ดูมาแล้ว – MAMMA MIA!: HERE WE GO AGAIN งานอองกอร์ของ Mamma Mia!: The Movie

SHARE THIS
  • 25
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    25
    Shares

หนัง Mamma Mia!: The Movie เมื่อปี 2008 ที่มีนักแสดงมากมายขึ้นจอ ทั้งรุ่นใหม่ อย่าง อแมนดา ไซย์เฟรด (Amanda Seyfried), โดมินิค คูเปอร์ (Dominic Cooper) พระ-นางของเรื่อง ทั้งรุ่นใหญ่อย่าง เพียร์ซ บรอสแนน (Pierce Brosnan), โคลิน เฟิร์ธ (Colin Firth), สเตลแลน ซาร์สการ์ด (Srellan Skarsgard) รวมถึง จูลี วอลเตอร์ส (Julie Walters), คริสทีน บารานสกี (Christine Baranski) และ เมอรีล สตรีพ (Meryl Streep) เป็นงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เมื่อทำเงินทั่วโลกกว่า 600 ล้านเหรียญ โดยใช้ทุนสร้างแค่ 52 ล้านเหรียญ

เรียกได้ว่าไม่เสียหน้าจุดเริ่มต้นของหนังที่เป็นละครเวที ซึ่งเปิดแสดงที่เวสท์ เอนด์ ในลอนดอนตั้งแต่ปี 1999 มาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นละครเวทีที่เล่นนานอันดับ 7 ของเวสท์เอนด์ แล้วพอไปถึงบรอดเวย์ในปี 2001 ก็เล่นยาวถึง 14 ปีก่อนจะปิดฉากลง แต่ก็มากพอจะติดอันดับ 9 ละครเวทีที่เล่นนานที่สุดของบรอดเวย์

Mamma Mia!: The Musical เป็นละครเพลงจูคบ็อกซ์ (Jukebox Musical) ที่เอาเพลงของ ABBA กลุ่มนักร้องจากสวีเดน มาเรียงร้อยเข้ากับเรื่องราว โดยชื่อละครนั่นก็มาจากเพลงอันดับ 1 ของวงเมื่อปี 1975 แล้วก็มีเพลงดังๆ ของแอ็บบาใส่เข้ามาอีกเพียบ อาทิ “Super Trouper”,”Dancing Queen”, “Knowing Me, Knowing You”, “Money, Money, Money”, “The Winner Takes It All” พูดง่ายๆ ว่าเป็นหนังรวมเพลงฮิตของแอ็บบาก็คงได้ และถือเป็นความแข็งแรงของละครและหนัง เมื่อเพลงเหล่านี้ใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะจะโคน ที่มีอารมณ์ขันซึ่งทำงานได้ดี ไม่ใช่ตัวเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลและไม่มีความเข้มข้นอะไรนัก

Mamma Mia!: The Movie ยังแสดงให้เห็นศักยภาพของเมอรีล สตรีพ ที่เข้าชิงออสการ์ถี่ยิบยังกับขึ้นรถเมล์ไปทำงานให้เห็นอีกต่างหาก ว่า ไม่ใช่แค่บทดรามาหนักๆ หรือบทเบาๆ เช่นใน The Devil Wears Prada เธอก็ร้อง ก็เต้นในหนังเพลงได้

ความสำเร็จขนาดนี้ เป็นธรรมดาของฮอลลีวูดที่จะต้องมีภาคต่อ เพื่อเรียกเงินจากกระเป๋าแฟนๆ อีก จากเรื่องของโซฟี-หญิงสาวที่จะเข้าพิธีแต่งงาน แล้วตัดสินใจเชิญแซม-แฮร์รี-บิลล์ ชายสามคนที่มีโอกาสเป็นพ่อของเธอมาร่วมงาน โดยไม่บอกแม่-ดอนนาให้รู้ จนนำไปสู่การดึงอดีตรักของแม่ออกมา ในภาคนี้ โซฟีพยายามสานต่อความฝันของแม่ที่จากไป ด้วยการเปิดโรงแรมของดอนนาขึ้นมาใหม่ แต่หลายๆ อย่างดูจะไม่เป็นใจ เมื่อบิลล์กับแฮร์รีคนต้องไปธุระต่างแดน แถมยังมีปัญหากับแฟนหนุ่มที่ไปฝึกงานถึงนิว ยอร์ค จนโซฟีสงสัยว่าแม่รับมือกับปัญหาต่างๆ ตามลำพังได้ยังไง และหนังก็พาเธอกับผู้ชมกลับไปหาอดีตของดอนนาอีกครั้ง

แม้จะเป็นภาคสอง แต่เรื่องราวของ Mamma Mia!: Here We Go Again ก็เป็นทั้งตอนต่อและตอนก่อนของภาคแรก เมื่อมีเหตุการณ์ในปัจจุบันของโซฟีและอดีตของดอนนา เล่าสลับกันในแบบจับเหตุการณ์หลายๆ อย่างมาทาบทับกันได้พอดี ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความคล้ายคลึง-แตกต่างของดอนนาและโซฟีได้ชัดเจน โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของแม่ที่กล้าเดินตามความฝัน แม้จะมีเรื่องมาทำให้ผิดหวัง แต่ก็ไม่ท้อถอยทั้งๆ ที่ไม่มีใคร ขณะที่ตัวลูกสาวกลับมากไปด้วยความอ่อนแอ ถึงจะมีอ้อมแขนอันอบอุ่นของหลายๆ คนคอยรับ แต่ท้ายที่สุดเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เธอเติบโตขึ้น และบางสิ่งบางอย่างก็ทำให้เธอรู้ว่า แม้เหมือนจะต้องต่อสู้เพียงลำพัง เอาเข้าจริงๆ แม่ของเธอก็ใช่ว่าไม่มีใคร เพราะมีเธออยู่กับท่านเสมอในทุกลมหายใจ

หนังมาเต็มในเรื่องเพลงเช่นเดิมไม่แพ้ภาคแรก แต่ในแง่ความซาบซึ้งดูจะมีมากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนอารมณ์ขัน หนังก็เรียกเสียงฮาและรอยยิ้มได้เป็นระยะๆ แล้วก็มีความโดดเด่นจากการใช้นักแสดงสองรุ่นมารับบทเดียวกัน โดยบรรดาตัวละครวัยหนุ่ม-สาวถือเป็นสีสัน ทำให้หนังดูสด เพราะแม้จะอิงกับลักษณะตัวละครเก่าๆ มีสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ด้วยวัย ยุคสมัย และบรรยากาศที่เปลี่ยน ก็สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้ โดยมีตัวละครที่อยู่รายรอบ อย่าง วงดนตรีประหลาดๆ ในร้านอาหาร หรือหนุ่มประมงนักรัก เป็นตัวเสริมที่ดี

ที่สำคัญนักแสดงเด็กๆ เหล่านี้ ปรากฏตัวบนจอได้เป๊ะกับที่รุ่นใหญ่เล่นเอาไว้ ทั้งท่าทาง, น้ำเสียง รวมไปถึงหน้าตา ที่แคสท์กันมาได้ดี เห็นปุ้บรู้ปั้บว่าจะเป็นใครพอแก่ตัว ส่วนรุ่นใหญ่ อย่าง โคลิน เฟิร์ธก็ดูจะกลับมาในแบบที่เล่น ‘เอามันส์’ เต็มที่ แล้วก็มีเซอร์ไพรส์ที่คงไม่เซอร์ไพรส์แล้ว เพราะเห็นในตัวอย่างเรียบร้อย เมื่อได้แฌร์ (Cher) มารับบทยายของโซฟี แต่หนังก็ยังพอมีเซอร์ไพรส์หักมุมเหลืออยู่ ในแบบที่ต้องอุทานว่า “เอากันแบบนี้เลยเหรอ” จากตัวละครบางราย ที่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะสงสัยความสำคัญที่มีต่อเรื่องมาตั้งแต่ต้น

เจ้าอารมณ์เอากันแบบนี้เลยเหรอ ก็มีให้รู้สึกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เพราะหนังดูไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เคยเล่าไว้ในภาคแรก จนมีรูรั่วของพล็อต (Plot Hole) เต็มไปหมด แล้วถ้าการเลือกนักแสดงรุ่นเล็กทำได้ดี การเลือกป้าแฌร์มาเล่น ถือว่าตรงข้าม เมื่อไม่สนละเรื่องความเหมาะสม เพราะอย่าลืมว่าป้าจะเป็นแม่ของเมอรีล สตรีพ ที่ในเรื่องหากยังไม่ตายก็คงงงพิลึกเวลาขึ้นจอพร้อมกัน ไม่รู้ว่าใครแม่-ใครลูก ด้วยความที่ป้าแฌร์ยังตึงขนาดนี้ (จริงๆ แล้วแฌร์แก่กว่าสตรีพแค่ 3 ปี) แถมยังมีลูกเขยอย่างบรอสแนน, เฟิร์ธ และซาร์สการ์ดเลยนะ

แต่จุดบทพร่องต่างๆ ทั้งเรื่อง ทั้งตัวละคร ทั้งการคัดเลือกนักแสดง ก็ถูกลบกลบหาย ด้วยสารพัดเพลงเพราะๆ ของแอ็บบา อารมณ์ขัน แล้วก็มีเรื่องความสัมพันธ์แบบแม่-ลูกมากระทบใจ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การแสดงที่รับ-ส่งได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับหนังเรื่องราวน้อยๆ เนื้อหาบางๆ แบบนี้ ที่ต้องให้ตัวละคร (และในกรณีนี้ก็ต้องบวกเพลง) พาเรื่องไป ตัวเนื้อหนังเองแม้จะมีเหตุการณ์ทั้งก่อนหน้าและต่อจากภาคแรก แต่เอาจริงๆ ก็ดูเหมือนส่วนเติมเต็มมากกว่า เพราะเรื่องนั้นมีไม่มากไม่มาย ดูแล้วก็ไม่ต่างไปจากช่วงอองกอร์ของคอนเสิร์ต หลังผู้ชมตะโกนขอ “เอาอีกๆ” มากกว่าจะเป็นภาคต่อ แต่ที่ไม่เหมือนก็คือ เป็นอองกอร์ที่ผู้ชมไม่ต้องขอ เพราะผู้สร้างอยากจะเอาอีก หากผู้ชมก็น่าจะอยากชม

แล้วก็ให้ผลลัพธ์พอๆ กัน เมื่อทำให้คนดูเดินออกจากโรงพร้อมกับความสุข ในแบบที่มีเสียงเพลงดังก้องอยู่ในหู ซึ่งถือว่าในแง่ของหนังขายความบันเทิงและเพลงของแอ็บบา Mamma Mia!: Here We Go Again ทำได้สำเร็จ

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง Mamma Mia!: Here We Go Again งานอองกอร์ของ Mamma Mia!: The Movie คอลัมน์ หรรษาวันจันทร์- Happy Monday หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 6 สิงหาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 25
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    25
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On