Movie ReviewREVIEW

ดูมาแล้ว: AIR เรื่องเล่าเมื่อคราวไนกีเอาชนะคู่แข่งสำคัญ ในวันที่เป็นแจ็ค

ปลายมีนาคมที่ผ่านมา (2567) มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในวงการกีฬา ที่โดยปกติแล้วไม่น่าจะเป็นข่าวระดับเบรกกิ้ง นิวส์ (Breaking News) ไปทั่วโลก เมื่อทีมฟุตบอลชาติหนึ่งเปลี่ยนผู้สนับสนุนกีฬา แต่เพราะเป็นทีมชาติเยอรมนี ที่เปลี่ยนการใช้งานแบรนด์ซึ่งไม่ต่างจาก “สัญลักษณ์” ของชาติ อดิดาส (Adidas) ที่อยู่คู่กันมานานกว่า 7 ทศวรรษ ไปเป็นผู้ผลิตเครื่องกีฬาจากสหรัฐอเมริกา ไนกี (Nike)

เรื่องเลยตกเป็นข่าวแตกที่ไม่ใช่แค่เฉพาะบนสื่อกีฬา แต่เป็นข่าวใหญ่ในโลกธุรกิจ เพราะนี่คือการลูบคมคู่แข่งคนสำคัญถึงในบ้าน ยิ่งกว่าครั้งที่ไนกีฉกทีมฟุตบอลฝรั่งเศสที่ใช้อดิดาสมายาวนาน (และเคยเป็นสำนักงานใหญ่ของอดิดาสในช่วงหนึ่ง) ได้สำเร็จ และแน่นอนยิ่งกว่าตอนไนกียึดอัมโบร (Umbro) แบรนด์พื้นบ้านของอังกฤษผู้สนับสนุนทีมชาติสิงโตคำรามที่กำลังย่ำแย่ ก่อนจะคว้าสิทธิ์ที่เคยเป็นของอัมโบรมาครอง แล้วปล่อยขายบริษัทไม่นานหลังจากนั้น

และแน่นอนเป็นการเซ็นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งของวงการกีฬา

จะว่าไปแล้ว เรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นการเซ็นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์อะไรแบบนี้ของวงการกีฬา มีเกิดขึ้นให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง โดยรายละเอียดของเหตุการณ์ก็มีทั้งที่เหมือนหรือแตกต่างไปจากกับที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อเดือนมีนาฯ ที่ผ่านมา

หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ การเซ็นสัญญาของไนกีกับนักบาสเก็ตบอลที่เพิ่งถูกคัดตัวเข้ามาเล่นในระดับอาชีพของสหรัฐอเมริกา หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ติดปากว่า เอ็นบีเอ (NBA) และต่อมานักกีฬาคนที่ว่า กลายเป็น “ตำนาน” ทั้งในวงการบาสเก็ตบอลสหรัฐอเมริกาและของโลก เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในวงการบาสเก็ตบอลและวงการกีฬา ไนกีเองยังแตกหน่อ ต่อยอดการเซ็นสัญญาครั้งนี้ไปสู่การเปิดแบรนด์เครื่องกีฬาอีกยี่ห้อที่ชื่อว่า แอร์ จอร์แดน (Air Jordan)

ใช่แล้ว… นักบาสเก็ตบอลคนที่ว่าก็คือ ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan)

เรื่องราวในการเซ็นสัญญาครั้งนั้น ถูกนำมาเล่าเป็นภาพยนตร์เรื่อง ‘Air’ ที่กำกับและร่วมแสดงโดย เบน อัฟเฟล็ค (Ben Affleck) มีนักแสดงนำเป็นเพื่อนซี้ของอัฟเฟล็ค – แม็ตต์ เดมอน (Matt Damon) แล้วก็ได้นักแสดงฝีมือดีร่วมทีมอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ไวโอลา เดวิส (Viola Davis) , เจสัน เบตแมน (Jason Bateman), มาร์ลอน เวแยนส์ (Marlon Wayans), คริส เมสซินา (Chris Messina) หรือว่า คริส ทักเกอร์ (Chris Tucker) ซึ่งในเรื่องจะแสดงให้เห็นว่า เพราะอะไร? ทำไม? แผนกบาสเก็ตบอลของไนกี ที่ยอดขายย่ำแย่มีส่วนแบ่งการตลาดแค่ 17% จนมีแววจะถูกปิด ไม่ใช่แบรนด์โปรดของจอร์แดน (ที่ดูรักอดิดาสมากกว่า) ถึงได้ตัวนักบาสเก็ตบอลดาวรุ่ง (ในตอนนั้น) มาอยู่ในมือ

หนังเขียนบทโดย อเล็ก คอนเวรี (Alex Convery) ที่ไม่เคยมีเครดิตเขียนบทภาพยนตร์มาก่อนทั้งจอใหญ่-จอเล็ก ทั้งซีรีส์หรือว่าภาพยนตร์ เริ่มต้นด้วยการแสดงให้เห็นสถานภาพที่ง่อนแง่นเต็มทีของแผนกบาสเก็ตบอลไนกี ที่ต้องการผู้เล่นซึ่งเพิ่งถูกเลือกตัวมาเล่นระดับอาชีพ 2-3 รายมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างยิ่งยวด และจากสถานการณ์ที่เป็นไป พวกเขาไม่น่าจะได้นักกีฬาระดับแม่เหล็กมาอยู่ในมือ แล้วแผนกก็คงถูกปิดอย่างที่คาดกัน แต่เมื่อซันนี แว็คคาโร (Sonny Vaccaro-แม็ตต์ เดมอน) แมวมองนักบาสฯ พรสวรรค์ของบริษัท บังเอิญเปิดดูวิดีโอเทปการเล่นของไมเคิล จอร์แดนคู่ไปกับโฆษณาไม้เทนนิสเฮด (Head) ของอาร์เธอร์ แอช (Arthur Ashe) เขาเกิดเห็นอะไรบางอย่างในตัวจอร์แดน และตัดสินใจเลือกนักบาสรายนี้ ทั้งที่ผู้บริหารในแผนกบาสเก็ตบอลกาชื่อจอร์แดนทิ้งตั้งแต่ปรากฏบนกระดาน เพราะดูจะปักใจกับอดิดาส แถมแบรนด์กีฬาตราใบไม้-สามแถบ ยังมอบรถเมอร์เซเดส เบนซ์ 380เอสแอล (Mercedes Benz 380SL) ตามที่เขาต้องการได้อีกด้วย

ซันนีสู้อย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่ขอให้ฟิล ไนต์ (Phil Knight-เบน อัฟเฟล็ค) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารไนกีเห็นด้วยกับความคิดเขา ต่อด้วยตัวแทนของจอร์แดนเพื่อเปิดโอกาสให้ไนกีได้คุยกับนักกีฬาที่ตัวเองดูแล และที่สำคัญที่สุดพ่อกับแม่ของจอร์แดน โดยเฉพาะเดโลริส (Deloris-ไวโอลา เดวิส) ที่เป็นคนตัดสินใจเรื่องธุรกิจของลูก ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางเอาชนะคู่แข่ง อย่าง คอนเวิร์ส (Converse) ที่มีนักบาสระดับซูเปอร์สตาร์หลายรายในมือ และแน่นอน อดิดาส

เรื่องเดินหน้าไปแบบเรียบง่าย ไม่มีชั้นเชิงเล่าเรื่องที่หวือหวา หรือสับขาหลอกใด ๆ แถมยังเป็นเรื่องราวที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าจะลงเอยกันตรงไหน แต่ด้วยจังหวะในการเล่าเรื่องที่ลงตัว กระชับ การแสดงที่เพลินตา ซึ่งเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่า แม็ตต์ เดมอน เป็นนักแสดงขายฝีมืออีกคนของวงการ ถ้าเรื่อง-บทเปิดโอกาสให้ ขณะที่เบนเพื่อนซี้ก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อขยับเป็นรุ่นใหญ่ในวงการ นักแสดงรายรอบอย่าง เจสัน เบตแมน, ไวโอลา เดวิส, คริส ทักเกอร์ หรือมาร์ลอน เวแยนส์ ที่ปรากฏตัวไม่กี่ฉาก ต่างก็ทำได้เยี่ยม และไม่ต้องพูดถึง ไวโอลา เดวิส ที่กระทั่งในหนังแย่ ๆ เธอยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดบนจอเสมอ น่าผิดหวังอยู่บ้างที่ไม่มีไมเคิล จอร์แดน หรือตัวละครรายนี้ปรากฏให้เห็นหน้าเห็นตาเลย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชมไม่ “รู้สึก” ถึงเขาในหนังเรื่องนี้

การใช้เพลงประกอบที่ขนงานจากยุค 80 มา ก็ใช้ได้ถูกที่ ถูกเวลา ไม่่ว่าจะเป็น “Money for Nothing” (Dire Straits-ไดร์ สเตรตส์) ในฉากเปิดเรื่อง หรือ “Time After Time” (Cyndi Lauper-ซินดี ลอเพอร์) กับช่วงเวลาแห่งการรอคอยการตัดสินใจของครอบครัวจอร์แดน “My Adidas” (Run DMC-รัน ดีเอ็มซี) ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอดิดาส ว่าไม่ได้เป็นหัวแถวเฉพาะในโลกกีฬา และ “Born in the U.S.A.” (Bruce Springsteen-บรูซ สปริงสทีน)

ถึงการที่หนังจับแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มาแปะเข้ากับหลักการของบริษัทไนกี ที่โชว์หราอยู่บนฝาห้องทำงานของฟิล ไนต์ อาจทำให้รู้สึกราวกับกำลังดูหนังโปรโมตไนกีกลาย ๆ แต่ท้ายที่สุด ‘Air’ ก็คืองานที่ดูเพลิน ลื่นไหล สนุก เปิด “หัวใจ” สำคัญของการต่อสู้กันในโลกธุรกิจกีฬาให้ผู้ชมรับรู้ เช่น ความสำเร็จของแบรนด์อยู่ที่การทำให้สินค้าเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และอยู่ในโลกของแฟชัน หลายสิ่งหลายอย่างยังนำมาใช้เป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตได้ เมื่อผู้คนคิดและทำแตกต่างจากเดิม เพราะสถานภาพตัวเองแตกต่างไป ซึ่งเห็นได้จาก ร็อบ สตราสเซอร์ (Rob Strasser-เจสัน เบตแมน) ผู้บริหารไนกี ที่มีครอบครัวต้องรับผิดชอบ หรือฟิล ไนต์ ที่ขนาดของบริษัทวันนี้เติบใหญ่กว่าที่เคยเป็น มีคณะกรรมการ มีเรื่องของหุ้นส่วน จนไม่อยากเสี่ยง หรืออาจหลงลืมไปว่า สิ่งที่ทำให้ตัวเองเป็นและมาอยู่ในจุดนี้คืออะไร

อย่างที่รู้กัน ไนกีชนะคอนเวิร์ส (ที่ตอนหลังโดนไนกีเทกโอเวอร์) เมื่อฝ่ายหลังให้ข้อเสนอที่ต่ำกว่า ชนะอดิดาสที่ยื่นข้อเสนอเท่ากันแต่พ่วงเมอร์เซเดส เบนซ์ ซึ่งปัจจัยสำคัญก็คือ การกลับไปสู่รากเหง้าเดิมของตัวเอง เล่นไปตามหลักการซึ่งโชว์หราอยู่ในห้องของไนต์ ไม่ว่าจะเป็นยอมรับว่าธุรกิจย่อมมีการเปลี่ยนแปลง-การปรับตัว, ทำงานในเชิงรุกตลอดเวลา, “กล้า” ที่จะแหกกฏ เพราะผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่กระบวนการที่ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ, อย่าคิดเอาเอง ต้องทำให้ทุกคน “ทำตาม” สัญญา ผลักดันตัวเองและคนรอบข้าง สร้างความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้น, อยู่กับสิ่งที่มี, งานยังไม่จบจนกว่ามันจะเสร็จ, รู้จักตัวเองเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ อย่าทำอะไรเกินตัว, เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้สวยงาม และหากสิ่งที่ทำถูกต้อง เงินทองจะได้มาแทบจะโดยอัตโนมัติ

หลักการของไนกีแทบทุกข้อถูกนำเสนอควบคู่กับกระบวนการเซ็นสัญญากับจอร์แดน ที่เป็นการต่อสู้ทางธุรกิจกับคู่แข่งไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็เสริมความจริงใจของแว็คคาโร ที่ให้ความสำคัญกับนักกีฬา โดยไม่มองแค่เป็นพรีเซนเตอร์ขายสินค้า เพราะ “รองเท้าก็เป็นแค่รองเท้า จนกระทั่งมี ‘ใครบางคน’ สวมมัน”

จนไนกีได้ไมเคิล จอร์แดน มาอยู่ในมือจนถึงทุกวันนี้

และกับการเซ็นสัญญากับสมาคมฟุตบอลเยอรมนี ที่เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างอดิดาส ต่อให้ถูกมองว่าเพราะข้อเสนอมูลค่าที่มากกว่าถึง 2 เท่าต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ แต่หากลองคิดกัน เอาแค่ผิวเผินก็ได้ จะเห็นว่าเป็นอีกครั้งที่หลักการของไนกี “ทำงาน” ในการต่อสู้ครั้งนี้ แตกต่างแค่ไนกีในปัจจุบัน ไม่ใช่คู่แข่งตัวเล็กตัวน้อยของอดิดาส หากเป็นยักษ์ใหญ่ ที่ไซส์และพลังไม่ใช่แค่เทียบเท่า แต่อาจจะเข้าข่ายมากกว่าไปแล้วด้วยซ้ำ

ข้อมูลภาพยนตร์- ผู้กำกับ: เบน อัฟเฟล็ค ผู้เขียนบท: อเล็กซ์ คอนเวรี นักแสดง: แม็ตต์ เดมอน, เบน อัฟเฟล็ค, เจสัน เบตแมน, มาร์ลอน เวแยนส์, คริส เมสซินา, คริส ทักเกอร์, ไวโอลา เดวิส (ชมได้ทาง AMAZON PRIME VIDEO)

นพปฎล พลศิลป์ จากคอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 3 2567

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:Movie Review

Comments are closed.