ชีวิตของห้าศิลปิน ที่กลายเป็นที่รู้จักอีกครั้งจากหนังห้าเรื่อง

SHARE THIS
  • 137
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    137
    Shares

ความเชื่อมโยงกันของหนังและเพลง สามารถย้อนไปไกลได้ตั้งแต่ภาพยนตร์ยังเป็นเด็กแบเบาะ เมื่อต้องใช้บริการนักเปียโนหรือมือออร์แกนมาบรรเลงสดๆ ประกอบการฉายในยุคหนังเงียบ ก่อนที่อีกหนึ่งศตวรรษต่อมา ภาพยนตร์จะตอบแทนเสียงดนตรีด้วยการนำเพลงมาใช้ในหนัง ทำให้หลายๆ เพลงกลายเป็นเพลงฮิต ศิลปินบางคนเป็นที่รู้จัก และจูดี เบอร์แมน แห่ง pitchfork จะมาเล่าให้ฟังว่า มีศิลปินคนไหนและเพลงอะไรบ้าง ที่ได้ภาพยนตร์เป็นผู้ช่วยชีวิต

 

ปีเตอร์ ซาร์สเต็ดท์ จาก The Darjeeling Limited + Hotel Chevalier: ศิลปินโฟล์คชาวอังกฤษผู้จากไปรายนี้ เป็นที่รู้จักในช่วงสั้นๆ ของปี 1969 เมื่อซิงเกิล “Where Do You Go To (My Lovely)?” ของเขาขึ้นอันดับ 1 ชาร์ทเพลงป็อปของอังกฤษ แต่หนุ่ม-สาวชาวอเมริกันรู้จักซาร์สเต็ดท์เป็นครั้งแรกก็เพราะเวส แอนเดอร์สันกับที่ปรึกษาทางด้านดนตรีของเขา แรนดอลล์ โพสเตอร์ ที่เอาเพลงนี้มาใส่ใน Hotel Chevalier หนังสั้นนำเข้าสู่หนัง The Darjeeling Limited เมื่อปี 2007 ของแอนเดอร์สัน แจ็ค – ตัวละครของเจสัน ชวาร์ทซแมน เปิดเพลงนี้จากไอพ็อดก่อนจะต้อนรับอดีตแฟนสาว (นาทาลี พอร์ทแมน) เข้าสู่ห้องสวีทในโรงแรมปารีสอันแสนโอ่อ่า เพลง “Where Do You Go To (My Lovely)?” ยังปรากฏอีกหนในตอนจบของหนังความยาว 13 นาทีเรื่องนี้ ด้วยการเป็นเพลงประกอบฉากสโลว์-โมชัันสุดสวย ที่คู่รักเดินออกไปที่ระเบียง ที่มองเห็นเมืองทั้งเมือง

Hotel Chevalier ทำให้ศิลปินที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว และกว่าจะลาวงการก็ปี 2010 เป็นที่รู้จักมากขึ้น และคลิปจากหนังก็ถูกใช้เป็นมิวสิค วิดีโอให้เพลงฮิตเพลงนี้ของซาร์สเต็ดท์ การกลับมาสมานฉันท์กันอีกของคู่รักที่ความสัมพันธ์แตกร้าว สะท้อนออกมาให้เห็นในเพลงนี้ เช่นเดียวกับความนุ่มนวลและการประชดประชันภาพความสวยงามของผู้คนในสังคมยุโรป หนังสั้นเรื่องนี้ยังเข้ากันได้อย่างดีกับเสียงแอคคอร์เดียนในเพลง ยิ่งไปกว่านั้นชวาร์ทซ์แมนยังไว้หนวดเหมือนที่ซาร์สเต็ดท์ไว้อีกต่างหาก ขณะที่เนื้อร้องที่กล่าวถึง บัลแมง, ปิคาสโซ, the Rolling Stones, อกา ขาน และอีกหลายๆ คน ก็ทำให้สไตล์ที่จัดเต็ม พูดถึงอะไรมากมายของแอนเดอร์สัน มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่พอตัดเข้าสู่เรื่อง The Darjeeling เพลงนี้อาจไม่ค่อยลงตัวกับหนังนัก กับการที่แจ็คเปิดฟังอีกหนบนรถไฟที่แล่นผ่านอินเดีย ซึ่งบรรยากาศไม่เข้ากับเพลงเลย

แค็ธ บลูม จาก Before Sunrise: นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นงานโรแมนติคไตรภาค ‘Before’ ของริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ หนังเรื่องนี้ยังดึงศิลปินมากพรสวรรค์กลับมาจากการเกษียณได้อีกคน จากฉากแวะเข้าไปในร้านแผ่นเสียง ก่อนการเริ่มต้นสนทนาอย่างจริงจัง, ยาวนาน ในค่ำคืนที่ไม่รู้จักหลับจักนอน ซีลีน (ที่เล่นโดย จูลี เดลพี) เลือกแผ่นเสียงของแค็ธ บลูม ศิลปินโฟล์คจากคอนเน็คติกัต ตอนปลายยุค 70 – ต้นยุค 80 มาเปิด กล้องจับไปที่ซีลีนและเจสซี เพื่อนใหม่ของเธอ (รับบทโดยอีธาน ฮอว์ค) ที่จ้องหน้ากันอยู่หลายนาที ขณะที่เสียงเพลง “Come Here” ดังอยู่ในบูธและดึงความสนใจของผู้ชม จากการการจับจ้องกันและกันด้วยความกระวนกระวายของทั้งคู่ โดยเนื้อร้องก็เต็มไปด้วยการบอกเล่าถึงแรงปรารถนาอย่าง “No, I’m not impossible to touch/I have never wanted you so much.”

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2012 บลูมเล่าตอนที่เธอถูกขอเพลงไปใช้ในหนัง Before Sunrise ว่า “มันเป็นปี 1994 ฉันใช้ชีวิตในรถเทรลเลอร์ อยู่ท่ามกลางสวนส้มในฟลอริดา กับลูกที่ยังเล็ก 2 คน เวลาสำหรับฉันที่จะบินไปไหนๆ และทำอะไรต่างๆ คงไม่น่าจะมาถึงอีกแล้วในตอนนั้น” เธอกลับมาทำงานเพลงและขึ้นแสดงอีกครั้งนับตั้งแต่นั้น และเครดิตการทำอัลบัมของเธอก็เพิ่มเป็น 19 ชุด ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2009 บรรดาศิลปินโฟล์คและศิลปินอินดีรุ่นใหม่ๆ อย่าง เดเวนดรา แบนฮาร์ท, บิลล์ คัลลาแฮน และสเคาท์ ไนเบล็ทท์ ก็ร่วมกันแสดงการยกย่องผลงานของเธอด้วยการทำอัลบัม Loving Takes This Course: A Tribute to the Songs of Kath Bloom ออกมา

เดฟ แวน รองค์ จาก Inside Llewyn Davis: หนึ่งในเรื่องเสียดสีของหนังเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยการประสบความสำเร็จในการอดกลั้นของศิลปินที่ล้มเหลวก็คือ ทำให้เดฟ แวน รองค์ ศิลปินโฟล์คแถบกรีนนิช วิลเลจ มีชื่อเสียงมากกว่าที่เคยเป็นหลังเสียชีวิตไปแล้วร่วมทศวรรษก่อนหนังเปิดตัวในปี 2013 พี่น้องโคเอ็นยังนำบางส่วนจากหนังสือของเขา The Mayor of MacDougal Street มาใส่ในหนัง ที่เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1961 ก่อนบ็อบ ดีแลนจะพาดนตรีโฟล์คย่านเมืองไปให้ทั่วประเทศรู้จัก หนังเกาะติดชีวิตลีลไวน์ เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) นักร้อง-นักแต่งเพลงมากพรสวรรค์แต่ขาดเฉลียว และบุคลิกที่มีก็ทำลายเส้นทางสู่ชื่อเสียงของตัวเอง และชื่อก็มาจาก Inside Dave Van Ronk อัลบัมของแวน ร็องค์ ในปี 1963 ซึ่งแฟนตาซี เรคอร์ดส์เอามาออกใหม่ตอนหนังออกฉาย ส่วนเพลงสำคัญๆ ของเขาก็ได้อยู่ในหนัง โดยเฉพาะเพลงเศร้าๆ ที่น่าจดจำ “Hang Me, Oh Hang Me” ซึ่งตัวละครของไอแซ็คเล่นต่อหน้าผู้ชมที่ตั้งใจฟังอย่างจริงจังที่แกสไลท์ คาเฟ ในฉากเปิด รวมถึง “Green, Green Rocky Road” ในเครดิทท้ายเรื่อง

เอมมี มานน์ จาก Magnolia: อาจจะฟังเพี้ยนๆ แต่มันคือเรื่องจริงที่ ชีวิตการทำงานของมานน์เต็มไปด้วยปัญหาก่อนที่เพลงของเธอจะไปอยู่ในหนังเรื่องนี้ งานดรามารวมดาว เรื่องราวอย่างกับบทกวีที่แสนคมคายของพอล โธมัส แอนเดอร์สัน เพื่อนของเธอ ถึงจะมีงานเดี่ยวสองชุดที่ประสบความสำเร็จ อดีตนักร้องนำวง ‘Til Tuesday ก็พบว่า เธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากค่ายเพลง หลังส่งเพลงที่เป็นอัลบัม Bachelor No. 2 ในปี 2000 ให้ต้นสังกัด แต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่มีซิงเกิลที่แข็งแรง

ขณะที่ตัวเพลงอยู่ในสภาพถูกลืม หนัง Magnolia เปิดตัวตอนสิ้นปี 1999 โดยมีเพลงของมานน์ 8 เพลงเป็นซาวนด์แทร็ค และมีศูนย์กลางอยู่ที่การประกอบภาพชีวิตของตัวละครที่น่าสังเวชเข้ากับเพลง “Wise Up” ของเธอ มานน์เข้าชิงออสการ์จากเพลง “Save Me” ที่เล่นคลอในฉากสุดท้ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ผู้ลงคะแนนของออสการ์มอบคะแนนให้เพลงรักจากแอนิเมชัน Tarzan “You’ll Be in My Heart” ของฟิล คอลลินส์ แอนเดอร์สันช่วยให้มานน์พบคนฟังกลุ่มใหม่สำหรับงานของเธอ ที่บอกเล่าเรื่องราวหวานอมขมกลืนของชีวิต, การพยายามดึงตัวเองกลับมา และปรัชญาชีวิตที่แหลมคม มานน์ซื้อมาสเตอร์กลับคืน แล้วทำเป็นอัลบัม Bachelor No. 2 วางขายเองตอนต้นปี 2000 แปดปีต่อมางานชุดนี้ขายได้เกือบๆ สองแสนห้าหมื่นก็อปปี แต่ผู้กำกับยังเป็นหนี้เธอ “Magnolia มาจากเพลงของมานน์ ผมฟังเพลงของเธอแล้วก็เริ่มเขียนบท” แอนเดอร์สันเผยในปี 2000 “ผมคิดว่าโทนเรื่องที่เธอสร้างขึ้นมันสวยงามมากๆ ผมเลยคิดว่า น่าจะใช้มันเป็นที่มาของเรื่อง หรือเป็นแรงบันดาลใจของหนัง”

เอ็ดวิน คอลลินส์ จาก Empire Records: ตอนแต่งเพลง “A Girl Like You” คอลลินส์คงไม่คิดว่า มันจะเป็นเพลงประกอบฉากพนักงานขายวัยรุ่น (เล่นโดย เรเน เซลล์วีเกอร์) ทำอะไรกับชายวัยกลางคนแบบทอม โจนส์ (รับบทโดย แม็กซ์เวลล์ คอลฟิลด์) ในห้องหลังร้านแผ่นเสียง ที่ไปๆ มาๆ เขาเป็นคนที่เพื่อนซี้ของเธอ (ลิฟ ไทเลอร์) ปิ๊งมานาน แต่มันเข้ากับฉากนี้ได้อย่างดี กับการเป็นเพลงบัลลาดย้อนยุคแบบประหลาดๆ ว่าด้วยความลุ่มหลง มีนัยของการทุ่มเทและสูญเสียการควบคุม เสียงบาริโทนของคอลลินส์ ช่วยให้เพลงมีอารมณ์แบบเสียงร้องจากนักร้องคาบาเรท์ ขณะที่เขาร้องว่า “You made me acknowledge the devil in me/I hope to God I’m talkin’ metaphorically.”

เพลงนี้อยู่ในอัลบัม Gorgeous George เมื่อปี 1994 ของอดีตนักร้องนำวง Orange Juice และเป็นเพลงฮิตในอเมริกาเพลงเดียวของเขา เมื่อเป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง Empire Records ในปีถัดมา แม้หนังจะคว่ำ แต่ “A Girl Like You” กับ “Til I Hear It From You” ของ Gin Blossoms ก็ส่งอัลบัมซาวนด์แทร็คขึ้นชาร์ทบิลล์บอร์ดได้ นำไปสู่การแสดงและการเป็นที่รู้จักในกลุ่มคอหนังอเมริกัน ของคอลลินส์ แม้อีกสองทศวรรษต่อมาเขายังคงไม่ใช่ชื่อสามัญประจำบ้านของแฟนเพลงอเมริกัน แต่ใครก็ตามในวัยสามสิบยังแจ๋ว ที่ถวิลหาอดีตด้วยการดูหนังเรื่องนี้ ยังคงมีเพลงของเขาเป็นเพลงจำ และเมื่อไม่กี่ปีผ่านมา the Black Keys ก็เอา “A Girl Like You” มาคัฟเวอร์

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง ชีวิตของศิลปิน ที่กลายเป็นที่รู้จักจากหนังห้าเรื่อง คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 16-18 เมษายน 2562

 


SHARE THIS
  • 137
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    137
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On