Squid Game ปิดฤดูฉายที่ 2 อย่างน่าติดตาม ด้วยการทิ้งปมมากมายให้สานต่อ เมื่อตัวละครหลาย ๆ ราย ไม่ได้แค่มาสร้างมิติให้กับเรื่องในฐานะผู้เล่นเกม อย่างที่ ธานอส (ทีโอพี) แร็ปเปอร์ตกอับ หรือแม่หมอจอมกดดันเป็น แต่มีเรื่องราวของตัวเองที่ผูกโยงกับตัวละครอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ผู้คุมหญิงเกาหลีเหนือ (พัคกยูยอง) กับคุณพ่อจิตรกร (อีจินอุก) ในสวนสนุกที่ลูกสาวป่วยเป็นโรคร้าย, อีมยองกี (อิมซีวาน) อินฟลูฯ คริปโต ที่อดีตคนรัก (โจยูรี) เข้ามาเล่นเกมโดยตั้งท้องลูกของเขา ตลอดจนผู้เล่นเกมสองแม่ลูก ฝั่งผู้ควบคุมเกมก็มีเรื่องการขายอวัยวะผู้เสียชีวิต นอกพื้นที่เล่นเกมก็เป็นความพยายามหาสถานที่เล่นเกมของฮวังจุนโอ (วีฮาจุน) น้องชายฟรอนต์แมนของเกม (อีบยองฮอน)
เกมที่เล่นกัน นอกจากจะแตกต่างจากฤดูฉายแรก (มีซ้ำเกมเดียว) กฏกติกาก็เปลี่ยน ทำให้เรื่องมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น การโหวตไปต่อหรือพอแค่นี้ ที่เผยให้เห็นจิตใจของตัวละครได้มากกว่าเดิม
เรื่องก็เล่าสนุก เพราะมีหลากหลายให้เกาะติดขนานกันไป หลัก ๆ ก็คือ การตามหาสถานที่เล่นเกมกับการเล่นเกม ซึ่งต่างมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยในตัวแทรกเข้ามา อาทิ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของฮวังจุนโอกับฟรอนต์แมน, หนอนในทีมค้นหา นั่นคือเรื่องราวนอกเกม ส่วนในเกมก็ยุ่บยั่บ ทั้งจากฝั่งคนเล่น ฝั่งผู้ควบคุม ที่หากเล่าไม่ดี บทไม่แม่น ปมหนา ๆ เนื้อหาแน่น ๆ ก็จะเละเทะเลอะเทอะไม่ยาก
แต่ฮวังดองฮยอก เจ้าของเรื่อง/ ผู้เขียนบท และผู้กำกับ ที่เป็นผู้ดูแลรายการด้วยทำสำเร็จ Squid Game ฤดูที่ 2 ไม่ได้วนเวียนอยู่กับเรื่องการเล่นเกมจนดูซ้ำซาก ยิ่งไปกว่านั้นตัวละครที่ปรากฏตัวตั้งแต่ฤดูฉายแรกล้วนมีพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นฟรอนต์แมนที่อยากลิ้มรสสิ่งที่ผู้เล่นเกมหมายเลข 001 ของปีแรกเคยสัมผัส ตัวซองกีฮุน (อีจองแจ) ที่ไม่ได้ใส ๆ อีกต่อไป แต่มาพร้อมความมุ่งมั่น เคร่งเครียด มากกว่าเดิม
เรื่องปิดจบตรงการต่อสู้กับกลุ่มผู้คุมเกม ภายใต้การนำของซองกีฮุน ตัวเอกของเรื่องและผู้ชนะเกมในฤดูฉายแรก ซึ่งกลับมาเล่นเกมเพื่อเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ล้มเหลว จนต้องตามดูกันต่อว่า ผู้ควบคุมเกมจะทำอย่างไรกับเขา และตัวเกมที่ยังมีให้เล่นอีก 3 ด่าน จะไปต่อยังไง
ฤดูฉายที่ 3 ที่ย้ำชัด ๆ ว่าเป็นฤดูสุดท้าย เริ่มเรื่องต่อจากที่ฤดูฉายก่อนหน้าทิ้งไว้อย่างมีพลังและน่าตื่นเต้น แต่แทนที่จะเล่าต่อด้วยจังหวะจะโคนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องทั้งเนื้อหาและอารมณ์ ทุกอย่างกลับถูกผ่อนลง ที่ไม่ใช่แค่ปรับเปลี่ยนจากเฮฟวี เมทัลมาเป็นฮาร์ดร็อค แต่กระชากกันลงมาถึงพ็อปบัลลาด ความกระฉับกระเฉงแปรเปลี่ยนเป็นความยวบย้วย กระทั่งในช่วงเล่นเกมที่มี 3 เกม เล่นซ่อนหา, กระโดดเชือก และเกมปลาหมึกลอยฟ้า ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าเกมก่อน ๆ หน้า เมื่อให้เวลากับความพยายามขยี้อารมณ์ผู้ชมที่เนิ่นนานเกินเหตุ แต่เมื่อน้ำหนักเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครมีไม่มากพอ ผู้ชมเลยไม่รู้สึกอะไรมากนัก ความพยายามทีี่ว่าเลยไม่สัมฤทธิ์ผล
สถานการณ์ที่แตกกิ่งก้านออกไปและเล่าขนานกัน ก็ไม่ลงตัวเหมือนเคยเป็น หลายครั้งยังพาลให้อารมณ์ในการชมไม่ปะติดปะต่อซ้ำ กำลังลุ้นกับเกมดี ๆ ก็ต้องมาดูเรื่องการล่าหนอนในเรือประมงคั่น ความเข้มข้นในห้องนอนของผู้เล่นเกมกำลังตึง ๆ ก็ถูกตัดมาที่เรื่องผู้คุมสาวเกาหลีเหนือกับคุณพ่อจิตรกรที่บางเบาความรู้สึกกว่าเยอะ เกมเองจากรูปแบบการเล่นและกติกา ดูมีองค์ประกอบที่น่าจะลุ้นหรือตื่นเต้นด้วยได้ไม่ยาก เช่น เล่นซ่อนหา ที่เจอแล้วต้องฆ่ากันให้ตาย ซึ่งเล่นกับความสัมพันธ์ของตัวละคร โดยมีความเหี้ยมโหดเป็นตัวเพิ่มรสชาติ แต่ด้วยความวุ่นวาย ซ้ำซากของสถานการณ์ ทำให้บีบอารมณ์ไม่สำเร็จเช่นที่เกมลูกแก้วในปีแรกทำได้
เกมกระโดดเชือก ที่มีปมให้ขยี้สวย ๆ ทั้งเรื่องคิมจุนฮีกับอีมยองกีและลูกของทั้งคู่ ความเห็นแก่ตัวของผู้เล่นเกมที่ผ่านด่านแล้วและหาทางจัดการคนที่กำลังจะผ่านตามมา กลับทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ความสัมพันธ์ของจุนฮีและมยองกีใช้งานได้ไม่คุ้มค่า ความสัมพันธ์ของตัวละครหลายราย ตลอดจนที่มาก็ดูจงใจ และสัมผัสได้ว่ามีเพื่อหวังผลบางอย่างต่อไป
จุดจบหรือบทสรุปที่เกิดขึ้นกับผู้เล่นก็ไม่ยากเกินเดา นั่นหมายความว่า ตัวเรื่องขาด “เซอร์ไพรส์” สถานการณ์หักมุมหรือพลิกผันก็ด้วย การหาทางออกให้ตัวละครบางคน อย่าง ผู้คุมสาวเกาหลีเหนือก็ง่ายจัด โดยเฉพาะคู่ปรับของเธอเป็นถึงระดับเบอร์ 2 รองจากฟรอนต์แมน ดูจากการตัดสินใจ วิธีคิดแล้ว น่าจะถูกปลดลงไปเป็นผู้คุมมากกว่า
อารมณ์ขันที่ลูกน้องเจ้าพ่อ ซึ่งมาร่วมตามหาสถานที่เล่นเกมเป็นตัวชงหลัก ก็ดูลักลั่นจากโทนของเรื่อง และไม่ช่วยผ่อนคลายอะไรมากนัก บางทีอาจจะเพราะการเล่าเรื่องที่จังหวะ-อารมณ์ต่าง ๆ ไม่แม่น เรื่องเลยไม่เคร่งเครียดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การใส่ตัวผ่อนอารมณ์ลงมาเลยช่วยอะไรไม่ได้มาก แล้วหนักไปทางน่ารำคาญ หรือพาเรื่องเทอะทะโดยใช่เหตุ
ยังดีที่พัฒนาการตัวละครยังพอไปได้ โดยไฮไลท์อยู่ที่ อีมยองกี ที่ค่อย ๆ ทวีความสำคัญมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเขาถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ของเรื่อง โดยเฉพาะการตัดสินใจในตอนท้าย นัมกยู (โนแจวอน) อดีตเด็กผับก็รับไม้ต่อจากที่ธานอส (ทีโอพี) ทิ้งเอาไว้ได้ดี ฟรอนต์แมนของอีบยอนฮอนก็เติบโตจากที่เห็นในฤดูฉายแรก และได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากซองกีฮุน จนดูเป็น “มนุษย์” มากขึ้นในท้ายที่สุด ส่วนรายหลัง “บท” ทำให้เป๋ไปเยอะจากการจิตตกหลังการต่อสู้กับพวกผู้คุมเกมล้มเหลว การแสดงก็ดู “ล้น ๆ” ต่อให้พอพูดได้ว่า ดึงกลับมาสำเร็จในตอนท้าย แต่ตัวละครก็ดูไม่น่าเชื่อถือไปเรียบร้อยแล้ว
ที่สำคัญ ประเด็นทางสังคมยังแข็งแรงหนักแน่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้น ความเชื่อในความเป็นมนุษย์จากที่เห็นในฤดูฉายแรก ฤดูฉายที่ 2 และ 3 เรื่องการต่อสู้กับ “ระบบ” ถูกชูเด่นชัดยิ่งขึ้น ผ่านการต่อสู้ของคนตัวเล็ก ๆ อย่าง ซองกีฮุน ซึ่งผลลัพธ์ที่ปรากฏก็คือ “ความล้มเหลว” จนบางทีรู้สึกว่า การจบลงในฤดูฉายที่ 2 แบบขมวดให้สวยกว่าที่เป็นอยู่สักหน่อย สิ่งที่ต้องการสื่อก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก แถมอาจชัดกว่าเดิมด้วยซ้ำ เมื่อกีฮุนกับผู้เล่นเกมคนอื่น ๆ ยับเยินอย่างที่เห็น
แต่การจบในฤดูฉายที่ 3 อย่างที่เป็น ก็เผยด้วยว่า การต่อสู้ของซองกีฮุนไม่ถึงกับล้มเหลว อย่างน้อยก็ทำให้ฟรอนต์แมน “รู้สึก” ถึงอะไรบ้าง มีความเป็นมนุษย์มนามากขึ้น ในโลกที่ระบบยังคงทำงาน และแตกกิ่งก้านสาขาต่อไป โดยไม่รู้ว่าจะต้องมีอีกกี่ซองกีฮุน ระบบถึงจะล่มสลาย หรือจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตอนกี่โมง
ข้อมูลภาพยนตร์:
ผู้ดูแลรายการ: ฮวังดองฮยอก นักแสดง: อีจองแจ, อีบยองฮอน, วีฮาจุน, อิมซีวาน, คังฮานึล, พัคกยูยอง, อีจินอุก, พัคซองฮุน, ยังดงกึน, คังเอชิม, โจยูรี
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 36 ฉบับที่ 6 (ฉบับที่ 426)

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่นี่
ติดตามเรา ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามที่นี่















