ดูมาแล้ว – FEAR CITY: NEW YORK VS THE MAFIA “เรียบ ง่าย แต่น่าติดตาม”

SHARE THIS
  • 46
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    46
    Shares

ก่อนจะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งบันเทิงที่เต็มไปด้วยซีรีส์ที่น่าติดตาม ทั้งซีรีส์อเมริกัน, ยุโรป หรือว่าเกาหลี เน็ทฟลิกซ์มีแม่เหล็กชั้นดีอย่างงานสารคดีให้ได้ชมกัน และหนังสารคดีก็ทำให้เน็ทฟลิกซ์มีงานที่เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรก จากสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในอียิปท์เมื่อปี 2013 เรื่อง The Square ในปี 2014 และก็เป็นหนังสารคดีนี่ละ ที่ทำให้เน็ทฟลิกซ์ได้รางวัลออสการ์มาครองเป็นตัวแรกจาก Icarus ซึ่งว่าด้วยเรื่องการใช้สารกระตุ้นในแวดวงกีฬา เมื่อปี 2018

 

Fear City: New York vs The Mafia เป็นสารคดีชุดที่คอหนังแกงสเตอร์ทั้งหลายน่าจะชอบ เพราะคงคุ้นเคยกับชื่อตัวละคร (ที่มีอยู่จริง) สำคัญๆ ในเรื่องเป็นพิเศษ เพราะนี่คือเรื่องราวความเป็นมาในการจัดการกับห้าแก๊งมาเฟียใหญ่ในนิวยอร์คของเอฟบีไอ ซึ่งก็มีครอบคนัวแกมบิโน, โคลอมโบ, โบนานโน, ลูเคซี และเจโนวีส ที่นอกจากจะมีการบริหารจัดการกิจการในโลกอาชญากรรมของตัวเองแล้ว พวกเขายังจับมือกันเป็นคณะกรรมาธิการ เพื่อดูแลแก๊งต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

 

นอกจากชื่อของทั้งห้าแก๊ง โดยเฉพาะแกมบิโน, โคลอมโบ ที่มักจะได้ยินบ่อยกว่าชื่ออื่นๆ แล้วในสารคดีชุดนี้ก็ยังมีชื่ออื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เช่น จอห์น ก็อตติ ที่ชีวิตเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Gotti ซึ่งตัวละครที่เป็นชื่อเรื่อง ได้จอห์น ทราโวลตามารับบท ขณะที่ภรรยาของก็อตติในหนังก็เล่นโดยภรรยาตัวจริงของทราโวลตา – เคลลี เพรสตัน ที่เสียชีวิตไปแล้ว

แม้จะเป็นซีรีส์ แต่ Fear City: New York vs The Mafia ก็ไม่ได้มีความยาวมากมายอะไร เมื่อเรื่องราวทั้งหมดมีเพียง 3 ตอน และความยาวในสองตอนแรกก็แค่ตอนละ 45 นาที ขณะที่ตอนสุดท้าย อาจจะยาวกว่าหน่อยราวๆ หนึ่งชั่วโมง

การเล่าเรื่องก็แม่น ไม่มีเยิ่นเย้อ โดยโฟกัสไปที่การทำงานของเอฟบีไอ ที่เริ่มตั้งแต่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในที่ไม่ได้มีการจัดองค์กร เพื่อหาทางจัดการกับเหล่ามาเฟียเหล่านี้อย่างเป็นระบบ แถมแยกดูแลกันเป็นแก๊ง และแต่ละแก๊งก็แยกเป็นคดีๆ ไป ทำให้การทำงานไม่ประสานหรือสอดคล้องกัน การเป็นคดีส่วนบุคคลก็ทำได้แค่จับลิ่วล้อ สาวไปไม่ถึงตัวใหญ่ๆ ในระดับผู้บริหารองค์กร ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าแต่ละคนเป็นใครทำอะไรบ้าง แต่ก็หาหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างพวกหัวหน้าขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ กับกลุ่มลูกน้องที่ทำงานส่งเงินทองหรือปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น แผนการ กลยุทธของแต่ละฝ่ายแต่ละทีม หรืออาจจะรวมถึงตัวเอฟบีไอเอง ก็ไม่มีความชัดเจน ในระดับที่เรียกได้ว่าล้มเหลว จนนิว ยอร์คเหมือนถูกปกครองโดยพวกแก๊ง ไม่มีขื่อแป และประชาชนเองก็ไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจัดการกับพวกมันได้

ที่ตลกก็คือ ทางเอฟบีไอมีเครื่องมือสำคัญอยู่แล้ว ก็คือกฏหมายที่ว่าด้วยองค์กรทุจต่ิตและที่อยู่ใต้อิทธิพลองผู้ที่ได้เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงหาความเกี่ยวพันของแต่ละบุคคลในการก่ออาชญากรรม และพุ่งเป้าไปที่จัดการเป็นองค์กร มากกว่าจะว่ากันเป็นรายบุคคล แต่ปัญหาก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง ซึ่งนำไปสู่การสัมมนา-อบรมทางกฎหมายกับสถาบันคอร์เนลล์ เพื่อนำกฏหมายข้อที่ว่าไปใช้งานได้จริง โดยในตอนแรกพวกเขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะใช้งานได้

เรื่องราวต่อจากนั้นก็เป็นกระบวนการทำงานของเอฟบีไอ เพื่อหาหลักฐานต่างๆ มาเล่นงานพวกแก๊ง ที่มีทั้งการสืบสวนผ่านสายสืบ การสะกดรอย การสอดแนม ที่ความทันสมัยที่สุดในตอนนั้นก็คือการดักฟัง ที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบในยุคนี้ ทำได้ก็คือแจมสายโทรศัพท์ หรือติดตั้งเครื่องดักฟังในอุปกรณ์ หรือในห้องต่างๆ ของพวกมาเฟีย

มีทีมดักฟังที่ต้องตีความคำพูด ผูกเรื่องราวการพูดคุยของพวกแก๊งทั้งหลาย ที่ไม่ใช่แค่ตีความให้ได้ แต่ต้องถูกต้องแล้วนำมาเชื่อมโยงกัน ที่จะพาไปสู่หลักฐานในการจัดการทั้งแก๊ง และความเชื่อมโยงสำคัญที่พวกเขาค้นพบก็คือ พวกแก๊งเหล่านี้ยังมีการรวมตัวเป็นคณะกรรมาธิการ ตั้งกฎ บริหาร กลุ่มก๊วนต่างๆ ที่สามารถใช้กฎหมายสำคัญในมือจัดการได้ แล้วก็ยังพบว่าบรรดาแก๊งมาเฟียต่างๆ ยังมีการทำงานที่ยื่นมือเข้ามาในโลกด้านสว่าง ทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สถานบันเทิง และมีความเกี่ยวพันกับองค์กรสำคัญๆ เช่น สหภาพแรงงานของบริษัทต่างๆ ซึ่งทั้งแสดงให้เห็นทั้งความยิ่งใหญ่และความน่าหวาดกลัวของคนกลุ่มนี้

ก่อนจะปิดท้ายด้วยการดำเนินคดีกับมาเฟียแต่ละแก๊ง แต่ละคน ได้ในที่สุดอย่างที่รู้กัน

แต่ถึงจะเป็นอะไรที่รู้กัน สารคดีเรื่องนี้ก็สามารถผูกเรื่องราวให้น่าติดตาม มีสถานการณ์พลิกผัน มีหักมุม มีเรื่องให้ลุ้น ไม่ต่างไปจากภาพยนตร์หรือซีรีส์เพื่อความบันเทิงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพของเจ้าหน้าที่ และแก๊งมาเฟีย ในแบบที่มีความเป็นดรามาฉาบเคลือบบางๆ หรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทีมติดตั้งเครื่องดักฟัง ที่ต้องมีความเสี่ยง บางครั้งก็ทำงานผิดพลาดจนไก่ตื่น บางหนอุปกรณ์ก็มีปัญหา หรือมีสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ต้องแก้ไขแบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งก็ทำให้ลุ้นได้ไม่น้อย ทีมดักฟังก็มีเรื่องข้อความสำคัญ คำพูดที่มีมูล ว่าจะเจอแบบไหนยังไง และนำไปสู่อะไรบ้าง ซึ่งกับเรื่องราวเกี่ยวกับการสอดแนม สะกดรอยต่างๆ ก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีบรรยากาศแบบหนังสายลับอยู่ในที

ขณะที่การสัมภาษณ์ แม้หลักๆ จะเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ทำให้เห็นภาพและปัญหาในการทำงานได้ชัดเจน แต่ก็มีอดีตสมาชิกแก๊งมาให้ข้อมูลอีกด้าน ที่เผยให้เห็นทั้งความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ และของพวกพ้องตัวเองไปพร้อมๆ กัน ที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาดูเหมือนยังภูมิใจกับการเป็นหนึ่งในแก๊งมาเฟียใหญ่ของนิว ยอร์ค

ภาพและฟุตเตจสำคัญต่างๆ ก็มากพอที่จะเสริมความหนักแน่นให้กับเรื่อง การใช้คลิปที่ถูกทำขึ้นใหม่ในแบบการจำลอง ก็ช่วยให้ไม่น่าเบื่อ และเมื่อรวมกับความกระชับของเรื่องราว การเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อน ความยาวที่ไม่ได้มากนัก Fear City: New York vs The Mafia คืองานสารคดีที่ดูสนุกอีกเรื่องหนึ่งทางเน็ทฟลิกซ์

โดยเฉพาะคอหนังแกงสเตอร์ นี่คืองานห้ามพลาดเลยทีเดียว

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1311 ปักษ์แรก กันยายน 2563


SHARE THIS
  • 46
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    46
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On