ดูหนังทั้งปี 2019 ตอนที่สอง พบกับ SHAZAM!, US, THE KID WHO WOULD BE KING

SHARE THIS
  • 56
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    56
    Shares

มาถึงตอนที่สองของดูหนังทั้งปี ที่จะสรรหาหนังที่ห้ามพลาดมาแนะนำให้ได้เตรียมตัวชมกัน ซึ่งบางเรื่องหลายๆ คนก็อาจจะสัมผัสได้ด้วยตาตัวเองไปแล้ว อย่าง Glass ที่ขอเสนอเรื่องราวเพิ่มเติมให้รับรู้มากขึ้นไปอีก และบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกคาดการณ์ว่าห้ามพลาดเรื่องหนึ่งของปีนี้

ที่ยังมีอีกมากมายให้ได้ชมกัน

SHAZAM! “จักรวาลที่แผ่ออกไปของดีซี ฉบับหรรษา”
ผู้กำกับ: เดวิด แซนด์เบิร์ก นักแสดง: แซคารี เลวี, มาร์ค สตรอง, แอเชอร์ แองเจิล, แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์, เกรซ ฟุลตัน

“ผมไม่แน่ใจว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกผม!” เดวิด แซนด์เบิร์กพูดติดตลก เมื่อถูกถามว่า ผู้กำกับหนังทุนต่ำแต่ให้คุณภาพสูง แถมยังเป็นหนังสยองขวัญ อย่าง Annabelle: Creation และ Lights Out ถูกเรียกมาทำหนังซูเปอร์ฮีโรเรื่องสำคัญที่จะกลายเป็นหนังภาคต่อ ในจักรวาลที่แผ่ขยายออกไปของดีซีได้ยังไง “ผมอยากลองทำอย่างอื่นบ้าง และพวกเขาก็บอกว่า ‘เฮ้… บางทีนี่อาจจะบางสิ่งสำหรับคุณก็ได้นะ?’”

เห็นได้ชัดว่านี่คือ Big ที่มาบวกกับ Superman เพราะใน Shazam! เราจะได้เห็นบิลลี แบ็ตสัน (แอเชอร์ แองเจิล) เด็กในบ้านอุปถัมภ์วัย 14 ปี จู่ๆ ก็ได้รับพลังวิเศษจากพ่อมดโบราณ (ดไจมอน เฮาน์ชู) ที่บังคับให้บิลลีละล่ำละลักเอ่ยคำที่เป็นชื่อเรื่องซึ่งเปี่ยมไปด้วยสีสัน แล้วเขาก็กลายเป็น ซูเปอร์ฮีโรวัยผู้ใหญ่กล้ามเป็นมัดๆ (รับบทโดย แซคารี เลวี จากซีรีส์สายลับทางโทรทัศน์ Chuck) ที่วิ่งวุ่นไปทั่วเมืองกับเฟร็ดดี ฟรีแมน (แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์) เพื่อนที่เป็นเด็กบ้านอุปถัมภ์เหมือนกัน เพื่อค้นหาว่า อะไรบ้างที่พลังพิเศษของเขาทำได้และทำไม่ได้ ซึ่งก็ทำได้ทันเวลาที่จะเผชิญหน้ากับ ดร. แธดเดียส ซิวานา (มาร์ค สตรอง) ตัวร้ายคนสำคัญ

“เขาเหมือนเด็กตัวใหญ่” แซนด์เบิร์กพูดถึงเลวี “เราทดสอบบทกับคนมาตั้งเยอะ แล้วพอได้เจอเขา ผมก็แบบ ‘เขานี่ละคนที่ใช่’ เขามีพลัง มีความน่าตื่นเต้นในตัว” พลัง, ความน่าตื่นเต้น นี่ไม่ใช่คำที่จะได้ยินกันง่ายๆ ในหนังที่ว่าด้วยจักรวาลของหนังดีซีส่วนใหญ่ แต่ Shazam! มีบทที่คมคาย และสนุก นักแสดงที่ได้ และผู้กำกับที่จริงๆ แล้ว เหมาะสมกับหนังเรื่องนี้ซะยิ่งกว่าหนังเรื่องที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ความงดงามของ Annabelle: Creation ก็คือการให้เรื่องราวเกิดขึ้นในที่หลบภัยของเด็กๆ และ Shazam! ก็จะมาพร้อมกับตัวประหลาดมากมาย ขณะที่เรื่องราวดีๆ ในแบบเก่าๆ ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ระหว่างที่การต่อสู้ของธรรมะและอธรรมถูกตีแผ่ออกมา

สิ่งทำให้แซนด์เบิร์กผู้คลั่งไคล้หนังสยองขวัญเหมาะสมกับหนังก็คือ เขาโตมากับการเล่นตุ๊กตุ่นบรรดาตัวละครในตำนาน แต่ที่เหมาะเจาะยิ่งกว่าก็คือ คอนเซ็ปต์ที่เป็นแกนของเรื่อง ที่ต้องอัดแน่นไปด้วยความสนุกที่เขาซื้อ “ผมจะบอกว่า เจ้าเด็กคนนี้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโรในร่างผู้ใหญ่ใช่ไหม? ซึ่งมันมีอะไรเยอะมากที่ต้องทำได้กับตัวละครรายนี้” เขายิ้ม “มันโคตรเป็นการเติมเต็มความอยากแบบสุดๆ จริงๆ”

THE KID WHO WOULD BE KING “โจ คอร์นิช กลับมาแล้วพร้อมกับเวอร์ชันอัพเดทของ King Arthur ที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีในการสร้าง”
ผู้กำกับ: โจ คอร์นิช นักแสดง: หลุยส์ แอชบอร์น เซอร์คีส, ทอม เทย์เลอร์, รีเบ็คกา เฟอร์กูสัน, แพทริค สจวร์ท

สแตนลีย์ คูบริก เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่คุณเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนที่มีผลงานมากมายเป็นกอบเป็นกำ หนังเรื่อง Barry Lyndon กับ The Shining ทิ้งช่วงห่างกันถึง 5 ปี แล้วเขาใช้เวลาถึง 7 ปีกับการสร้าง Full Metal Jacket จากนั้นก็ใช้เวลาอีกตั้ง 12 ปีเพื่อทำหนังเรื่องสุดท้าย Eyes Wide Shut จนทำให้เขากลายเป็นตำนานของผู้กำกับที่ทำงานตามใจฉัน และเรียกผู้กำกับที่กว่าจะทำหนังแต่ละเรื่องก็ใช้เวลายาวนานว่า ‘คูบริกเคียน’ แต่ในศตวรรษนี้ คำนี้อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ โดยใช้คำว่า ‘คอร์นิเชียน’

“เป็นคำที่น่ากลัวจริงๆ” โจ คอร์นิช กล่าว “ผมเดาว่ามันคงเป็นความผิดพลาดของผม” เขาพูดถึงนามสกุลของตัวเอง ที่กลายเป็นรากศัพท์และแรงบันดาลใจให้กับคำใหม่ที่เข้าไปอยู่ในปทานุกรมของคนสร้างหนังอย่างรวดเร็ว แล้วที่เป็นเพราะความผิดพลาดของเขาก็คือ เมื่อหนังเรื่องใหม่ The Kid Who Would be King เข้าฉาย มันจะเป็นผลงานชิ้นที่สองของผู้กำกับซึ่งผันตัวเองมาจากพิธีกรรายการโทรทัศน์และวิทยุ ที่ทิ้งช่วงจากหนังเปิดตัว Attack the Block ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามถึง 8 ปี ซึ่งช่องว่างขนาดนั้น มันช่างเป็นคอร์นิเชียนจริงๆ “พระเจ้า” เขาหัวเราะ เมื่อรับรู้ถึงที่มาของคำที่ว่า “นั่นมันสั้นเกินไปด้วยซ้ำ มันควรจะนานกว่านี้ ผมน่าจะจบเกม Grand Theft Auto V ได้ แทนที่จะหยุดเล่นมันกลางคัน”

แล้วเวลา 8 ปีที่หายไป คอร์นิชไปอยู่ที่ไหน? ที่แน่ๆ เขาไม่ได้มัวชื่นชมอยู่กับความสำเร็จ ที่เต็มไปด้วยตราประทับของนิ้วโป้ง ด้วยการชม Attack the Block งานไซ-ไฟเท่ๆ ที่ทำออกมาได้อย่างชาญฉลาด แถมยังทำให้โลกได้รู้จักกับจอห์น โบเยกา และแสดงให้เห็นว่าคอร์นิชทำอะไรได้มากกว่าการเป็นใครสักคนที่เล่นมุกไปเรื่อยเปื่อยกับอดัม บักซ์ตัน เอาเข้าจริงๆ เขาเพิ่งดูหนังเรื่องแรกของตัวเองไปเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง “ผมรู้สึกว่ามันเป็นครั้งแรกที่ผมดูหนังเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นงานของคนอื่น โดยปราศจากความทรงจำอะไรในหัว” เขาบอก และ “ผมคิดว่ามันดีว่ะ”

ถ้าคอร์นิชเลือกได้ มันก็คงไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้สำหรับการทำหนังเรื่องที่สอง นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา เขามีชื่อเกี่ยวข้องกับโปรเจ็คท์ต่างๆ ไม่ใช่น้อย อย่าง งานดัดแปลงนิยายของนีล สตีเฟนสัน Snow Crash ขึ้นจอ โดยเขาร่วมเขียนบทและตั้งใจไว้ว่าจะกำกับ “ผมคิดว่าพาราเมาท์ เปลี่ยนใจไปทำ Ghost in the Shell แทน” แล้วก็ยังมีหนังสายลับเรื่อง Section 6 ซึ่งเรื่องราวจะว่าด้วยที่มาของหน่วยเอ็มซิกส์ทีน ซึ่งไปไกลถึงขั้นเลือกแจ็ค โอ’คอนเนลล์ มารับบทนำ “มันเป็นบทที่ดี โคตรดีเลยแหละ” เขาบอก

ถ้าฮอลลีวูดเลือกได้ ก็คงมีงานให้คอร์นิชได้อยู่หลังโทรโข่งเร็วกว่านี้ Attack the Block ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่ปรารถนา บางเรื่องอย่าง A Good Day to Die Hard, Star Trek: Beyond คือที่หลายๆ คนรู้กัน บางก็เป็นเรื่องที่เขาเก็บเงียบเอาไว้ “ประตูที่เปิดรอเยอะมาก” เขาบอก “จนผมคิดไม่ตกว่าจะออกบานไหนดี บางทีก็ติดแหง็กอยู่กับหลายๆ บานที่เปิดรอเหมือนกันนะ มันโคตรจะน่าทึ่งเลย ที่มีหนังอย่าง Star Trek เสนอมาให้ ผมไม่ได้ต่อต้านการประชุมนะ แต่ผมเป็นคนเขียนบท-ผู้กำกับ การทำหนังเป็นเรื่องยาก ผมคิดว่าตัวเองสามารถทำมันได้ ถ้าผมรักในสิ่งที่ผมกำลังทำจริงๆ”

หนังเรื่องหนึ่ง ที่เข้ากับเส้นทางการทำงานของเขาจริงๆ ก็คือหนังบล็อคบัสเตอร์ อย่าง “Ant-Man เป็นประสบการณ์ที่ต้องระมัดระวัง” เขากล่าว คอร์นิชกับเพื่อนเก่าและคู่หูมือเขียนบท เอ็ดการ์ ไรท์ เริ่มต้นเขียนบทหนังจอใหญ่ที่ไรท์ดัดแปลงจากการ์ตูนของมาร์เวล ร่วมกันมาราวๆ หนึ่งทศวรรษเห็นจะได้ ด้วยความตั้งใจที่ชัดเจน สร้างหนังเล็กๆ สักเรื่องในจักรวาลมาร์เวล อย่างที่พูดและตามนัยที่เป็นจริงๆ “แล้วช่วงเวลานั้น บริษัทที่เราได้ร่วมงานกันตั้งแต่แรกก็กลายเป็นบางอย่างที่แตกต่างออกไป” เขาเล่า “ไม่ใช่ทั้งในแง่บวกและลบ แต่เป็นไปในทางที่ไม่เข้ากับหนังที่เราอยากทำในตอนต้น”

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไรท์กับคอร์นิชวางมือจากโปรเจ็คท์เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มถ่ายทำ “มันเป็นเรื่องความแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์จริงๆ” คอร์นิชย้ำ “ผมได้เห็นเพื่อนบางคนที่ทำหนังทุนต่ำ แล้วก็ทำหนังบล็อคบัสเตอร์ โดยผลลัพธ์มีทั้งดีทั้งแย่ บางครั้งคุณก็ทำหนังที่รู้สึกว่าไม่ใช่คุณ บางครั้งคุณก็โดนไล่ออก บางครั้งมันก็ไม่รู้จะออกหัวหรือออกก้อย มันเลยกลายเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งมาจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยก็ 7 ปี”

แล้วทางแก้ปัญหาของเขาก็ง่ายมาก “ไม่ควรทำอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเองเลยจะดีกว่า จริงไหม?”

8 ปีผ่านไป โดยที่ไม่มีอะไรผลิดอกออกผล แต่คอร์นิชมีความคันอยากทำ The Kid Who Would be King มานานกว่า 35 ปี “มันเป็นไอเดียที่มีตั้งแต่ตอนอายุ 13” เขาเล่า “จะเป็นยังไงถ้าเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งดันเจอดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์?” ดาบของกษัตริย์อาร์เธอร์ เล่มเดียวกับที่พระองค์ดึงออกมาจากหิน เล่มเดียวกับที่เทพีแห่งทะเลสาปใช้เกราะแขนห่อหุ้มจนแวววับ อาวุธอันคมกริบที่ทำให้อาร์เธอร์ บุตรแห่งอูเธอร์ แพนดรากอน กลายเป็นพระราชาแห่งอังกฤษ และนำไปสู่คาเมล็อต, เมอร์ลิน, อัศวินโต๊ะกลม และสารพัดสิ่งที่กลายเป็นตำนานตามมา

จินตนาการสุดขีดคลั่งในวัยเยาว์ของคอร์นิช ถูกแต่งแต้มกลายเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อว่า 20th Century Hero แล้วเขาก็วางโครงเรื่องเอาไว้คร่าวๆ ว่า เป็นเรื่องของ “เด็กคนหนึ่งที่ถูกรังแก แล้วไปพบดาบในหินที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง” แล้วก็ฝันถึงการสร้างฉากรบอันยิ่งใหญ่ แล้วก็ฉากล้อมตีในโรงเรียนที่นำไปสู่บ้านที่เขาใช้ชีวิต โดยที่พ่อกับแม่ของเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ต่อจากนั้นเขาก็วาดโปสเตอร์ขึ้นมา “ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นในตอนที่ผมเรียนไฮสคูลกับอดัม ผมเคยวาดภาพดาบออกมาจากอ่างอาบน้ำเล็กๆ ด้วย นี่ละผม ท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นการเดินทางที่ยาวนาน”

อย่างหนึ่งที่คอร์นิช ไม่ได้ทำในตอนนั้นก็คือเขียนบท “มันจบลงหลังจากที่ผมชมเรื่อง Swap Shop ได้แค่ 10 นาที ลูกแพร์ที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งถึงกับหล่นจากมือ แล้วผมก็หันไปทำการบ้านวิชาภาษาละติน” ไอเดียในการทำหนังเรื่องนี้ถูกเก็บเข้าแฟ้มในความคิดของเขา แบบพร้อมเสมอที่จะถูกนำมาปัดฝุ่น อัพเดท เติมเลือดเนื้อ มันก็กลับมาเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งเมื่อ 6 ปีก่อน คอร์นิชและแฟนสาวออกเดินทางค้นคว้า “ในรถเฟียตปุนโตคันเล็กๆ ของผม” ไปยังสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาร์เธอร์ เช่น เกาะทินทาเกล และบ็อดมิน มัวร์ “ไอเดียหนึ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ ใช้พื้นที่จริงๆ บนเกาะอังกฤษ แล้วก็ใส่เวทย์มนต์เข้าไปข้างใต้” เขาเล่า จากแรงบันดาลใจกลายมาเป็นบทหนัง ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น The Lid Who Would be King เพื่อแสดงความเคารพต่อหนังเรื่อง The Man Who Would be King ของจอห์น ฮุสตัน “20th Century Hero จบลงไปพร้อมๆ กับศตวรรษที่ 20” แล้วก็ทำให้มีเรื่องมีราวมากขึ้น

แต่ยังคงมีตัวละครสำคัญเป็นเด็กชาย อเล็กซ์ (รับบทโดยหลุยส์ แอชบอร์น เซอร์คีส ลูกชายของแอนดี เซอร์คีส) ไปเจอดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ในพื้นที่ก่อสร้าง หลังจากที่เขาดึงมาออกมาได้ เหตุการณ์ต่อมาก็เป็นรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมอร์ลิน และมอร์กานา (แม่มดตัวร้ายในตำนาน) แล้วก็บรรดาอัศวินโต๊ะกลม แต่ทุกอย่างมาพร้อมกับความทันสมัย, ผิดเพี้ยนไป แต่เป็นงานที่ดูได้ทั้งครอบครัวแบบคอร์นิเชียน “ว่ากันตรงๆ เลยนะ ตำนานของอาร์เธอร์มันโคตรน่าเบื่อเลย” คอร์นิชพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “แต่สิ่งที่ดีงามก็คือ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องเล่าสืบสานกันต่อๆ มา ยิ่งไปกว่านั้น ยังถูกเขียนแล้วเขียนอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ครั้งจากคนในแต่ละยุคแต่ละสมัย และผมก็ทำแบบนั้น ผมแต่งมันขึ้นมาจากสิ่งที่ผมคิดว่า น่าจะใช้ได้ และอะไรที่เหลือนอกจากนั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อๆ ผมก็โยนมันทิ้ง”

คอร์นิชสร้างภาพใหม่ของเมอร์ลิน ด้วยการให้เป็นเด็กหนุ่มท่าทางงกๆ เงิ่นๆ (แองกัส อิมรี) ที่บางครั้งบางคราวก็แปลงร่างไปเป็นตาแก่ที่เดินโซซัดโซเซ (แพทริค สจวร์ต) ส่วนบรรดาอัศวินโต๊ะกลมก็เป็นพวกเพื่อนร่วมโรงเรียนของอเล็กซ์ เพื่อนซี้ – เบ็ดเดอร์ส, สไปกีย์ เคย์, และแลนซ์ เด็กเกเรที่ความสัมพันธ์ของเขากับอเล็กซ์เต็มไปด้วยความซับซ้อน พวกเขารับรู้ร่วมกันว่าจะต้องเดินทางข้ามประเทศ เพื่อหยุดยั้งมอร์กานา (รีเบ็คกา เฟอร์กูสัน) ที่ถูกปลุกขึ้นมาหลังนอนเฉยๆ มานานนับศตวรรษ แล้วต้องการอำนาจกลับคืนมา เรื่องราวอาจจะคุ้นๆ แต่อย่ากังวล เพราะมีเรื่องราวมากมายเป็นตันๆ ที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ “ผมคิดว่ามันคงเป็นหนังที่น่าเบื่อ ถ้าทำอะไรออกมาตามกรอบแบบนั้น” เขาบอก “จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ว่าด้วย คนหนุ่มสาวที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่ก็ยังมีเรื่องการต่อสู้ของกองทัพอัศวินอมตะ แล้วก็พวกปีศาจ มีฉากขับรถไล่ล่า รวมไปถึงการสู้รบบนหลังม้า” รวมอยู่ด้วย

หลายๆ คนชอบบอกว่า ควรตีเหล็กเมื่อไฟยังร้อน “นั่นเป็นเรื่องจริง” คอร์นิชตอบแบบพึมๆ พำๆ “แต่พวกเขาก็ยังบอกอีกว่า คุณควรทำให้ดีเท่าๆ กับที่หนังเรื่องสุดท้ายทำได้ ไม่ใช่เหรอ?” และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หนังเรื่องสุดท้าย (ที่เป็นเรื่องแรก) ของเขา โคตรดี และบางทีนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาถึงไม่ยอมตีเหล็กในขณะที่ไฟยังแรง และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ชื่อของเขาไม่หล่นไปจากรายชื่อคนที่ใครๆ ก็ต้องการ หรือหลุดไปจากความสนใจที่ Attack the Block ทำเอาไว้ให้ แน่ละไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสรุปว่า คอร์นิชทำถูกที่บอกผ่านหนังใหญ่หลายภาค แล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยที่จะจินตนาการถึงอะไรที่เป็นส่วนตัวมากๆ ที่เขาจะมอบให้ A Good Day to Die Hard

หลัง The Kid Who Would be King คอร์นิชพร้อมแล้ว โดยไม่ปล่อยให้เหล็กถูกทิ้งไว้จนเย็น งานดัดแปลง Snow Crash ของเขามีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพื่อให้เหมาะกับการเป็นรายการโทรทัศน์ เขายังพูดถึงภาพยนตร์มากมายที่อยู่ในโลกหลังยุคอาร์เธอร์ “มีอะไรเยอะแยะมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง” แต่เขายังมีโปรเจ็คท์อีกเพียบสุมเอาไว้ในอากาศ “ผมต้องการความมั่นใจว่า หนนี้ผมมี ‘ของ’ มากพอพร้อมจะไปต่อ” เขาเผย แล้วอะไรบ้างล่ะ? “ถ้าผมบอกออกไป ในการสัมภาษณ์หนต่อไป มันก็จะกลายเป็นคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกับเรื่องนั้นล่ะ?’” แต่อย่างน้อยเขาก็พอจะแบอะไรออกมาได้นิดหน่อย “มันจะเป็นหนังจอใหญ่ ใช้คนแสดง เน้นคุณภาพไม่ได้เน้นปริมาณ โอเคไหม?” เอิ่ม…

แล้วอย่าทิ้งการกลับไปหาจินตนาการสมัยเด็กๆ ในแบบเดียวกับที่ The Kid Who Would be King เป็นล่ะ “ผมเขียนบทหนังตั้งแต่อายุ 13” เขาหัวเราะ “มันดีจะตายไป ผมไม่มีทางบอกหรอกว่าอะไรที่ผมกำลังทำอยู่” ไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำอะไรแบบคอร์นิเชียนอีกละ หนนี้

US “ผู้สร้างสรรค์ Get Out กับอีกหนึ่งโปรเจ็คท์ลึกลับ แสนระทึกขวัญ”
ผู้กำกับ: จอร์แดน พีล นักแสดง: ลูพีตา เอ็นยองโก, ชาฮาดิ ไรท์ โจเซฟ, อีแวน อเล็กซ์, วินสตัน ดุค, เอลิซาเบ็ธ มอสส์

ก่อนหน้าที่ Get Out หนังสยองขวัญที่กลายเป็นนิยามของยุคจะเปิดตัวในปี 2017 จอร์แดน พีล เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในทีมดูโอเบาสมอง แต่หลังจาก Get Out ออกฉาย พีลกลายเป็นผู้กำกับที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์, ผู้เขียนบทรางวัลออสการ์ และหนึ่งในเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงการภาพยนตร์ Get Out ทำเงินได้สวยและคำวิจารณ์ก็งาม รวมทั้งเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี 2017

เวลาผ่านไป 2 ปี พีลกลายเป็นคนที่มีงานยุ่งเต็มมือ ทั้งการทำงานรายการโทรทัศน์แนวสยองขวัญ Lovecraft Country และการเอา The Twilight Zone มาทำใหม่ แต่เขาก็แอบๆ ทำหนังใหม่แบบปิดทุกอย่างเอาไว้เป็นความลับสุดยอด ไม่มีอะไรที่แผลมออกมา กระทั่งเรื่องย่อก็ไม่มีใครรู้ โดยการเปิดเผยที่มากที่สุดก็คือ มันจะเป็นงาน “ระทึกขวัญ-สยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม” นั่นหมายความว่า บางทีเราสามารถคาดหวังถึงบางอย่างในขอบเขตเดียวกับ Get Out ได้ ขณะที่เอลิซาเบ็ธ มอสส์นักแสดงร่วมของหนังบอกว่า Us “เป็นสิ่งที่จอร์แดนอยากจะทำจริงๆ ในแบบหนังป็อปคอร์นที่กระตุ้นความคิด”

แม้พล็อตยังไม่มีหลุดให้ใครได้รู้ แต่อย่างน้อยพีลก็ปล่อยอะไรที่เป็นนัยๆ ออกมาพร้อมภาพแรกของหนัง “ในฉากนี้ บ้านที่ครอบครัวฮีโรของเราไปพักในช่วงวันหยุด ถูกบุกรุกโดยกลุ่มคนที่น่าสะพรึงกลัวและมีความลึกลับเฉพาะตัว” เขาอธิบาย โดยศูนย์กลางของเรื่องก็คือ ตัวละครหลักที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อของ ลูพีตา เอ็นยองโก

กับการเป็นงานที่ออกมาหลังความสำเร็จมหาศาลของหนังเรื่องก่อน บางทีอาจจะทำให้พีลมีอิสระมากขึ้นในการเลือกตัวนักแสดง เพราะฉะนั้นเลยไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจกับการเลือกเอ็นยองโก นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ และ/หรือจากหนังบล็อคบัสเตอร์ โดยนักแสดงที่จะมากรีดร้องรอบๆ เธอก็คือ วินสตัน ดุค (Black Panther) และ ยาห์รา อับดุล-มาทีน ที่สอง (Aquaman)

“ลูพีตา เอ็นยองโก เป็นนักแสดงที่ทุ่มเทให้กับการแสดงอย่างสุดๆ จนหมดตัว ความพยายามและความมุ่งมั่นที่เธอให้กับการสร้างลักษณะตัวละครขึ้นมา ถือว่าอยู่ในอีกระดับหนึ่ง” พีลอธิบาย

“ผมได้ชาฮาดิ ไรท์ โจเซฟ กับอีแวน อเล็กซ์ จากการทดสอบบท นักแสดงรุ่นๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นได้ในทันทีว่า มีความสามารถ และมีขอบเขตในการแสดงที่เหนือกว่าวัย การได้เห็นความผูกพันในแบบครอบครัวที่เกิดขึ้นตลอดการถ่ายทำ มันเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อ และจะปรากฏให้เห็นบนจอแน่ๆ”

หากให้พูดถึง Us นอกเหนือไปจากว่า มันมีส่วนผสมและอารมณ์ รวมไปถึงความกลัวในแบบเดียวกับ Get Out บางทีอาจจะเป็นเรื่องผิดปกติที่เราจะไปขุดคุ้ยเรื่องราวของหนังที่รู้อะไรเกี่ยวกับมันน้อยมาก และในขณะเดียวกัน การที่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ อย่างที่เกิดขึ้นกับ Get Out ซึ่งกลายเป็นงานฮิตแบบน้ำซึมบ่อทรายซะอย่างนั้น และเราก็ไม่ควรจะทำอะไรที่แตกต่างออกไป เข้าใจไหม!

(ยังมีต่อ)

โดย ฉัตรเกล้า ดูหนังทั้งปี 2019 (2) นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1273 ปักษ์แรกกุมภาพันธ์ 2562


SHARE THIS
  • 56
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    56
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On