Movie ReviewREVIEW

ดูมาแล้ว – NOMADLAND – จากคนที่มีความทรงจำมากเกิน ไปสู่คนที่มีฟ้าเป็นมุ้ง มียุงเป็นเพื่อน

จุดจบของบางสิ่ง ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งเสมอ จุดจบของความสัมพันธ์แบบเพื่อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นศัตรู หรือชีวิตคู่ ขึ้นอยู่ว่ามันเกิดขึ้นกับใคร? และมีความรู้สึกต่อกันในแบบไหน? และมีอะไรที่มากระทบ?

แต่กับเฟิร์น (ฟรานเซส แม็กดอร์แมนด์) การจากไปของสามี และการปิดเหมืองยิปซัมในเอ็มไพร์, เนวาดา ในปี 2011 ที่นำไปสู่การปิดเมือง ซึ่งเคยเป็นทั้งที่ทำงานของเธอกับสามี และเมืองที่เธอใช้ชีวิตอยู่กับเขามายาวนานถึง 3 ปี นำไปสู่การเดินทางครั้งใหม่ของเฟิร์น เมื่อเธอตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำงาน โดยกินอยู่หลับนอนอยู่ในรถตู้ ที่ทำให้เธอได้พบกับผู้คนมากมาย ที่เรียกว่า โนแมด (Nomad) กลุ่มคนเร่ร่อนที่ตัดสินใจทิ้งบ้าน ทิ้งชีวิตที่เคยเป็น ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้เฟิร์นได้รู้จักการดำรงอยู่และใช้ชีวิตของคนเหล่านี้ ที่กับบางคนก็กลายเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งไปมากกว่าแค่คนรู้จักกัน หรือคนที่บังเอิญมาเจอกัน แล้วในขณะเดียวกันก็ทำให้เฟิร์นยังได้รู้จักตัวเอง ซึ่งส่งผลให้เธอได้หลุดพ้นจากสิ่งที่ตัวเองจมอยู่กับมันมานานในท้ายที่สุด จนภาพของรถตู้สีขาวของเฟิร์นที่แล่นไปบนท้องถนนเพียงลำพัง ท่ามกลางทิวทัศน์อันเวิ้งว้าง กว้างใหญ่ ที่เป็นภาพสุดท้ายของหนัง…

คือการเริ่มต้นการเดินทาง ที่ไม่มีวันหวนคืนอีกต่อไปของเฟิร์น

หนังน่าจะทำให้สายตาของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนอเมริกัน สถานที่เกิดเหตุของเรื่องราว ได้เข้าใจคนที่เลือกใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากพวกเขา คนที่ไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง ใช้ชีวิตอยู่บนพาหนะที่ใช้เดินทาง จอดพักตามลานโล่งต่างๆ ไม่มีงานประจำทำ มีเพียงงานตามช่วงเวลา และฤดูกาล ซึ่งเป็นการมองผ่านสายตาและมุมมองของเฟิร์น

ไม่ว่าจะเป็น ลินดา เมย์หญิงสูงวัยผู้อารี, สแวงกี โนแมดหญิงรุ่นอาวุโส ที่ให้ความช่วยเหลือกเฟิร์น ผู้ออกเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิต เพื่อทำตามความฝันแทนที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล จากมะเร็งระยะสุดท้าย, บ็อบ เวลช์ ผู้นำกลุ่ม ที่ให้ความรู้ และบอกเล่าประสบการณ์กับคนอื่นๆ และเดฟ (เดวิด สเตรเธิร์น) โนแมดที่มีใจให้กับเฟิร์น

แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้คนเหล่านี้ล้วนมีมิตรภาพ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กันและกัน จนชุมชนเคลื่อนที่ของพวกเขากลายเป็นสังคมในฝัน ที่บางครั้งก็ทำให้นึกถึงโลกในหนังสือ Utopia ส่วนตัวเองก็ไม่ต่างไปจากพวกเสรีชนผู้รักอิสระเสรี เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญที่จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นไปในสังคม รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ผู้คนทั่วไปยึดถือปฏิบัติ และแน่อน… ต่อต้านหรืออย่างน้อยไม่อยู่ในกรอบระบบระเบียบแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจ

ด้วยมุมมองของตัวละครที่ไปไกลกว่าเรื่องการดำรงชีวิตของตัวเอง ‘Nomadland’ ไม่ใช่แค่หนังที่นำเสนอชีวิตผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยังวิพากษ์สังคม, เศรษฐกิจ หรือการเมืองไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ชีวิตของเฟิร์น ที่จู่ๆ วันหนึ่งพบว่า ไม่ใช่แค่ตัวเองตกงาน บริษัทปิดกิจการ แต่เมืองทั้งเมืองหายวับไปกับตา ส่งผลต่อชีวิตและความเป็นไปของผู้คน ไม่ใช่แค่ถูกทิ้งไว้กลางทาง แต่ถูกทิ้งไว้ตรงไหนก็ไม่รู้จนยิ่งกว่าเคว้งคว้าง ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็คือการนำทุนนิยมในแบบที่เคยเห็นและเป็นไป มานำเสนอให้เห็นถึงความเลวร้ายของมัน ก่อนจะตอกย้ำด้วยมุมมองของบ็อบ เวลช์ ที่พูดถึงการการทำงานทำการเก็บเงินทองเป็นเหมือนทาสให้กับบริษัท แล้วจู่ๆ วันหนึ่งทุกอย่างก็พังทะลาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำงานปิดตัว ลดขนาดกิจการ หรือเงินทองที่หวังจะนำไปต่อดอกออกผล ถูกนำไปใช้กับสิ่งที่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใดๆ แถมยังทำให้หดหายลงไปอีก ยิ่งถ้ามีการสูญเสียส่วนตัว เช่นที่เฟิร์นต้องสูญเสียสามี ชีวิตก็ต้องยิ่งกว่าเคว้งคว้างเป็นยกกำลังสอง

ขณะที่นำเสนอบทเรียนที่ได้รับจากความล้มเหลว หรือการถูกทุนนิยมในรูปแบบเดิมๆ เกาะกิน อีกมุมหนึ่งก็นำเสนอการดำรงชีวิตด้วยรูปแบบการทำเศรษฐกิจใหม่ๆ ซึ่งกำลังเดินหน้าไปอย่างช้าๆ แม้จะไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน แต่กับคนกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธการดำรงชีพแบบเดิมๆ ต้องการหนีจากวิถีชีวิตเก่า การทำงานตามช่วงฤดูกาล อย่างที่หนังแสดงให้เห็น ก็เป็นทางออกที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแพ็คสินค้าของแอมะซอน การทำงานในสถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานพักผ่อนหย่อนใจ ช่วงไฮ-ซีซัน ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตของพวกโนแมดได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นการทำงานที่ต่างตอบแทน เป็นอิสระต่อกัน ไม่ต้องผูกติดกันด้วยระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่ทำให้บริษัทต้องดูแลหรือเลี้ยงผู้คนไว้ตลอดเวลา ในขณะเดียวพวกเขาก็มีช่วงเวลาของตัวเอง ไม่ต้องแหง็กอยู่กับการทำงานหรือว่าบริษัทเดิมๆ ไปทั้งชีวิต

หากก็ต้องอยู่กับความระแวดระวัง การเตรียมพร้อม รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ควรก้าว อย่างที่ลินดา เมย์แสดงให้เห็น หรือมีจุดหมายบางอย่างของชีวิตไว้ในใจ เช่น สแวงกี

จุดหมาย ที่หลายๆ คนอาจมองว่าไร้จุดหมาย แต่จริงๆ ทุกคนล้วนมีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ รู้หรือเปล่าก็ตามที หากในวันหนึ่งพวกเขาก็จะค้นพบมันด้วยตัวเอง อย่าง บ็อบ เวลช์ ที่ใช้การรอนแรมไปบนท้องถนน กิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้คนเหล่านี้ ก็เพื่อกลบความทรงจำที่มีต่อการจากไปของลูกชาย ขณะที่เฟิร์น มันก็คือเธอจดจำมากไป และเธอต้องจัดการกับมันให้สิ้นซาก เมื่อชีวิตต่อจากนี้ของเธอ ไม่มี ‘ที่ทำงาน’ ไม่มี ‘เขา’ ไม่มี ‘บ้าน’ ในความหมายของคนทั่วไปอีกแล้ว

ด้วยการนำเสนอภาพทิวทัศน์ ที่แม้จะดูเวิ้งว้าง แต่ก็สวยงาม อาจจะดูเหงาๆ หากดนตรีประกอบที่ฟังอบอุ่น ละเมียดละไม ก็ทำให้ไม่รู้สึกอ้างว้าง ขณะภาพของผู้คนมากมาย ที่ล้วนห่วงใย พึ่งพาอาศัยกันได้ ก็ช่วยให้ไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยว แม้รอบข้างจะไม่มีใคร

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หนังทำให้รู้สึกก็คือ โลกใบนี้ทั้งใบกลายเป็น ‘บ้าน’ ของเฟิร์น ส่วนผู้คนที่ออกเดินทางใช้ชีวิตไปตามจุดหมาย ใช้ชีวิต หรือตามความฝันของตัวเอง ล้วนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ที่ไม่มีวันจากหายไปตามวันเวลา ก็อย่างที่เวลช์บอกกับเฟิร์นว่า การกล่าวลาของพวกเขาไม่ใช่การกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย เพราะสักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องได้เจอกันอีกในที่สักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในลานจอดรถ ตามท้องถนน

จากจุดจบของชีวิตในโลกแบบเดิม เฟิร์นได้เริ่มต้นเดินทางและมีชีวิต ‘ใหม่’ อีกครั้ง ในดินแดนที่แสนกว้างใหญ่เหลือเกินที่ชื่อ Nomadland….

ผู้กำกับ: โคลอี เจ้า นักแสดง: ฟรานเซส แม็กดอร์แมนด์, เดวิด สเตรเธิร์น, ลินดา เมย์, สแวงกี

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 8 กรกฎาคม 2564

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
1
Happy
1
In Love
1
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:Movie Review

Comments are closed.