ดูมาแล้ว – BLINDED BY THE LIGHT: “เพลงเปี่ยมความหมาย การเล่าเรื่องที่เรียบง่าย หากคมคาย”

SHARE THIS
  • 25
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    25
    Shares

ไม่ต่างไปจาก Bend It Like Beckham งานสร้างชื่อของกูรินเดอร์ ชาฎา ผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย กับการหยิบเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ, ประเพณี มาเล่น แต่ขณะที่ Bend It Like Beckham สิ่งต่างๆ เหล่านั้นถูกนำเสนอผ่านการเล่นฟุตบอล กีฬาที่ถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ที่นอกจากจะถูกเล่นโดยผู้หญิงแล้ว ยังเป็นผู้หญิงอินเดีย ที่มีข้อกำหนดในเรื่องการใช้ชีวิต ปฏิบัติตัวมากมาย ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ใน Blinded by the Lights กลับถูกนำเสนอผ่านบทเพลงของบรูซ สปริงสทีน ที่ทำให้เด็กหนุ่มในครอบครัวชาวปากีสถานอพยพคนหนึ่ง ได้พบทางออกของชีวิตที่เต็มไปด้วยกรอบกำหนดมากมาย จนเขาไม่มีอิสระใดๆ ทั้งความคิด การใช้ชีวิต และแสดงมุมมองต่างๆ

เด็กหนุ่มคนที่ว่าก็คือ จาเว็ด (วิเวก คลารา) เขาใช้ชีวิตในลูตัน ร่วมกับครอบครัวที่พ่อเป็นพนักงานบริษัทว็อกซ์ฮอลล์ – มาลิค (คัลวินเดอร์ เกห์อร์) กับแม่ – นัวร์ (มีรา กานาตรา) ที่นอกจากจะเป็นแม่บ้านแล้วก็ยังรับงานเย็บผ้ามาทำ เพื่อหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ในบ้านยังมีลูกสาวอีกสองคนคือ ยัสมีน (ทารา ดิวินา) และชาเซีย (นิคิตา เมธา)

พ่อของจาเว็ดนอกจากจะหัวโบราณแล้ว ยังไม่ยอมทำตัวกลมกลืนเข้ากับแผ่นดินใหม่ที่อพยพมาตั้งรกราก ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังถูกคนอังกฤษเจ้าถิ่นเหยียดหยาม จนไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ได้ รวมถึงไม่เปิดรับสิ่งต่างๆ เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการคบค้าสมาคมกับคนท้องถิ่น ที่ทำให้จาเว็ดเหมือนอยู่ในสังคมปิด มีเพื่อนชาวอังกฤษแค่ แม็ทท์ (ดีน ชาร์ลส์-แช็ปแมน) ที่บ้านอยู่ใกล้ๆ กันเพียงคนเดียว และต้องใช้ชีวิตตามกรอบประเพณีปากีสถานที่พ่อเป็นใหญ่ รวมทั้งต้องทำงานพิเศษหาเงินมาช่วยครอบครัว

สถานการณ์ในชีวิตของจาเว็ดเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธ็ทเชอร์ พ่อโดนปลดออกจากงาน แม่ต้องรับงานมากขึ้นเพื่อหาเงินทดแทนที่หายไป จาเว็ดก็เช่นกัน ขณะที่ตัวเองต้องเก็บพรสวรรค์ในเรื่องการขีดเขียนเอาไว้ เพราะเป็นสิ่งที่พ่อไม่เห็นด้วย และไม่รู้สึกว่าจะเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ยังไง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่ใช่คนอังกฤษ และหวังว่าลูกชายจะเรียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เพื่อทำมาหากินต่อไป

แต่เมื่อได้รู้จักบทเพลงของ เดอะ บอสส์ หรือ บรูซ สปริสทีน ผ่านการแนะนำของเพื่อนปากีฯ ด้วยกัน – รูปส์ (แอรอน ฟากูรา) จาเว็ดก็ได้พบแสงสว่างของชีวิต และรู้สึกว่าบรูซ คือคนที่เข้าใจเขา เมื่อเนื้อเพลงต่างๆ นั้น คือสิ่งที่เขาอยากพูด อยากระบายออกมา บทเพลงของสปริงสทีนยังทำให้จาเว็ดกล้าที่จะดำเนินชีวิตตามที่ตัวเองฝัน หรืออยากเป็น โดยเฉพาะการทำงานเขียน โดยได้รับการสนับสนุนจาก เคลย์ (เฮย์ลีย์ แอ็ทเวลล์) ครูสอนวิชาวรรณกรรม จนเขามีงานเขียนลงนิตยสารของโรงเรียน และได้ทำงานกับหนังสือพิมพ์ ลูตัน เฮรัลด์ จากการส่งเสริมของเคลย์ หลังรู้จักสปริงสทัน ชีวิตรักของจาเว็ดยังไปได้สวย เมื่อได้คบกับเอลิซา (เนลล์ วิลเลียมส์) เด็กสาวนักกิจกรรมทางสังคม

แต่จาเว็ดก็เก็บทุกอย่างเป็นความลับได้ไม่นาน เขาขัดแย้งกับพ่อ เพราะต้องการทำอย่างที่ใจคิด ขณะที่ความลุ่มหลงบทเพลงของสปริงสทีน ก็ทำให้เขาแตกคอกับแม็ทท์ ส่วนคำเตือนเรื่องให้เขาคิดถึงครอบครัวและคนอื่นบ้างของเอลิซา ก็ทำให้เธอมีปัญหากับจาเว็ด

ท้ายที่สุดเขาก็ต้องหาทางจัดการชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้

หนังจบเรื่องราวได้อย่างสวยงาม และด้วยความรู้สึกดีๆ ในแบบงานฟีลกูด โดยจาเว็ดได้เรียนรู้บางอย่างและพร้อมจะเติบโตไปข้างหน้า จากการค้นพบแสงสว่างในชีวิตจากบทเพลงของบรูซ ที่ในทางหนึ่งก็ทำให้เขาได้พบทางออกของชีวิตตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกันแสงสว่างอันเจิดจ้าก็ทำให้เขามองไม่เห็นผู้คนที่อยู่รายรอบ หรือความสำคัญของพวกเขา

ยังดีที่จาเว็ดไม่ถึงกับมืดบอดด้วยแสงสว่าง แต่ยังมองเห็นสิ่งเหล่านี้ทันเวลาไม่ได้เตลิดไปไหนต่อไหน เมื่อบทเพลงรวมไปถึงการใช้ชีวิตของบรูซที่ไม่เคยละทิ้งครอบครัว ถิ่นฐาน ส่องแสงมายังสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้เขาได้เห็น

เช่นเดียวกับพ่อ ที่ต้องหันมามองชีวิตในแง่มุมที่แตกต่าง รวมถึงนึกถึงความเป็นมาของตัวเองในอดีต เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับมุมมองของลูกชายในปัจจุบัน

แม้เรื่องราวอาจจะคลี่คลายง่ายดายไปบ้าง แต่ในแง่ของความประทับใจ Blinded by the Light ก็ถือว่าให้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าเป็นแฟนเพลงของบรูซ สปริงสทีน หรือรู้จักกับบทเพลงของเขา ก็น่าจะ ‘อิน’ กับเรื่องราวได้มากขึ้น ตลอดจนรับรู้ถึงสารและความสำคัญที่ทำให้เพลงของเดอะ บอสส์แห่งวงการเพลง เข้าไปอยู่ในใจของผู้คนมากมาย ไม่ใช่แค่อเมริกันชน

นอกจากจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ได้ชัดเจน ทำให้แก่นและความหมายของเพลงจากสปริงสทีนโดดเด่นชัดเจน กูรินเดอร์ ชฎายังเล่าเรื่องได้สนุก ภายใต้ความเรียบง่าย Blinded by the Light มาพร้อมกับสไตล์ที่ทำให้หนังไม่ได้เดินหน้าไปแบบเรียบๆ โดยเฉพาะการ ‘เน้น’ ความเฉพาะตัวในเพลงของสปริงสทีน ที่เปิดโลกของเด็กหนุ่มคนหนึ่งสำเร็จ ด้วยการทำให้ฉากที่จาเว็ดต่อกันติดกับสารที่อยู่ในเพลงของสปริงสทีนดูเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และดูน่าทึ่ง

ขณะที่ฉากร้องเพลง เต้นรำในเรื่อง ก็ดูง่ายๆ ไม่วุ่นวาย น่ารัก และมีเสน่ห์จากความใสซื่อ ซึ่งก็รับเข้ากับความเป็นไปของตัวละคร แล้วก็ไม่พยายามทำตัวฟูมฟาย เล่นใหญ่ แม้จะมีวาระและเวลาที่สามารถทำแบบนั้นได้ โดยเฉพาะในฉากที่จาเว็ดเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อครอบครัวในตอนท้าย แต่กูรินเดอร์ ชฎาก็เลือกจะนำเสนอออกมาตรงๆ เรียบๆ ไม่บีบคั้นหรือปรุงแต่งจนเวิ่นเว้อ ช่วยให้หนังประทับใจได้ในแบบซึมลึก และอยู่ในความรู้สึกได้นาน

กลายเป็นความอบอุ่น ที่ยังคงสัมผัสได้ทุกครั้ง เมื่อได้ยินเพลงของบรูซ สปริสทีนที่ถูกใช้ในหนังเรื่องนี้ ทุกทีไป
(Blinded by the Light หาชมได้ทั้งซื้อและเช่า ที่ไอทูนส์ สโตร์)

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1313 ปักษ์แรกตุลาคม 2563


SHARE THIS
  • 25
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    25
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On