื่องของอกาธานะ”
บรานาห์: “ส่วนหนึ่งของความสนุกก็คือการได้ทำงานกับทีมนักแสดงกลุ่มใหญ่ๆ ขนาดนี้ เดรดิตของหนังก็น่าสนใจ เพราะมันมีทฤษฎีที่ว่า ฆาตกรมักเป็นชื่อที่หกในเครดิตซึ่งฟังดูเป็นไปได้ ผมกำลังคิดว่าจะป่วนเครดิต คงต้องคุยกับฝ่ายกฎหมายของฟ็อกซ์ หรือเราจะมั่วกันเองดี”

จากเรื่อง จากอมตะคลาสสิคนวนิยายสืบสวน กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์ MURDER ON THE ORIENT EXPRESS โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1244 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2560

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa/
Twitter
Pinterest

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On