หากมองเป็นสมการ เรื่องราวของ ‘Hanna’ ก็คือเรื่องแบบนิยายกำลังภายใน แล้วเป็นการผสมผสานกันของ ‘La Femme Nikita’ กับ ‘Salt’ สองนักวีรสตรีสาวแอ็กชัน ที่เน้นขายความมันส์เป็นหลัก และต่างมีตัวละครหลักเป็นหญิงด้วยกันทั้งหมด แล้วยังใช้ชื่อของตัวเองเป็นชื่อหนังเหมือน ๆ กัน
แต่ที่ต่างกันก็คือ ความลงตัวในความเป็นหนังแอ็กชัน ที่เห็นได้ชัดว่า ‘Hanna’ ผลงานของโจ ไรท์ (Joe Wright) ผู้กำกับจาก ‘Atonement’ ยังห่างจากงานของลุค เบสซง (Luc Besson) หรือ ฟิลลิป นอยซ์ (Phillip Noyce) อยู่หลายช่วงตัว แม้จะพยายามวิ่งไปข้างหน้า หากก็รู้สึกเนิบช้า เอื่อย ไม่เข้มข้นฉับไวอย่างที่หนังแอ็กชันเอามันส์สักเรื่องควรจะเป็น
ที่ต้องบอกว่าหนังแอ็กชันเอา “มันส์” ก็เพราะตัวเรื่อง บท รวมถึงลักษณะตัวละครของ ‘Hanna’ นั้น ขาดครบ ไม่ว่าจะเป็นความสมเหตุสมผล การเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ โดยเฉพาะลักษณะตัวละครก็ยังดูไม่สมจริง และเจ้าความสมเหตุสมผล และสมจริงที่ว่า ก็คือ ของ “หนัง” ไม่ใช่ของชีวิตจริงที่เราต้องเผชิญหน้า ใช้ กันอยู่ทุกวัน
ใน ‘Hanna’ การเดินทางของตัวละครที่เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่อยู่ในหนังซึ่งไม่ใช่งานแฟนตาซีใด ๆ กลับเดินทางข้ามประเทศได้เร็วพอ ๆ กับการวาร์ปในหนัง ‘Star Trek’ ตัวละครที่ไม่เคยไปไหนมาไหน ไม่เคยเผชิญโลก ไม่เคยใช้ไฟฟ้า สามารถเดินทางไปยังจุดนัดพบได้โดยไม่ต้องใช้แผนที่ ไหนจะสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ทันทีที่เริ่มจับ โดยที่ผู้ชมต้องทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่รับรู้เรื่องที่เด็กตัวเล็ก ๆ สามารถทนมือทนเท้าของผู้ใหญ่ที่โตกว่าได้แบบไม่สะทกสะท้าน อย่างที่เห็นในหนังก็ยังได้
ทั้งที่ตัดความอ่อน และขาดที่ว่ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังแอ็กชันขายความบันเทิงส่วนใหญ่ก็ทำกัน ออกไปจนหมด หนังก็ยังไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นได้มากนัก เป็นได้เพียงหนังแอ็กชันดูเรื่อย ๆ ที่พอจะมีเสน่ห์ ความน่าสนใจ ก็ในฉากบู๊ทั้งหลาย ที่นำเสนอออกมาในลักษณะของหนังขายสไตล์ ที่งานด้านภาพ คิวบู๊ และดนตรีประกอบผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน ลงตัว และช่วยดึงหนังไม่ให้จมไปมากกว่าที่เป็นอยู่
แล้วก็ต้องให้เครดิตกับดนตรีประกอบจากฝีมือของเดอะ เคมิคัล บราเธอร์ส (The Chemical Brothers) ด้วยว่า สามารถเติมสีสันให้กับหนังได้ในระดับหนึ่ง แต่ดนตรีประกอบไม่ใช่สิ่งที่จะมาอุ้มหนังทั้งเรื่องให้เดินทอดน่องไปไหนมาไหน เรื่อง บท และการแสดงต่างหากที่ต้องเอาให้อยู่
ซึ่งสองอย่างแรกของ ‘Hanna’ ก็เป็นอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น คือไปไม่ถึง การแสดงแม้จะดูจริงจัง เคร่งเครียด รวมถึงได้นักแสดงขายฝีมือมาเจอกันถึง 3 คนอีกต่างหาก กลับกลายเป็นว่ามีเพียงมิติเดียว ยิ่งตัวเรื่องปูมาว่าตัวละครแต่ละรายต่างก็มีปมในใจ การแสดงก็ยิ่งกลายเป็นจุดอ่อน เพราะไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความขัดแย้งข้างใน ที่ให้มาก็มีแค่ความเครียดขึ้ง ทำหน้าถมึงทึงใส่กัน ซึ่งไม่ได้ช่วยในเรื่องการนำเสนอด้านลึกของตัวละครสักเท่าไหร่
แม้จะไม่ถึงกับทำหนังแอ็กชันไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นโจ ไรท์ต้องการ “อะไร” ในมือมากกว่านี้ โดยเฉพาะบทที่ดีกว่าที่มีใน ‘Hanna’ หรือจะเป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้คนดูลืมความสมเหตุสมผล หรือสมจริงของเหตุการณ์กับตัวละครไปเลยสำเร็จ
ซึ่งใน Hanna จะเอาความลึกแบบซีเรียสจริงจังก็ทำไม่ได้ พอจะขายความมันส์ก็ดันไม่มากพอที่จะรู้สึกสนุกด้วยอีก ครั้นจะเน้นเป็นแอ็กชันขายสไตล์ ก็ฉูดฉาดน้อยไปเยอะ
พูดง่าย ๆ เป็นภาษาไทยได้ว่า ยังทำได้ไม่ถึง นั่นเอง
(* ในปี 2019 ‘Hanna’ ถูกทำเป็นซีรีส์ทางแอมะซอน ไพรม์ วิดีโอ โดยหนึ่งในผูุ้เขียนบทของหนังใหญ่ต้นฉบับ เดวิด ฟาร์ร์ (David Farr) เป็นผู้สร้างสรรค์ และนำแสดงโดย เอลเม ครีด-ไมล์ส (Esme Creed-Miles) กับ มิเรย์ อีนอส (Mireille Enos) ตัวซีรีส์มีให้ชม 3 ฤดูฉาย ฤดูฉายละ 8 ตอนในปี 2019, 2020 และ 2021)
ข้อมูลภาพยนตร์
กำกับภาพยนตร์: โจ ไรท์ บทภาพยนตร์: เซ็ธ ล็อคเฮด, เดวิด ฟาร์ร์ จากเรื่องของ เซ็ธ ล็อคเฮด นักแสดง: เซียร์ซา โรแนน, เอริค บานา, เคท แบลนเช็ตต์, ทอม ฮอลแลนเดอร์, โอลิเวีย วิลเลียมส์, เจสัน เฟลมิง
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน กรกฎาคม 2554















