จากเรื่องจริงในสนามแข่งเอฟ-วัน RUSH จัดมาเต็มสปีด

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หากจะต้องสร้างหนังที่เกี่ยวกับการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือฟอร์มูลาวันขึ้นมาสักเรื่อง โจทย์ข้อใหญ่ที่ต้องแก้ก็คือ ทำให้ผู้ชมตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปกับการแข่งขันความเร็วเหมือนที่ผู้ชมในสนามรู้สึก และผู้กำกับรางวัลออสการ์ รอน โฮเวิร์ด กับผู้กำกับภาพรางวัลออสการ์ แอนโธนี ด็อด แมนเทิล กำลังจะทำให้ความรู้สึกถึงความเร็วบังเกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสนามแข่งรถเอฟวัน แบบ Rush จัดเต็มสปีด

ring1ทางแข่งความยาว 14 ไมล์ ทอดยาวตัดเข้าไปในแนวป่า โอบล้อมเนอร์เบิร์ก ปราสาทจากยุคกลาง ซึ่งตั้งอยู่ในภูเขาไอเฟล ราวกับอยู่ในโบสถ์หลังมหึมาที่สร้างจากป่าไพนส์ นี่คือพื้นที่ที่น่าหวาดหวั่นของนอร์ดชลีเฟ ในเนอร์เบิร์กกริง กับ 160 โค้งในสนามแข่ง แจ็คกี สจวร์ท นักแข่งชื่อดังคนหนึ่ง ถึงกับขนานนามให้สนามแห่งนี้ว่าเป็น “นรกสีเขียว” ทั้งที่ชื่อจริงๆ คือ เบิร์กเวิร์ค หรือ เดอะ ไมน์ ที่โค้งขวา หักศอก ยาวเหยียด ขึ้นชื่อลือชาในความยากที่จะอัดความเร็วเต็มที่ตอนเข้าโค้ง เดอะ เบิร์กเวิร์คยังพรากเอาชีวิตของนักแข่งชาวดัทช์ คาเรล โกดิน เดอ โบฟอร์ท ไปในปี 1964 และเป็นฉากสำคัญของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักแข่งชาวออสเตรียน นิกี เลาดา จนรถกลายเป็นลูกไฟในอีก 12 ปีถัดมา

และเรื่องราวเจียนตายของเลาดา ก็คือหัวใจของ Rush ผลงานชิ้นล่าสุดของ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับจาก Apollo 13 และ A Beautiful Mind ซึ่งจะขุดค้นเข้าไปในความเป็นคู่แค้นของเลาดาและเจมส์ ฮันท์ สองนักแข่งรถสูตรหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ระหว่างการแข่งกรังด์ปรีซ์ในปี 1976 “นี่คือหนังที่มีความสุขที่ได้ทำ” โฮเวิร์ด บอก “แต่การถ่ายทำเรื่องราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และการฟื้นตัวของเลาดา โดยเฉพาะการมาตั้งกอง 2 วันในสถานที่นิกกีถูกชนจริงๆ มันเป็นเรื่องหดหู่มากๆ”

“บอกกันตามตรง อะไรๆ ก่อนหน้านั้นมันเป็นเรื่องของความสนุก แต่ทันทีที่เรามาถ่ายฉากพวกนี้ ที่ดูสมจริง แล้วเคยมีเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นจริงๆ ที่นี่… มันรู้สึกเหมือน ‘บ้าไปแล้ว… นี่มันหดหู่อะไรขนาดนี้’”

รอน โฮเวิร์ด มองไปที่ แอนโธนี ด็อด แมนเทิล ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Slumdog Millionaire ซึ่งก็ผงกศีรษะรับอย่างเคร่งขรึม “มีหายนะสุดๆ เกิดขึ้นที่สนามนี้” ด็อด แมนเทิล เสริม “มันเป็นเหมือนภาพวาดแสนโรแมนติค เป็นภาพที่เขียนโดย คาสเปอร์ เดวิด ฟรีดรีช ที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับสรวงสวรรค์ และมีบางส่วนที่ทำให้รู้สึกถึงเรื่องจิตวิญญาณ มันเป็นสถานที่ที่น่าหวาดหวั่น ถึงพวกนักแข่งจะรักการแข่งขันขนาดไหน พวกเขาก็รู้ว่า สนามนี้เล่นคุณได้ถึงตาย ความรู้สึกนี้จะเกาะกินเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะตั้งกล้องยังไง และจะถ่ายทำออกมาแบบไหน”howard-mantle

การถ่ายทำจะถูกแยกการทำงานออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนจะทำงานในระบบดิจิตอล เพื่อสร้างภาพที่มีความเกี่ยวพันกันทั้งสีและโทนของภาพ อย่างแรกที่ต้องใส่ใจก็คือ การทำงานในแบบที่โฮเวิร์ดอธิบายว่า เป็น “หนังทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญ, ตัวละครแบบหนังยุค 70, สไตล์เป็นงานอินดี้มากๆ” และต้องถ่ายให้ได้ วันละ 4-5 หน้าของบท บางครั้งก็ต้องมีการใช้สถานที่ถ่ายทำมากกว่าหนึ่งแห่ง ในยามที่ต้องไปสร้างความเป็นดราม่าให้กับหนังนอกสนามแข่ง ผ่านตัวละครหลักสองตัว เลาดา รับบทโดย แดเนียล บรูห์ล ส่วนฮันท์รับบทโดย คริส เฮมสเวิร์ธ “แล้วก็เคยมีกองถ่ายฉากแข่งรถ” โฮเวิร์ดพูด

กองถ่ายฉากแข่งรถของ Rush ทำงานกันอยู่ราวๆ 4 สัปดาห์ และเป็นตัวผลาญงบมหาศาล โฮเวิร์ดเลือกฉากแข่งรถเอาไว้มากพอสำหรับใช้งาน อย่างน้อยก็ 8 สนาม ซึ่งเก็บเอาอารมณ์ และสถานการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในฤดูแข่งปี 1976 ได้แก่ การแข่งกรังด์ปรีซ์ที่ อินเตอร์ลากโกส์, คยาลามี, โมนาโค, แบรนด์ส แฮทช์, เนอร์เบิร์กกริง, มอนซา, วัตคินส์ เกลน และฟูจี ซึ่งสถานการณ์สำคัญๆ ส่วนใหญ่ของปีนั้น เกิดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม

เลาดากำลังนำในการแข่งขันประเภทบุคคล ตอนลงแข่งเยอรมันกรังด์ปรีซ์ ที่เนอร์เบิร์กกริง สองสัปดาห์หลังชัยชนะที่เต็มไปด้วยข้อโต้แย้งของฮันท์ที่แบรนด์ส แฮทช์ นักแข่งจำนวนหนึ่งนำโดยเลาดากล่าวตำหนิ เรื่องความปลอดภัยของเนอร์เบิร์กกริง และขอให้ยกเลิกการแข่งขัน แต่นักแข่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม การแข่งขันก็ดำเนินต่อไป

จากนั้นในการแข่งรอบแรกๆ ที่เบิร์กเวิร์ค รถเฟอร์รารีของเลาดาเสียการควบคุม หมุนคว้างไปปะทะกับรั้ว ถลาเข้าไปในเนินดิน ตัวรถเกิดติดไฟ แล้วกลับเข้ามาในสนาม ไปขวางทางวิ่งของรถอีกสามคันที่วิ่งตามมา เลาดาถูกลากออกจากเปลวเพลิงโดยบรรดาเพื่อนนักแข่ง ก่อนจะนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว และที่นี่เขาเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อต่อลมหายใจให้กับชีวิตของตัวเอง ซึ่งคลิปภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น สามารถชมได้ด้วยการคลิกที่ภาพรถกำลังไฟไหม้

lauda-01s“บางครั้ง ตัวฟุตเตจที่มี ก็แทบจะเบลอ หรือสว่างจ้าจนเกินไป” ด็อด แมนเทิล พูดถึงภาพเหตุการณ์สำคัญ “คุณนึกถึง Fast & Furious นะ รถหมุนอยู่กลางถนน แล้วก็เกิดระเบิดขึ้น แต่กับฟุตเตจภาพการชนของนิกี เป็นภาพที่ถูกถ่ายโดยเด็กอายุ 8 ขวบ ด้วยกล้องซูเปอร์เอทส์ บ่อยครั้ง… ที่ภาพฟุตเตจมันไม่น่าทึ่ง ตื่นตาอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ในฐานะคนทำหนัง และนั่นก็คือตัวบอกให้เราทำอะไ เราไม่อยากให้ทุกสิ่งอยู่ในเฟรมเป๊ะๆ เพราะมันไม่ใช่ภาพในแบบนั้น แล้วมันก็อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงด้วย” พวกเขาตั้งใจที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์โดยมีที่มาจากวัตถุดิบจริงๆ ด้วยความเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวทางด้านภาพอาจจะมีการขยับขยายได้บ้าง

การชนของเลาดาถูกนำไปสร้างขึ้นใหม่ และดูดีกว่าด้วยซีจีไอ “เราแตกภาพจากซูเปอร์เอทส์ออกมา เพื่อทำความเข้าใจกับมัน” โฮเวิร์ด อธิบายการทำงาน “เราคุยกับนิกี แม้เขาจะจำอะไรได้ไม่มากนัก แล้วก็เอาซีจีไอมาช่วย เพราะเราคงไม่สามารถทำลายรถได้ในระดับนั้น ถึงเราจะพังไปจริงๆ คันหนึ่งในการถ่ายทำก็ตาม”

เพื่อเกาะติดฟุตเตจจากซูเปอร์เอทส์อย่างใกล้ชิด ทีมงานใช้คอมพิวเตอร์มาสร้างภาพการชน และพลิก ส่วนรถจริงๆ จะใช้สำหรับภาพการหมุน และลุกเป็นไฟ “คุณทำอะไรที่คุณสามารถทำได้ ตราบเท่าที่มันจะไม่ไปกินงบสร้างครึ่งหนึ่งของหนัง” ด็อด แมนเทิล พูดพร้อมเสียงหัวเราะ “แล้วคุณก็เอารถจริงๆ ไปทำอะไรต่ออะไร เริ่มด้วยการหมุน, ลากไปตามทางแข่งสักหน่อย แล้วก็เผา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันจริงๆ ได้ เราเผาซากรถ แล้วก็มีแดเนียลในชุดกันไฟ กับกล้องที่อยู่ในรถ มันน่าทึ่งมาก”

รถที่ลุกเป็นไฟ กลายเป็นภาพที่น่าทึ่งสำหรับผู้กำกับภาพ เพราะเขาเองต้องเข้าไปอยู่ในซากรถด้วย “เราอยากถ่ายอะไรบางอย่าง ผมเลยเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในรถพร้อมกับกล้อง ทำเหมือนกับว่าผมเป็นเลาดา” เขาเล่า “ผมได้รับการดูแลจากทีมสตันท์ ที่เอาผ้าห่มกันไฟมาห่อตัวผมไว้ แต่ขนตาของผมหายไปทั้งแถบ ส่วนเข่าผมก็กระตุกไม่หยุด”

rush-filming-628กับการเก็บภาพเหตุการณ์ให้ได้เต็มที่ โฮเวิร์ดขอให้กล้องสตีดีแคมเข้าไปลุยในกองไฟ เพื่อให้ได้ภาพของบรรดานักแข่งรถช่วยกันลากเลาดาหรือบรูห์ล ออกมาจากรถที่กำลังลุกไหม้ “ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานกับไฟมาแล้ว ตอนทำ Backdraft” โฮเวิร์ดเล่า “แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า ผมโคตรจะสบายใจ ทันทีที่เราถ่ายเสร็จ เพราะผมมักจะทำอะไรๆ หน้ากล้องมากกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้” และเขาก็อยากได้ภาพของสถานที่ ที่ทำให้สภาพจิตใจของนักขับพร้อมเข้าไปสู่สนามแข่ง โดยที่คนดูไม่จำเป็นจะต้องนั่งในช่องคนขับ โดยที่ไม่ต้องสัมผัสกับความเร็ว แต่เป็นการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนขับกับรถ ถนน และเครื่องจักร “นั่นคือสิ่งสำคัญ สำหรับการเก็บความรู้สึกจริงๆ ของการแข่งรถสูตรหนึ่ง” โฮเวิร์ด อธิบาย

ยังมีหนังอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีอิทธิพลอย่างมากกับ Rush เป็นหนังสารคดีที่พูดถึงเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ ผ่านภาพฟุตเตจที่เป็นภาพชีวิตจริงๆ แล้วก็เลี่ยงที่จะใช้คำพูดจากความคิด เป็นหนังที่เรียบง่าย แต่ชาญฉลาด ไม่ใช่ Senna แต่เป็น Gimme Shelter จากปี 1970 สารคดีเรื่องราวอื้อฉาว ที่เป็นตำนานของวงเดอะ โรลลิง สโตน กับการแสดงคอนเสิร์ทที่อัลทามอนท์ “ผมตัดสินใจว่า ถ้าเราทำ Rush ให้เหมือนหนังเบื้องหลังวงการร็อคแอนด์โรลล์ มันจะกลายเป็นงานที่มีสไตล์ มีพลัง เท่ เซ็กซี่ และเป็นบางสิ่งที่ต่อกันติดกับเรา โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรมากมาย” โฮเวิร์ด อธิบาย “แล้วมันจะได้ห่างๆ จากความรู้สึกแบบหนังสารคดีกีฬา ที่เต็มไปด้วยภาพการแข่งขัน”

การได้ชม Gimme Shelter อาจจะเป็นประสบการณ์ที่สับสน เพราะโทนหนังตัดกับ Rush ที่ดูเป็นงานให้พลังใจมากกว่า แต่ทั้งโฮเวิร์ด และด็อด แมนเทิล ต่างก็ชื่นชมพี่น้องเมย์เลส์ ผู้กำกับของหนัง “กับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรุนแรง กล้องจะจับอยู่ตรงนั้น และคุณก็ไม่แน่ใจเลยว่า คุณกำลังเห็นอะไร” ด็อด แมนเทิล พูดถึงฉากรุนแรงในหนัง ที่แก๊งเฮลล์ส แองเจิลส์ ซึ่งถูกจ้างมารักษาความปลอดภัย กำลังแทงไปที่ผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่ง “คุณจะได้เห็นภาษาร่างกายที่ไม่ปกดิ และชมราวกับกำลังสืบสวนเหตุการณ์นั้น พร้อมกับตั้งคำถาม ‘ที่ถูกแทงนั่น เป็นคนๆ หนึ่งใช่ไหม แล้วมันเกิดขึ้นจริงๆ เหรอ?’”

rush carขณะที่รถเฟอร์รารี ของเลาดา และแมคลาเรน ของฮันท์ ถูกนำมาใช้ถ่ายทำจริงๆ ร่วมกับรถที่อยู่ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์อีกหลายๆ คัน ทีมงานก็ยังต้องทำรถเลียนแบบเพิ่มเติมขึ้นมาอีกชุด “แล้วพวกเราก็ต้องหาทางทำให้มันออกมาดูดี” ด็อด แมนเทิล พูดขึ้นมา

กล้องสำหรับถ่ายทำที่ใช้ติดกับเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1966 ในหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ จอห์น แฟรงเกนไฮเมอร์ Grand Prix ซึ่งกลายเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับบรรดาหนังความเร็วสูงทั้งหลาย “แต่เราสร้างกล้องที่จะเคลื่อนไหวได้ เมื่อนำไปติดอยู่กับรถ” ด็อด แมนเทิล อวด “ซึ่งเป็นความท้าทายโคตรๆ” แต่กับผลลัพธ์ที่ออกมา กลับเป็นการกวนกล้องที่ติดอยู่กับแขนจับตัวอื่นๆ ด็อด แมนเทิล และโฮเวิร์ด ต้องหันไปใช้กล้อง อินดีแคมส์ ที่พวกเขาไม่เคยใช้งานกันมาก่อน “มันตัวเล็กๆ แล้วก็ด้อยกว่าในเรื่องของการรับแสง รวมไปถึงศักยภาพในการทำงาน แต่คุณสามารถใช้มันด้วยวิธีการแปลกๆ ที่น่าสนใจ” เขาเสริม “แล้วรอนกับผม ตกลงกันว่าเราจะไม่ใช่กล้องพวกนี้จับภาพธรรมดา ทำในสิ่งที่กล้องมันสามารถทำได้ แล้วมันจะทำให้คนดูจมดิ่งเข้าไปในชิ้นส่วนของเหล็ก ความแหลมคมที่แทบจะอยู่ตรงหน้า มันช่วยเติมความนุ่มนวลให้กับภาพซึ่งช่วยเราได้มากตอนทำโพสท์-โพรดัคชัน มันทำให้ภาพออกมาเป็นแอบสแตรคท์ มากขึ้น”

ด็อด แมนเทิล จะเข้าไปในรถซูบารุ มีที่ปรับโฟกัส แล้วก็จอมอนิเตอร์ ขับไปท่ามกลางรถคันอื่นๆ ด้วยความเร็วสูง “ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานในสนาม กับการเคลื่อนที่ด้วยแรงเฉื่อย ผมพยายามเคลื่อนกล้องไปมา  ซึ่งทำให้ได้ภาพที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน” เขาย้ำ “เป็นภาพที่เหมือนกับลื่นไถล”

rush-camera“แฟรงเกนไฮเมอร์ พยายามถ่ายฉากขับรถด้วยกล้องมหัศจรรย์ จัดการด้วยแผงควบคุมคู่ แต่กับกล้องตัวนี้ จากที่ผูกติดอยู่ ทันใดนั้นมันก็เริ่มเหวี่ยงไปอีกด้าน เป็นเรื่องเสี่ยงที่จะทำ แต่มันก็ใช้งานได้ดี เป็นสิ่งที่พวกเราทำขึ้นมา โดยที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

โฮเวิร์ดกับผู้กำกับภาพคู่ใจ ยอมรับว่าพวกเขาต้องเสี่ยงขนาดนี้ เมื่องบสร้างไม่สามารถทำให้พวกเขามีเวลาถ่ายทำอย่างเต็มที่ในทุกช็อต คนทำหนังต้องให้การสนับสนุนผู้อำนวยการสร้างของเขาด้วยเหมือนกัน ทิม บีเวน และเอริค เฟลล์เนอร์ จากเวิร์คกิง ไทเทิล มาจับโปรเจ็คท์นี้หลังจากเคยให้ไฟเขียวกับหนังสารคดีรางวัลบาฟต้าปี 2010 Senna ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ฟุตเตจจริงๆ จากการแข่งรถ

“ผมปรี่มาหา Rush ก่อนจะรู้ว่า Senna ไปได้สวย และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างที่เห็น” โฮเวิร์ด เผย “แต่ผมคิดว่า Senna กับหนังสารคดีเรื่อง TT (หนังสารคดีในปี 2011 เรื่อง TT3D: Closer to the Isle Of Men ซึ่งเป็นเรื่องการแข่งในรายการ ไอเซิล ออฟ แมน) ต่างก็ทำออกมาได้เยี่ยม กับ Senna พวกเขาใช้แค่เพียงภาพฟุตเตจ แล้วในหลายๆ ครั้ง ภาพที่น่าสนใจที่สุดก็คือภาพที่มีอะไรมาบัง หรือหลุดโฟกัส”

นอกจากจะใช้ฟุตเตจจากเหตุการณ์จริง มาวางแผนสร้างภาพในแบบของตัวเองขึ้นมา โฮเวิร์ดยังใช้ภาพฟุตเตจจากเหตุการณ์จริงๆ ที่หาดูได้ยากกับ Rush ด้วย “บางครั้งเราก็ใช้แบบเต็มๆ ช็อตไปเลย” เขากล่าวยอมรับ “และบางครั้งมันก็เป็นแบบที่เห็นในหนัง Forrest Gump แต่แทนที่เราจะเอาทอม แฮงค์สไปยืนคู่กับริชาร์ด นิกซัน เราก็เอารถของเราเข้าไปใส่ในภาพแทน ซึ่งทำให้มีบรรยากาศแบบการแข่งเอฟวันในยุคนั้น และทำให้เราเก็บได้ทั้งมุมมองของภาพ และขนาดของเหตุการณ์ ท้ายที่สุดเราก็ใช้การขับจริงๆ มากกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้เหมือนกัน”

RUSHแดเนียล บรูห์ล ก็เหมือนๆ กับเฮมสเวิร์ธที่ต้องหัดขับรถอยู่นาน ในช่วงแรกๆ ของการขับทดสอบ เขาเคยเอารถไม่อยู่ที่สนามลองครอสส์ ในเซอร์รีย์ แหล่งถ่ายทำหลักสำหรับฉากแข่งรถใน Rush ยางรถระเบิด และไม่ใช่แค่บรูห์ลที่อยู่ในอันตราย คนรอบๆ ข้างก็ไม่ต่างกัน “ถ้ายางกระเด็นไปโดนใครเข้าละก็ ถึงกับเจ็บหนักกันเลย” โฮเวิร์ด เล่า และก็ทำให้หลายๆ คนนึกถึงภาพจากการแข่งขันเยอรมัน กรังด์ปรีซ์ในปีนี้ ที่ล้อรถมาร์ค เวบเบอร์ กลิ้งไปบนหลังของตากล้องที่นอนหมอบอยู่

บรูห์ลไปเรียนจนจบคอร์สนักแข่งรถสูตรสามที่สเปน ระหว่างหนังอยู่ในช่วงเตรียมงาน แต่ในช่วงเวลานั้น โชคชะตาของเขาไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองอีกแล้ว “ผมคุมอะไรไม่ได้เลย” เขาย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญ “แล้วก็มีช่วงเวลาสัก 3-4 วินาที ที่ผมคิดว่า ‘โอ… ไม่… ตายละ นี่มันเรื่องจริง ผมจะไม่ไปเล่นหนังเรื่องนี้’ แต่หลังจากนั้น มันก็กลายเป็นเรื่องตลก ผมมองเป็นลางดี คิดไปว่า ‘เออ…ผมก็ถูกชนด้วย เพราะงั้นตอนนี้ ผมกลายเป็นนิกีแล้ว’”

บรรดารถเลียนแบบรถเอฟวัน จะเหยียบได้แค่ราวๆ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง และจะถูกถ่ายทำด้วยความเร็วในระดับนั้น “ผมเข้าใจว่า เราคงต้องทำซีจีกันมากกว่าเดิม” โฮเวิร์ด เผย “ในตอนแรกๆ ผมไม่กังวลอะไรเกี่ยวกับการออกแบบด้านภาพเลย เพราะผมคาดว่า ฉากที่เกือบๆ เสียคงเป็นฉากรถจริงๆ ที่ถ่ายกันบนถนน จากนั้นซีจีไอก็จะมาช่วย แต่พอเริ่มถ่ายรถจริงๆ กับนักขับจริงๆ พวกเขาเจ๋งมาก เราเลยถ่ายพวกเขาด้วยความเร็วเท่านั้น”

rush behind the sceneการถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล ทำให้โฮเวิร์ดทำงานกับความเร็วของภาพที่หลากหลายมากขึ้น “มันเคยถึงขั้นที่ว่า คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะเอาความเร็วของภาพแค่ไหน จาก 24 เฟรม ไป 18 ไป 12 จนมาถึง 6 เฟรม แต่คุณไม่สามารถทำ 17 เฟรมได้ อย่างน้อยก็ในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ” เขาอธิบาย “แต่เราจะใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นนิดหนึ่งแบบทันทีทันใด ก่อนจะผ่อนลงเป็นสปีดปกติ ขณะที่วัตถุเข้าใกล้กล้องมากขึ้น เราเลยสามารถขยายความยาวของการถ่ายทำในช็อตนั้นๆ ได้”

ที่ไม่น่าเชื่อ จนฟังดูตลกก็คือ ประสบการณ์ตอนทำหนังมวยกับรัสเซลล์ โครว์ ถูกนำมาใช้กับการถ่ายทำฉากบนถนนของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี “ใน Cinderella Man เรามี 2-3 สถานการณ์ที่ต้องขยายฉากชกไปที่ขากรรไกร เราถ่ายมันแค่เฟรม หรือ 2 เฟรม จากนั้นก็ทำให้เพี้ยนไปจากเดิมจนไกล” เขาพูดถึงฉากที่กำปั้นตั้นเข้าไปที่หน้า ซึ่งเป็นภาพสโลโมชั่น “มาตอนนี้ เราก็ทำอะไรคล้ายๆ ในตอนนั้น แต่เป็นกับรถ”

ด็อด แมนเทิล แสดงท่าทางยอมรับ ก่อนจะพูดขึ้น “แม้แต่คนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการแข่งรถ เราพยายามแสดงให้เห็นว่ามันจะเป็นยังไง หากอยู่ในรถที่วิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้น คุณจะไม่ได้เห็นตัวละครหรือโค้ง คุณจะเห็นแค่เสาข้างทางที่จะบอกคุณว่าคุณกำลังเข้าโค้งด้วยความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมง”

ไม่เห็น แต่รู้สึก Rush จัดเต็มสปีดจริงๆ

จากเรื่อง หนังจากเรื่องจริงในสนามแข่งเอฟ-วันRUSH จัดเต็มสปีด แปลและเรียบเรียงโดยโดย ฉัตรเกล้า นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1144 วันที่ 16 กันยายน 2556


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On