ดูมาแล้ว The Big Short วิกฤตอสังหาฯ เมื่อสิ่งที่คิดว่า รู้ คือไม่รู้ คิดว่า ใช่ แต่มีอะไรมากกว่าที่เห็น

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

THE BIG SHORT: บอกกันตรงๆ ไปเลย ในฐานะคนที่ไม่เล่นหุ้น ไม่รู้จัดการลงทุนในกองทุนต่างๆ หลายๆ อย่างในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ แต่ถึงจะไม่เข้าใจ หากจับประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอได้อยู่หมัด

the-big-short

แม้จะเต็มไปด้วยศัพท์ในตลาดค้ากองทุน หุ้น ไม่ว่าจะเป็น สวอป, ซีดีโอ, ชอร์ท และอีกสารพัด ก็เป็นงานที่เข้มข้น และดูสนุกได้เช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคนทำหนังเรื่องนี้ ก็พยายามจะสื่อสาร หรือสร้างความเข้าใจให้กับผู้ชมอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง ที่หยิบเอาคำพูดของมาร์ค ทเวน มาเกริ่นนำ

“It ain’t what you don’t know that gets you into trouble. It’s what you know for sure that just ain’t so.”

หนังพาไปพบกับคน 4 กลุ่มที่มองเห็นว่า อีกไม่นานจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และทุกคนก็มองหาโอกาสที่จะทำกำไรจากภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้น ด้วยการลงทุนซื้อตราสารหนี้ที่มีการรับประกัน (ไม่แน่ใจว่าใช่คำถูกหรือไม่นะ – แต่น่าจะประมาณๆ นี้) เพื่อรอเวลาเทขายเมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้น สิ่งที่พวกเขาคาดการณ์กันถูกต้อง แต่ในระบบธุรกิจพวกเขาไม่ใช่คนที่อยู่บนยอดสุดของธุรกิจ และไม่ใช่พวกเขาเท่านั้นที่อยู่ในธุรกิจนี้ เรื่องที่จะตบเงินกันมาได้ง่ายๆ ก็ไม่ง่าย และที่คิดว่าจะเป็นแค่เรื่องฟองสบู่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาเพียงเท่านั้นมันก็ไม่ใช่ เพราะในระบบการลงทุนทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ มันโยงใยกันไปได้ทั่วโลก ถ้าตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ อเมริกาล้มครืน มันไม่ใช่แค่เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว แต่เป็นเรื่องของขุดดวงดาวแต่ร้าวไปถึงจักรวาล

และสิ่งที่ The Big Short แสดงให้เห็นก็คือ ที่สุดแล้วไม่มีใครอยากให้ยักษ์ล้ม ปลาซิว ปลาสร้อย นักลงทุนรายย่อย ตัวเล็กตัวน้อยต่างหาก ที่ต้องสละชีวิต ที่หมายความถึง ชีวิต ที่มีลมหายใจและเลือดเนื้อจริงๆ ไปกับการพังทลายของสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

อย่าคิดว่ารู้มาก และมั่นใจว่าใช่ เพราะยังมีอะไรที่ยังไม่รู้ และใช่กว่าอีกเยอะ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ใช่คนกำหนดเกม หรือยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร

หนังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสูบเงินจากผู้ลงทุน ผ่านคำเตือนที่แสนจะห่วงใยว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ” ทีีต้องให้มิดชิดขนาดไหน ก็ปิดความเสี่ยงไม่ได้ถ้าคุณไม่ใช่ยักษ์ หรือคนคุมเกม แล้วถึงแม้จะได้ ก็ต้องลุ้นกันหัวใจวาย หรือไม่ก็ต้องละเมิดมโนธรรมของตัวเอง

แม้จะเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางเทคนิคมากมาย หนังก็พยายามเล่าเรื่องด้วยลูกเล่น สีสันต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้ ดูสนุกขึ้น และเข้าใจง่ายขึ้น อย่าง การใช้นักแสดง ศิลปินดังๆ มาอธิบายศัพท์แสงต่างๆ การให้นักแสดงในเรื่องหันมาพูดคุยบอกเล่าสิ่งต่างๆ กับผู้ชมโดยตรง การเคลื่อนกล้อง มุมกล้อง ที่หลายๆ ครั้งทำให้รู้สึกเหมือนกับกำลังนั่งดูหนังสารคดี ที่ทำให้ตัวหนังมีความจริงจังมากขึ้น

ขณะที่นักแสดงในเรื่องไม่มีใครที่ดูเหมือนเล่น หากทุกคนดู ‘เป็น’ ตัวละครตัวนั้นจริงๆ พาให้หนังเข้มข้น หนักแน่นขึ้นไปอีกเป็นพะเรอเกวียน

ใช่ที่เรื่องราวของการซื้อหุ้น การกว้านซื้อกองทุน ศัพท์แสงเทคนิคทั้งหลาย อาจจะทำให้มึนงง แต่ถ้าจับประเด็นของหนังได้แบบเหมาะมือ The Big Short เป็นงานที่สนุก ลุ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้บทสรุปของเรื่องนี้มาก่อน แต่ก็เหมือนประโยคที่หนังเปิดเอาไว้ “การที่คิดว่ารู้แน่ๆ หากจริงๆ แล้วไม่รู้ นั่นละที่สร้างปัญหา” มุมมองต่างๆ ที่หนังนำเสนอออกมา ก็น่าจะทำให้ “รู้” ได้มากกว่าที่คิดว่า “รู้”

แล้วประโยคที่ว่า ก็ไม่ใช่แค่การพยายามสื่อสารหรือเกริ่นนำเรื่อง แต่มันคือ “คีย์เวิร์ด” ของ The Big Short เลยด้วยซ้ำ อย่างที่ ตัวละครของเบล, กอสลิง, คาเรลล์ และไอ้หนุ่มอีกสองคนในหนังแสดงให้เห็น

(ปล. ควรอ่านเรื่องนี้ http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/10/I7123157/I7123157.html เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น แต่อย่าหาภาคสองอ่าน หากยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ เพราะจะสปอยล์เรื่องราวทั้งหมด)

ควรดูถ้าชอบ: Margin Call, Inside Job

โดย นพปฎล พลศิลป์


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.