ดูมาแล้ว – THE SOCIAL DILEMMA: “ความจริงที่แสนน่ากลัวของมนุษยชาติ”

SHARE THIS
  • 8
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    8
    Shares

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บรรดาโซเชียล มีเดียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุค, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ รวมไปถึงสารพัดการติดต่อแบบออนไลน์ อย่าง วอทส์แอพพ์, สไกป์, ไลน์ หรือกระทั่งอี-เมล คือส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน ที่หลายๆ คนหมดเปลืองเวลาไปกับแอพพลิเคชันต่างๆ เหล่านี้ มากกว่าเวลาในการทำงาน, ใช้ชีวิต หรือปฏิสันถารกับผู้คนแบบตัวต่อตัว เห็นหน้าเห็นตากันจริงๆ ด้วยซ้ำ

ด้วยความสะดวกสบายที่แอพพลิเคชันเหล่านี้มอบให้ผู้ใช้งาน ทำให้หลายๆ คนลืมไปว่าในเวลาเดียวกันแอพพลิเคชันเหล่านี้ก็กำลังหาประโยชน์คนที่ใช้มันไปพร้อมๆ กัน และหนึ่งในเป้าหมายหลักของแอพพลิเคชันต่างๆ ก็คือ ทำให้ผู้ใช้งานอยู่กับมันให้นานที่สุด เพื่อหาประโยชน์ให้มากที่สุด

โดยกลไกหนึ่งที่ถูกใช้ก็คือ การเก็บข้อมูลการใช้งานของแต่ละคนให้มากที่สุด เพื่อที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. ได้ ‘เดา’ ใจ ‘ทาย’ ความต้องการของผู้ใช้งานถูกต้องแม่นยำที่สุด ซึ่งพูดได้ว่า แอพพลิเคชันเหล่านี้ รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเองด้วยซ้ำไป

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความน่ากลัวจากโซเชียล มีเดียทั้งหลาย และอาจเป็นด้าน ‘มืด’ ที่สว่าง และอาจจะมีพิษภัยน้อยที่สุดของมัน ที่หนังสารคดีเรื่องนี้เปิดเผยให้ผู้ชมได้รับรู้ ด้วยซ้ำ เพราะผลพวงอันเลวร้ายจากความพยายามทำให้ผู้ใช้งาน ‘ติด’ อยู่กับมันให้นานที่สุดจากปัญญาประดิษฐ์ยังมีอีกมากมาย แถมหลายๆ อย่างก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนบนโลกจริงๆ เรียบร้อยแล้ว

เมื่อการให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสแต่สิ่งที่ ‘น่าจะ’ ชอบ หรือ ‘ควรจะ’ สนใจ โดยคัดสรรจากข้อมูลในการเข้าชมสิ่งต่างๆ หรือเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นที่ระบบเก็บเอาไว้ ทำให้ผู้ใช้งานรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ไม่ผิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ, โดนปลุกปั่นความคิด หรือที่ยิ่งกว่านั้น ก็คือถูกล้างสมอง จนเชื่อในสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ป้อนให้ว่าใช่ เป็นความถูกต้อง แล้วหากเป็นเรื่องความขัดแย้งต่างๆ เช่น การเมืองหรือความเชื่อ การทำงานของปัญญาประดิษฐ์ก็ส่งผลให้ความขัดแย้งยิ่งฝังรากลึกลงไป แล้วหากผู้ใช้งานไม่คิดเสาะหาแง่มุมที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตัวเองรับรู้ หรือเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ด้วย ‘ตัวเอง’ นอกเหนือไปจากโซเชียล มีเดียที่ใช้ ก็จะจมอยู่กับความขัดแย้งไปเรื่อยๆ และทำให้เกิดอะไรที่แย่ๆ ตามมาอีกมากมาย

ซึ่งบางส่วนก็มีให้เห็นแล้วบนโลกทุกวันนี้ ที่น่ากลัวก็คือ ตราบที่ผู้คนยังคงอยู่กับสังคมในโลกออนไลน์ ทำตัวเข้าสังคมก้มหน้า ปัญหาที่เกิดขึ้นนอกจากจะไม่มีทางทุเลาลงแล้ว ยังเป็นไปได้ด้วยว่าจะรุนแรงกว่าเดิม หากผู้อยู่เบื้องหลังการทำงานของแอพพลิเคชันเหล่านี้ ยังคงคิดแบบเดิมๆ ที่อิงกับผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง

ส่งผลให้สังคมอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างที่ชื่อของหนังสารคดีเรื่องนี้เป็น

ด้วยความใกล้ตัว และอยู่ในชีวิตจริงของผู้คน สิ่งที่หนังสารคดีเรื่องนี้นำเสนอ น่าจะทำให้หลายๆ คนมองโซเชียล มีเดียทั้งหลาย ด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ได้มองแค่ประโยชน์ของมันที่ทำให้ความช่วยเหลือต่างๆ ถูกส่งต่อทันท่วงที ช่วยให้ผู้คนที่ไม่ได้เจอกันได้พบกัน พูดง่ายๆ คือได้สัมผัสเหรียญทั้งสองด้านของโซเชียล มีเดีย ที่น่าจะส่งผลถึงการใช้งานที่ต้องระมัดระวัง หรือละเอียดละออกว่าที่เคยเป็น

ถึงจะเป็นหนังสารคดี แต่การนำเสนอประเด็นที่น่าวิตก หรือชวนให้หวาดหวั่นไม่แพ้หนังเขย่าขวัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ก็ทำให้ The Social Dilemma มีความน่าติดตาม แล้วสิ่งที่ต่างๆ ที่ได้รับรู้ก็เล่าให้เข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยการแทรกภาพยนตร์ที่แสดงถึงชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ที่มีทั้งคนที่ติดโซเชียล มีเดีย และคนที่ไม่หลงไปกับมัน แล้วนำเสนอด้วยว่า ต่อให้ไม่ได้ใช้งาน หากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่จมอยู่ในโลกเหล่านั้น ก็ได้รับผลกระทบได้ไม่ยากเลย ตลอดจนภาพชีวิตของคนที่ติดโซเชียล มีเดียว่าเปลี่ยนไปในด้านที่ ‘ดี’ ขึ้นขนาดไหน เมื่ออยู่ห่างๆ มัน

การอธิบายการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ ก็เป็นเดียวกันกับที่แอนิเมชันเรื่อง Inside Out นำเสนอการทำงานของจิตใต้สำนึก ซึ่งนอกจากจะเข้าใจง่าย ยังกระจ่าง และดูสนุก

กับความน่าเชื่อถือ หนังได้ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังโซเชียล มีเดียตัวจริงมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น กูเกิล, เฟซบุค, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ ฯลฯ โดยแต่ละคนก็ไม่คิดว่า สิ่งที่พวกเขามีส่วนสร้างขึ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ในมุมหนึ่งการออกมาพูดใน The Social Dilemma ของคนเหล่านี้ ก็ชวนให้คิดว่าทุกคนกำลังสารภาพบาป แล้วกับการที่พวกเขาออกมาแสดงความเห็น ให้คำแนะนำด้วยตัวเอง ก็น่าจะกระตุ้นการรับรู้ของผู้คนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการที่พวกเขาเลือกที่จะไม่ให้ลูกๆ ใช้งานโซเชียล มีเดีย หรือถ้าใช้ ก็ต้องมีขอบเขตเรื่องเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังจบลงด้วยการให้ทุกคนตั้ง ‘ความหวัง’ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังแก้ไข หรือทำให้ทุเลาลงไปได้ ซึ่งอะไรที่เราต่าง ‘หวัง’ ว่า จะดีขึ้นหรือไม่แย่ลง นั่นหมายความว่า ภาวะวิกฤติไม่ใช่แค่เกิดขึ้น และดำเนินไป แต่สามารถมองเห็นความเลวร้ายยิ่งกว่ารออยู่ข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว
(The Social Dilemma มีให้ชมที่ เน็ทฟลิกซ์)

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1313 ปักษ์แรกตุลาคม 2563


SHARE THIS
  • 8
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    8
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On