ดูมาแล้ว – INTERSTELLAR: เรื่องของพ่อ เรื่องของลูก การเดินทางสู่อวกาศ บ้านที่มองข้าม กับบ้านที่หาไม่เห็น

SHARE THIS
  • 94
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    94
    Shares

ขณะที่ Gone Girl ฉาบหน้าประเด็นที่ว่าด้วยสัมพันธภาพของชีวิตคู่ที่แตกร้าว จนยากจะสมาน ด้วยเรื่องราวที่เป็นหนังฆาตกรรม ซ่อนเงื่อน ที่ความรุนแรงของการระทำของตัวละคร ยังสะท้อนไปถึงความลึกของรอยแผลแห่งความสัมพันธ์ และชีวิตคู่ของตัวละครอีกด้วย

Interstellar เอง ที่ดูเป็นงานไซ-ไฟ เป็นหนังผจญภัยในอวกาศ เต็มไปด้วยศัพท์ทางวิชาการ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มากมาย เอาเข้าจริงๆ แล้ว เนื้อใน หรือแก่นของหนังเอง ก็ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์เรานี่เอง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก โดยมีการเอาตัวรอดเป็นตัวแปรในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

เราจึงได้เห็นตัวอย่างความสัมพันธ์ของพ่อและลูกทั้งหมด 3 คู่ ในหนัง ที่เหตุการณ์ในเรื่องเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังอยู่ในจุดวิกฤต ผืนดินไม่สามารถทำการเพราะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่สภาพอากาศก็ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง จึงตัดสินใจส่งนักบินอวกาศ เดินทางผ่านรูหนอนที่มี “บางสิ่ง” ชี้ทางไว้ให้ เพื่อหาที่อยูใหม่ยังดาว 3 ดวงที่เคยมีการส่งนักบินอวกาศไปสำรวจมาแล้วก่อนหน้า

ซึ่งหนังก็ได้แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจของพ่อ-ลูก สองคู่ ที่หาทางรอดให้ลูกๆ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน หนึ่งเลือกที่จะทิ้งลูกไว้ที่โลก เพื่อไปหาดาวดวงใหม่ แล้วกลับมารับพวกเขา หนึ่งเลือกที่อยู่ที่โลกเพื่อเผชิญกับหายนะ และให้ลูกได้เดินทางไปตายเอาดาบหน้าซึ่งดูจะมีโอกาสรอดที่มากกว่า

และเมื่อเวลาผ่านไป หนังก็แสดงให้เห็นความเป็นพ่อในอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ยอมให้โอกาสรอดกับลูกเพียงเพราะการยึดติดอยู่กับบางสิ่งบางอย่าง รวมไปถึงเป็นการปิดทางออกให้กับตัวเองไปพร้อมๆ กัน ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเรื่องการตัดสินใจของใครบางคน ที่ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครที่ต้องให้ห่วงกัน ที่พร้อมจะเอาตัวรอดไปเพียงลำพังเมื่อถึงสถานการณ์จวนตัว

โนแลนสามารถเล่าเรื่องราวที่เป็นดรามา ว่าด้วยความสัมพันธ์ของผู้คน ที่อยู่ในสภาวะที่ต้องเอาตัวรอด ในแบบที่เอาอยู่ และนวดคนดูในแบบตาย ได้อย่างกลมกลืนไปกับการเดินทางข้ามอวกาศ ที่นำเอาทฤษฎี ตลอดจนสมมติฐานต่างๆ มาสนับสนุนจนดูหนักแน่นจริงจัง และแน่นอนว่า น่าเชื่อถือ ไม่ต่างไปจากหนังอย่าง 2001 ของสแตนลีย์ คูบริค ที่ทุกอย่างดูสมจริงไปหมด ในแบบที่ถ้าไม่เข้าใจ ก็สามารถปล่อยวางได้ เพื่อที่จะไปสนุกกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ถูกโยนเข้ามาใส่ตัวละครได้อย่างเต็มที่

ขณะที่ตัวหนังเอง นอกจากจะเป็นงานที่โนแลนแสดงความทะเยอทะยานของตัวเองออกมามากที่สุดแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยอิทธิพลของหนังไซ-ไฟ คลาสสิคที่มาก่อน หลายต่อหลายเรื่องชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น 2001, Close Encounter of the Third Kind, The Right Stuff หรือว่า Solaris และ Contact (ที่มีคิพ ธอร์น เจ้าของทฤษฎีเกี่ยวกับรูหนอนเป็นที่ปรึกษา) ซึ่งทั้งหมดถูกนำมาขยำผสมผสานเป็นงานในแบบโนแลน ที่โปรดัคชันจัดใหญ่อลัง แบบของจริง ไม่ใช่ซีจี ดนตรีประกอบใหญ่ๆ (ที่ในเรื่องนี้ยังมาในทางเดียวกับการใช้ดนตรีของโยฮานน์ สเตราส์ ของคูบริคใน 2001) ฉากไคลแม็กซ์ที่มาพร้อมกับเหตุการณ์คู่ขนาน ที่ตัดสลับกันไปมาอย่างสนุก

ถึงจะรู้สึกว่า โนแลน “พยายาม” มากเกินไปอยู่บ้างกับหนังเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดหนังก็จบลงในแบบที่น่าประทับใจ มีความหวัง มีแสงสว่างในชีวิต

ส่วนทางออกสำหรับการอยู่รอดของมนุษยชาติ อย่างที่หนังบอกเอาไว้ก็ไม่ได้อยู่ไกลจนสุดแกแล็กซี หากก็อยู่ที่นี่ ที่บ้านนั่นเอง

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1172 ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2557

 


SHARE THIS
  • 94
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    94
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On