Movie ReviewREVIEW

ดูมาแล้ว: INDIANA JONES AND THE DIAL OF DESTINY บทสรุปที่เป็นทั้งจุดหมายของตัวละครและผู้ชม

หนังใหญ่เรื่องที่ห้า ที่ยังเป็นการผจญภัยเรื่องสุดท้ายของอินเดียนา โจนส์ นักโบราณคดี และศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดตัวให้โลกรู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1981 ด้วย ‘Raiders of the Lost Ark’ แล้วก็เป็น ‘Indiana Jones and the Temple of Doom’ (1984), ‘Indiana Jones and the Last Crusade’ (1989) และ ‘Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull’ (2008)

ทั้งหมดเป็นงานสร้าง (ที่ยังร่วมวางเรื่อง) โดย จอร์จ ลูคัส (George Lucas) ผู้ให้กำเนิดหนังชุด ‘Star Wars’ และกำกับโดยพ่อมดฮอลลีวูด – สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) แต่กับเรื่องนี้ ‘Indiana Jones and the Dial of Destiny’ นี่คือเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชุด ที่ลูคัสกับสปีลเบิร์กไม่ได้กลับมาทำหน้าที่เดิม โดยงานกำกับเป็นของเจมส์ แมนโกลด์ ที่มีงานดี ๆ ในเครดิตอย่าง ‘Girl, Interrupted’ (1999), ‘Identity’ (2003), ‘Walk the Line’ (2005), ‘Logan’ (2017) และ ‘Ford v Ferrari’ (2019) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานพาณิชย์ที่มีคุณภาพ และหลาย ๆ เรื่องก็ยังเป็นงานล่ารางวัล

หนังยังมีแฮร์ริสัน ฟอร์ด (Harrison Ford) ในวัยเข้าเลข 8 มาหวดแส้ สวมหมวกปีก ออกผจญภัยเหมือนเดิม ร่วมกับนักแสดงหลาย ๆ คนที่เคยมีบทบาทในหนังเรื่องก่อน ๆ และมีหน้าใหม่มาเพิ่มเติมอย่าง ฟีบี วอลเลอร์-บริดจ์ (Phoebe Waller-Bridge) กับแมดส์ มิกเคลเซน (Mads Mikkelsen) มาเล่นเป็นตัวร้าย

ด้วยองค์ประกอบที่มี ‘Indiana Jones and the Dial of Destiny’ ถือว่าเป็นงานที่ “แข็งแรง” เรื่องหน้าตา มีการทำการตลาดที่โดดเด่นด้วยประเด็น “หนังอินดี (ชื่อเล่นของอินเดียนา โจนส์) เรื่องสุดท้าย” ที่น่าจะเรียกแฟน ๆ ซึ่งทำให้หนังภาคก่อน ๆ เป็นหนังทำเงินสูงสุด หรือหนึ่งในหนังทำเงินประจำปีมาโดยตลอดให้กลับมาเข้าโรงได้

แต่ไป ๆ มา ๆ หนังที่ใช้งบสร้าง (ไม่รวมงบทำการตลาด) ถึง 294.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า จะต้องทำเงินไม่ต่ำกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้ได้ทุนสร้างล้วน ๆ คืน ทำรายได้ทั่วโลกแค่ 384 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหนึ่งในหนังเจ๊งยับของปี 2024 จนเป็นการปิดฉากที่ไม่งามเลยของหนึ่งในงานภาคต่อระดับตำนาน หนังที่สร้างตัวละครระดับไอคอนอีกคนของวงการ ทั้งที่หากเทียบกับตัวภาพยนตร์แล้ว รายได้กับผลลัพธ์ที่ปรากฏบนจอนั้น

ไปกันคนละทิศคนละทางอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยส่วนตัว หนังชุดนี้ที่ไม่ต่างจากการพาผู้ชมไปพบการผจญภัยของเจมส์ บอนด์ในคราบของนักโบราณคดี ที่เดินทางเสาะหาวัตถุโบราณในตำนานต่าง ๆ ไปทั่วโลก ไม่ผิดจากการสืบสวนเรื่องราวต่าง ๆ ของสายลับรหัส 007 เหมือนจะปิดฉากอย่างสมบูรณ์ไปแล้วที่ ‘Indiana Jones and the Last Crusade’ การที่ลูคัส-สปีลเบิร์กและฟอร์ด กลับมาอีกเป็นครั้งที่ 4 ‘Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull’ เลยเหมือนงานที่เป็นส่วนเกิน ถึงพอจะเห็นความพยายามส่งไม้ต่อ หรืออาจจะเรียกว่ารีสตาร์ตหนังชุดนี้ใหม่อีกครั้ง ก็ไม่ไหลลื่นหรือสืบเนื่องจาก 3 เรื่องก่อนได้เนียนตานัก

อะไรหลาย ๆ อย่างตกไปจากงานที่ผ่านมา ฉากแอ็กชันอาจจะใหญ่ขึ้นแต่ก็เยอะเกิน ที่สำคัญหากไม่นับเสน่ห์จากตัวร้ายของเคท แบลนเช็ตต์ (Cate Blanchett) และการแสดงที่ขึ้นจอเหลือเกินแล้ว ความสัมพันธ์หรือเคมีของนักแสดงก็ไม่ลงตัวนัก โดยเฉพาะไชอา ลาบัฟ (Shia Labeouf) กับฟอร์ด ที่ต้องเป็นพ่อ-ลูกกัน ค่อนไปทางประดักประเดิด แล้วพอเทียบกับพ่อ-ลูกตระกูลโจนส์อย่าง ฌอน คอนเนอรี (Sean Connery) และฟอร์ดในหนังเรื่องที่ 3 ก็ยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง ความไม่เข้ากันของลาบัฟกับฟอร์ดยิ่งชัดเจนขึ้น กระทั่งฟอร์ดกับคาเรน อัลเลน (Karen Allen) ที่เคยทำได้ดีในเรื่องแรกก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เห็นในตอนนั้น เรื่องราวที่ว่าด้วยการตามหาวัตถุโบราณของมนุษย์ต่างดาว ก็หลุดไปจากที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งมักเป็นของที่เกี่ยวพันกับเรื่องของศาสนา-ความเชื่อ

หากการกลับมารูดม่านในครั้งนี้ แม้จะไม่เนี้ยบเนียนเช่น ‘Indiana Jones and the Last Crusade’ เมื่อรู้สึกได้ว่าหนังมีพลังที่ลดน้อยลงไป กระทั่งสกอร์ของจอห์น วิลเลียมส์ (John Williams) ก็ลดทอนความหวือหวาไปเยอะ แต่แมนโกล์ดก็จัดสัมผัสต่าง ๆ ที่เป็นความเฉพาะตัวของหนังชุดนี้มาให้แบบเต็ม ๆ ตั้งแต่การกลับมาสู้กับนาซีอีกครั้งของโจนส์ วัตถุเป้าหมายที่มีความสำคัญทางโบราณคดี และเป็นของคนที่เรียกได้ว่าเป็นไอดอลหรือเป็นวีรบุรุษของผู้เชี่ยวชาญในแทบทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโบราณคดี-วิทยาศาสตร์ กระทั่งสังคมศาสตร์

ขนตัวละครที่เคยมีบทบาท ความโดดเด่นบนจอ และในชีวิตของโจนส์มาถ้าไม่ครบก็เกือบ ฟอร์ดเองก็ขึ้นจอในแบบที่ตอกย้ำว่า ท้ายที่สุดตัวละครรายนี้ถ้าไม่ตายไปพร้อมกับเขา กว่าจะกลับมาได้อีกหน คงต้องเป็นยุคสมัยของผู้ชมและนักแสดงอีกเจนหนึ่ง เพราะกับคนรุ่นที่คุ้นเคยกับโจนส์ในแบบพิมพ์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นลีลาท่าทาง อารมณ์ขัน การพูดการจา มันยากจะลบเลือนฟอร์ดออกไปจริง ๆ

สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของจำ ฉากต่าง ๆ ที่เป็นฉากจำ มุกเดิม ๆ ที่แฟน ๆ รัก ของหนังในภาคที่แล้วมา ก็กลับมาขึ้นจอด้วยเช่นกัน บ้างก็มาในรูปลักษณ์เดิม ๆ บ้างก็ถูกรีไซเคิลให้แปลกไป แต่ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นมาจากไหน หรือมีสัมผัสของความคุ้นเคยในที

ตัวละครสำคัญที่รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ก็ดูดี โดยเฉพาะฟีบี วอลเลอร์-บริดจ์ ที่รับส่งกับฟอร์ดและตัวละครรายรอบได้สนุก มิกเคลเซนอาจถูกใช้งานน้อยไปหน่อย จนรู้สึกเสียของหรือไม่คุ้มค่า แต่ “มาด” และ “รังสี” ที่มอบให้ก็ทำให้ตัวละครที่เล่นมีความร้ายกาจปรากฏอยู่เสมอ เมื่อได้เห็น

เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของโจนส์ ที่กลับมาใช้ชีวิตกับมาเรียนและลูกชายซึ่งผูกเอาไว้ใน ‘Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull’ ไม่ใช่แค่ถูกแก้ไข แต่ยังรับใช้ประเด็นที่หนังนำเสนอได้อย่างลงตัว เรื่องของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงกาลเวลา ที่เสนอผ่านทั้งความสำคัญของวัตถุที่ตามหา ทั้งชีวิตตัวละครที่บ้างก็ยึดติดอยู่กับอดีต บ้างก็กำลังก้าวไปสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโจนส์, มาเรียน (Marian) ของอัลเลน หรือตัวละครรายรอบพวกเขา กระทั่งตัวละครใหม่ของวอลเลอร์-บริดจ์ ที่ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะของโลกหรือของตัวเองให้ได้

โจนส์ก็ไม่ใช่แค่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ ความรู้สึกผิดจากการเสียลูกชายในสงครามเวียตนาม หากยังสูญเสียมาเรียนที่รับการจากไปของลูกไม่ได้ ตัวเองก็เผชิญยุคสมัยที่แตกต่าง ทั้งต้องเกษียณตัวเองจากหน้าที่การงาน ที่ต้องตั้งคำถามว่าชีวิตที่ไม่ได้อยู่หน้ากระดานดำจะเป็นอย่างไร ทั้งการหมุนของโลก เมื่อถึงวันที่มนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์ เรื่องโบราณคดีก็อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจของผู้คนอีกต่อไป

ไม่ใช่แค่ชีวิตตัวละคร ชีวิตผู้ชมที่ “โต” มากับหนังชุดนี้ก็กำลังเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ทั้งเรื่องเทคโนโลยี, สภาพอากาศ, ความเป็นอยู่ และนั่นบางทีอาจเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมหนังจึงไม่ประสบความสำเร็จเช่นหนังเรื่องก่อน ๆ เมื่อหนังดูไกลตัวผู้ชมในยุคปัจจุบัน รวมถึงตัวเรื่องที่ทุกอย่างดูง่ายไปหมด ดร. โจนส์ผ่านอุปสรรคทุกสิ่งอย่างได้สบาย ๆ ต่อให้เป็นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดไหน ถ้าไม่มีตัวช่วยโผล่มา ก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาจัดการความยากลำบากตรงหน้าสำเร็จ

หนังมาพร้อมอารมณ์ถวิลหาอดีตเต็มคราบ ทั้งการนำความคุ้นเคยเดิม ๆ กลับมา ทั้งการทำให้ผู้ชมกับตัวละครอยู่ในสภาวะคล้าย ๆ กัน ไม่แปลกที่หากรักอินดีมาตั้งแต่ ‘Raiders of the Lost Ark’ จะรู้สึกว่า การอำลาครั้งที่สองถึงจะขาดพลังและไม่ถึงกับฟินจัดแบบหนแรก แต่ก็เป็นการอองกอร์ที่สวยงาม อบอุ่น ทำให้ตัวละครเก็บแส้ เก็บหมวก ใช้ชีวิตที่ตัวเองเป็นเพียงอีกชีวิตหนึ่งในโลกใบนี้อย่างมีความสุข อยู่กับคนที่รัก ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

ที่น่าจะเป็น Destiny แห่งชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คน

ข้อมูลภาพยนตร์:
กำกับภาพยนตร์: เจมส์ แมนโกลด์ บทภาพยนตร์: เจซ บัตเตอร์เวิร์ธ, จอห์น-เฮนรี บัตเตอร์เวิร์ธ, เดวิด โคปป์, เจมส์ แมนโกลด์ จากตัวละครของจอร์จ ลูคัส, ฟิลิป คอฟแมน นักแสดง: แฮร์ริสัน ฟอร์ด, ฟีบี วอลเลอร์-บริดจ์, แอนโตนิโอ แบนเดราส, จอห์น ราห์ยส์-เดวีส์, โทบี โจนส์, เอธานน์ ไอสิดอร์, แมดส์ มิกเคลเซน

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 35 ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2567

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:Movie Review

Comments are closed.