ดูมาแล้ว – SCHINDLER’S LIST: รายชื่อของชินด์เลอร์ หนังขึ้นหิ้งของสปีลเบิร์ก

SHARE THIS
  • 119
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    119
    Shares

หากจะให้เลือกว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ช่วงเวลาใด หรือปีไหนของสตีเวน สปีลเบิร์ก คือปีที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด คำตอบก็น่าจะเป็นปี 1993 ที่เขามีหนังออกฉายถึงสองเรื่อง

เรื่องแรก Jurassic Park ในช่วงซัมเมอร์ที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดทั่วโลกในช่วงเวลานั้น ซึ่งตอกย้ำการเป็นพ่อมดฮอลลีวูดของสปีลเบิร์ก ที่เนื้องานเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ที่เข้าถึงผู้ชมมหาศาล

15 ธันวาคม 1993 สปีลเบิร์กกลับมาพร้อมกับงานที่แตกต่างออกไปสุดขั้ว ที่ไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขาอย่างชัดเจน ด้านที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเขาพยายามให้หลายๆ คนได้รู้จักมาก่อนหน้านี้ จากผลงานอย่าง Color Purple หรือ Empire of the Sun แต่ก็ยังให้ความรู้สึกลักลั่น ในแบบผลไม้ที่ไม่สุกงอมอย่างเต็มที่พอดิบพอดี

ท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้ทำให้สปีลเบิร์กได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์เป็นครั้งแรก ตัวหนังเองก็ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครอง และนับจากนี้ มุมมอง หรือทิศทางในการทำงานของผู้กำกับรายนี้ก็ดูจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานเพื่อความบันเทิงทั้งหลาย ที่รู้สึกราวกับว่าสปีลเบิร์กก้าวพ้นวัยเกินทำหนังในทางนี้แล้ว เมื่อเนื้องานดูไปไม่สุดทางอย่างที่เคยเป็น กระทั่งในหนังที่เคยอยู่มือ อย่าง Indiana Jones and the kingdom of the Crystal Skull รวมไปถึง The Adventures of Tintin แต่กลับไปได้สวยกว่ากับงานในทางซีเรียส เช่น Munich, Lincoln หรือ Saving Private Ryan

จนกระทั่งปีที่ผ่านมา Ready Player One แสดงให้เห็นว่า เด็กชายที่อยู่ในร่างของผู้ชายวัย 72 ปี ยังคงมีลมหายใจ ไม่ได้หายไปไหน และที่บังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อก็คือ เป็นปีที่หนังซึ่งราวกับเป็นจุดเปลี่ยนของสปีลเบิร์ก อายุครบ 25 ปีพอดิบพอดี และในปีนี้ก็กลับมาลงโรงให้ได้ชมกันอีกครั้ง หลังผ่านการบูรณะทำเป็นงานดิจิตอล 4เค

หนังเรื่องนั้นชื่อ Schindler’s List ที่แม้จะสร้างจากนิยายเรื่อง Schindler’s Ark ของโธมัส เคนีลลี นักเขียนชาวออสเตรเลีย แต่ต้นทางของหนังสือก็มาจากเรื่องจริงของออสการ์ ชินด์เลอร์ ที่เปิดโรงงานทำหม้อชามรามไหในโปแลนด์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วสามารถช่วยชีวิตชาวยิวให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ถึงพันกว่าคน

สปีลเบิร์กเลือกที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วยภาพขาว-ดำ มีเพียงฉากเปิดและปิดของหนังที่เป็นสี รวมถึงบางฉากที่มีการย้อมสีเฉพาะเพื่อสร้างนัยบางอย่าง การกำกับภาพของจานุซ คามินสกี ก็ละเมียดละไม แม้จะดูสวยงาม แต่ก็ขับเน้นความหดหู่ หม่นเศร้า ขาดสีสันไปพร้อมๆ กัน รวมถึงทำให้หนังดูเคร่งขรึม จริงจัง ไม่ต่างไปจากกำลังชมภาพข่าวจากยุคนั้น บรรดานักแสดงแม้จะมีตัวละครเด่นๆ ให้เล่นเพียง เลียม นีสัน, เบน คิงสลีย์ และเรล์ฟ ไฟนส์ หากแต่ละคนก็ให้การแสดงที่น่าจดจำ และอยู่ในระดับ ‘ท็อปฟอร์ม’ ของตัวเอง

บทก็แน่นคม แม้ในช่วงท้ายๆ อดจะให้รู้สึกว่าพยายามสร้างความตื่นเต้น หรือบีบคั้นอารมณ์เกิดเหตุอยู่บ้าง แต่กับความยาวกว่าสามชั่วโมง เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตัวละครมีพัฒนาการ ทั้งโดยส่วนตัว และความสัมพันธ์ของพวกเขา มีช่วงเวลาที่ตึงเครียด และผ่อนคลาย ซึ่งทำงานอย่างได้ผล จนหนังไม่เคียดขึ้งจนเกินไป และสามารถรับสารที่หนังต้องการสื่อได้ครบถ้วนกระบวนความ

การได้ชมหนังเรื่องนี้อีกหนบนจอภาพยนตร์ใหญ่ๆ ทำให้รู้สึกถึงภาษาหนัง ที่สปีลเบิร์กใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมุมกล้อง ที่กลายเป็นตัวกำหนดอารมณ์ผู้ชมโดยไม่รู้ตัว เมื่อหลายต่อหลายครั้ง มันทำหน้าที่แทนสายตาคนดู ทำให้เราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ การวางคอมโพสของภาพ ตลอดจนการจัดแสงไล่เฉดเงาต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่เอาสวย แต่สื่อความหมายหลายๆ อย่างให้ตีความ หรือสร้างอารมณ์ต่างๆ นานา รวมทั้งสัมผัสลงลึกถึงอารมณ์ของตัวละคร จากภาษาท่าทางของบรรดานักแสดงได้เต็มที่

ซึ่งบางทีนอกจากคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น วัย ประสบการณ์ และการได้สัมผัสกับหนังเรื่องนี้มากกว่านับนิ้วหนึ่งข้าง ก็ทำให้ได้เห็นอะไรจากหนังมากกว่าที่เคย

แต่ที่โดดเด่นอย่างที่สุดก็คือ ดนตรีประกอบของจอห์น วิลเลียม (ที่คว้ารางวัลออสการ์กลับบ้านจากเรื่องนี้ด้วย) ที่ฟัง ‘น้อย’ แต่ให้ได้มากมายทั้งในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก โดยที่ไม่ต้องโหมประโคมอย่างที่เคยเป็น ดนตรีที่ฟังละเมียด มีทั้งความโหยไห้ ห่วงหา ซุกซ่อนเอาไว้ โดยเฉพาะเสียงไวโอลินที่บาดลึกของ อิทชัค เพิร์ลแมน ที่บางคราวอาจจะฟังลื่นไหล รื่นรมย์ แต่ก็ไม่ทิ้งความทุกข์ตรม ยังรู้สึกได้ถึงวิบากกรรมที่ตัวละครต้องเผชิญ ซึ่งช่วยเสริมการเล่าเรื่องอย่างได้ผล

ขณะที่เรื่องราวของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของหนัง ก็ไม่พ้นสมัย เมื่อทุกวันนี้คนเรายังคงสังหาร กวาดล้างกันด้วยความคิดที่คล้ายๆ กัน และอาจจะดูด้อยความสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำไป เรายังได้รับข่าวคราวการฆ่าฟันกันเพราะความแตกต่างจากหลากหลายมุมของโลก ตั้งแต่เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ หรือกระทั่งความคิดทางการเมือง

สารที่หนังต้องการสื่อและนำเสนอยังไม่เชย และยังคงร่วมสมัย

แม้จะมีผลงานที่ทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์อีกหลายครั้ง และคว้ามาได้อีกหนในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Saving Private Ryan แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่ได้รับการจดจำ หรือทำให้รู้สึกได้อย่างที่ Schindler’s List ทำเอาไว้ และไม่น่าแปลกใจที่หนังว่าด้วยรายชื่อของชาวยิวที่รอดชีวิตด้วยมือของออสการ์ ชินด์เลอร์ จะเป็นงานบนหิ้งอีกเรื่องหนึ่งของสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้ชมไปอีกนาน

และการที่สามารถยืนหยัดผ่านเวลามาได้อย่างน้อยๆ 25 ปีก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีในตัวเองอยู่แล้ว

โดย นพปฎล พลศิลป์ จาก www.gqthailand.com วันที่ 10 มกราคม 2562


SHARE THIS
  • 119
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    119
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On