ดูหนังทั้งปี 2019 – Avengers ภาคที่สี่, เรื่องของกัปตัน มาร์เวล, การกลับมาของก็อดซิลลา, งานจากเควนติน, หนังซูเปอร์ฮีโรของชยามาลาน และโปเกมอน

SHARE THIS
  • 17
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    17
    Shares

2018 เป็นปีที่บ็อกซ์ ออฟฟิศประสบความสำเร็จมหาศาล แต่กับปี 2019 อาจจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่มากกว่า เมื่อดูรายชื่อหนังที่ทะยอยเข้าฉายให้ได้ชมกัน จากหนังภาคต่อระดับอภิมหาอลังการ, งานรีบูทหนังภาคต่อเรื่องสำคัญ, แอนิเมชันเรื่องสำคัญ, หนังแอ็คชันระดับตำนาน รวมไปถึงหนังใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ และหนังรวมดาวซูเปอร์สตาร์ นี่คือหนังห้ามพลาดของปี 2019

AVENGERS: END GAME: จุดจบของจักรวาลมาร์เวลอย่างที่เรารู้กัน
ผู้กำกับ: แอนโธนี และโจ รุสโซ นักแสดง: โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, คริส อีแวนส์, สคาร์เล็ตต์ โยแฮนส์สัน, จอช โบรลิน, คริส เฮมสเวิร์ธ

“นี่คือการต่อสู้ที่เป็นที่สุดระหว่างพลังแห่งความดีกับความชั่ว และเดิมพันไม่มีทางสูงไปกว่านี้” ตรินห์ ตราน ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของ Avengers: End Game กล่าว “ซึ่งเป็นความคลาสสิกพอๆ กับที่ตัวเรื่องมันเป็น ไม่ใช่เหรอ?” ฟังเหมือนเราอยู่ในขั้นตอนสำคัญครั้งสุดท้ายของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เฟสที่สาม

ด้วยเงินสองพันล้านเหรียญจากบรรดาคอหนังที่ได้ชมรับรู้ Avengers: Infinity War จบลงด้วยลูกเล่นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของหนังภาคต่อ เมื่อตัวร้ายคือผู้ชนะ ด้วยการดีดนิ้วของธานอสโดยมือที่ใส่ถุงมือประดับอัญมณีอินฟินิตี ผู้คนครึ่งหนึ่งของจักรวาลถูกกวาดหายวับไปกับตา ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีบรรดาซูเปอร์ฮีโรคนสำคัญรวมอยู่ด้วย

แล้วใครบ้างที่หายไป? ส่วนใหญ่ก็เป็นบรรดาตัวละครดั้งเดิมของหนัง Avengers เมื่อปี 2012 ที่เหลือรอดอยู่ก็คือไอออน แมน, กัปตัน อเมริกา, บรูซ แบนเนอร์, แบล็ค วิโดว์, ธอร์, วอร์ แมชีน, ร็อคเก็ต และเนบิวลา รวมไปถึงชาววากันดา โอโคเย และ เอ็ม’บากู กับความจริงที่ว่าตัวละครสำคัญๆ โดยเฉพาะไอ้แมงมุม ที่จากไปหลังการอำลาที่แสนเศร้าใน Infinity War จะมีหนังภาคต่อออกมา ก็เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าแผนการใหญ่โตของธานอสอาจไม่เป็นไปอย่างถาวรตามที่เขาอยากให้เป็น แต่เหตุการณ์แบบเล่นใหญ่ที่เกิดขึ้นจะถูกลบล้างยังไง? และพวกอเวนเจอร์สจะต้องจ่ายคืนแบบไหน?

“หนังของเราทุกเรื่อง มีเป้าหมายสำรวจถึงราคาของการเป็นฮีโร ในโลกที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบง่ายๆ พบ” ตรานกล่าว “พวกอเวนเจอร์ส เป็นครอบครัวของกลุ่มฮีโรที่ยินดีจะไปในทุกทิศทางเพื่อกันและกัน แล้วเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการเสียสละบางอย่างที่เกิดขึ้น”

แน่นอนว่า มีทฤษฎีของแฟนๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสตอนจบอันชวนช็อกของ Infinity War บรรดาตัวละครที่ตาย จริงๆ แล้วติดอยู่ในอัญมณีแห่งวิญญาณ รอคอยความช่วยเหลือใช่ไหม? โลกิตายหลอกๆ (อีกครั้ง) หรือเปล่า? การเดินทางข้ามเวลาจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไหม? และผลลัพธ์การต่อสู้ของตัวละครทั้งหมด 14 คนกับธานอสเป็นยังไง? ทำไมดร. สเตรนจ์ถึงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการแลกอัญมณีแห่งเวลาเพื่อปกป้องชีวิตโทนี สตาร์ค? เป็นเรื่องยากที่จะได้รู้ว่าพล็อตของหนังมาก-น้อยขนาดไหนที่จะถูกเปิดเผยออกมาเพื่อเป็นแผนการตลาด

ที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่ Avengers: Infinity War Part 2 “เช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ ในจักรวาลมาร์เวล Avengers: Infinity War กับ Avengers: End Game เป็นหนังที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่เราจะพบเรื่องราวที่ใหญ่โตมหาศาลครอบคลุมอยู่” ทราน บอก “เราพยายามทำให้เรื่องราวของหนังทั้งสองเรื่องมีความสมบูรณ์” โจ รุสโซ ผู้กำกับร่วมกล่าว “หวังว่าพวกมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างมากๆ สำหรับผู้ชม”

อย่างน้อยที่สุด ประสบการณ์ที่แตกต่างมากๆ ก็คือสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังจาก ‘บทสรุป’ ของหนังภาคต่อชุดนี้ ที่สร้างรูปแบบของหนังบล็อคบัสเตอร์ขึ้นมาใหม่ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ใช่ที่หลังจาก Avengers เรื่องที่สี่ จะยังคงมีจักรวาลมาร์เวลอยู่ ซึ่งจะเริ่มต้นด้วย Spider-Man: Far From Home แต่มันก็น่าจะแตกต่างไปมากๆ และกับความตกตะลึงของ Infinity Wars “ถ้าแฟนบางคนคิดว่า Infinity War มันเคร่งเครียด End Game จะเป็นการเดินทางสุดขีดคลั่ง!” ทรานโว “เดิมพันมันก้อนใหญ่ และในทางอารมณ์ หนังเรื่องนี้จะซับซ้อนมากกว่า Infinity War โดยสร้างขึ้นมาจากการเล่าเรื่องที่แสนมหัศจรรย์”

CAPTAIN MARVEL: เมื่อบรี ลาร์สัน ตะลุยแกแล็กซี
ผู้กำกับ: แอนนา โบเดน, ไรอัน เฟล็ค นักแสดง: บรี ลาร์สัน, แซมวล แอล. แจ็คสัน, คลาร์ก เกร็กก์, ดไจมอน เฮาน์ซู

ถ้าคุณคิดว่าระดับความตื่นเต้นที่ได้รับจากหนังมาร์เวล ไปถึงจุดพีคเรียบร้อยแล้วจาก Black Panther หรือว่า Avengers: Infinity War กรุณารอก่อน “เรื่องนี้เป็นความแตกต่าง และน่าตื่นเต้นสุดๆ” เควิน ไฟกี บอสส์ใหญ่ของมาร์เวล สตูดิโอส์พูดถึง Captain Marvel หนังเรื่องแรกของสตูดิโอที่ใช้ชื่อซูเปอร์ฮีโรหญิง หลังจาก Ant-Man and the WASP ที่เป็นหนังรวมเพศในปี 2018 และเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรหญิงเรื่องแรกนับตั้งแต่ Wonder Woman ในปี 2017

“ขณะที่เรื่องราวเป็นตอนกำเนิดซูเปอร์ฮีโรของเรา” ไฟกีพูดถึงหนัง ซึ่งจะออกฉายก่อน Avengers: End Game หนึ่งเดือน “มันก็เป็นตอนกำเนิดในแบบที่แตกต่างออกไป” แล้วนั่นจริงไหม? หนังเริ่มต้มด้วย บรี ลาร์สัน กับการเปิดตัวในจักรวาลมาร์เวล ด้วยการรับบทนักบินของกองทัพอากาศ คารอล แดนเวอร์ส ที่พลังความสามารถที่ได้รับจากเอเลียน ส่งเธอไปในห้วงอวกาศ หลังจากอุบัติเหตุครั้งสำคัญ ก่อนที่เธอจะตกลงมาโหม่งโลก ดิ่งลงมาที่หลังคาของร้านวิดีโอบล็อคบัสเตอร์ อ่อ… เราลืมบอกไปว่า เรื่องราวมันเกิดขึ้นในปี 1995

ใช่ Captain Marvel เป็นเรื่องย้อนเวลา เหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนหน้าที่โทนี สตาร์คจะอ้างว่า “ผมคือไอออน แมน” ก่อนหน้าการดีดนิ้ว กระทั่งก่อนหน้าที่นิค ฟิวรีจะมีที่คาดตา “แซม แจ็คสัน จะเป็นนิค ฟิวรีในเวอร์ชันที่แตกต่างไปมาก” ไฟกี พูดถึงตัวละครที่อยู่ในจักรวาลมาร์เวลมายาวนาน “เขาทำงานได้น่าทึ่ง” และแจ็คสันก็ไม่ใช่คนเดียวที่ต้องใช้เทคนิคดิจิตอลมาทำให้อ่อนเยาว์ ยังมีเจ้าหน้าที่คูลสันของคลาร์ก เกร็กก์ ที่ต้องไว้ผมแบบหนุ่มๆ

สำหรับตัวกัปตันมาร์เวลเองล่ะ? เห็นได้ชัดว่าลาร์สันถูกเลือกมาเพราะความสามารถในการนำด้านที่ลึกและความเป็นมนุษย์มาสู่ตัวละคร ที่มีพลังจักรวาลสุดเจ๋ง แล้วที่ลืมไม่ได้ เธอคือนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Room โดยเธอต้องเตรียมตัวเพื่อรับบทที่ต้องเผชิญหน้ากับสครัลล์ ตัวร้ายที่เปลี่ยนร่างได้ (เบน เมนเดลซอห์น) ด้วยการฝึกยูโด, ชกมวย และมวยปล้ำอยู่ร่วมๆ 9 เดือน “นั่นเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นมากๆ ในการเล่นหนังเรื่องนี้ สำหรับฉัน” ลาร์สันเล่า “ตอนที่มันสนุก ก็โคตรสนุก แต่ยังมีตอนที่เป็นเรื่องของการแสดงอารมณ์ลึกๆ มันก็สมจริง” และทำให้ระดับความตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้ พุ่งไปอยู่ที่ชั้นบรรยากาศสูงสุด

GODZILLA: KING OF THE MONSTERS: การปะทะกันของยักษ์ใหญ่ตัวจริง เสียงจริง กำลังจะเกิดขึ้น
ผู้กำกับ: ไมเคิล โดเฮอร์ตี นักแสดง: เวรา ฟาร์มิกา, มิลลี บ็อบบี บราวน์, ไคล์ แชนด์เลอร์, แซลลี ฮอว์กินส์

โลกของบรรดาสัตว์ประหลาดกำลังจะ… อลังการงานสร้างยิ่งขึ้น หลัง Godzilla ของแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ และ Kong: Skull Island ของจอร์แดน โวกท์-โรเบิร์ตส์ หนังภาคต่อชุดนี้ของลีเจนดารี พิคเจอร์สจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างด้วย Godzilla: King of the Monsters “เราจะเพิ่มความเข้มข้นลงไป” ไมเคิล โดเฮอร์ตี ผู้กำกับ/ผู้ร่วมเขียนบท จาก Krampus กล่าว “มีสัตว์ประหลาดเยอะมาก”

เขาไม่ได้เล่นมุข โดยสัตว์ประหลาดยักษ์ที่จะมาฟัดกับสัตว์ยักษ์ตัวจริงเสียงจริงของพวกเรา ก็มี ม็อธรา, โรเดน และตัวร้ายสามหัว ศัตรูตัวฉกาจ คิง กิโดราห์ เพชรยอดมงกุฏแห่งสรรพสัตว์ที่สร้างสรรค์โดยโตโฮ บริษัทสร้างภาพยนตร์ของญี่ปุ่น “ผมคิดว่าแกเร็ธ (เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้กำกับ Godzilla เมื่อปี 2014) เล่นกับเกมแมวจับหนูได้สนุก แล้วผมก็ชอบการที่เขาค่อยๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับคนดู” โดเฮอร์ตีเสริม “แต่เราจะเสี่ยงมากขึ้นละ ไม่มีการถอยกลับด้วย”

ถึงจะมีการกลับมาของแซลลี ฮอว์กินส์ และเคน วาตานาเบ นักวิทยาศาสตร์ในหนังของเอ็ดเวิร์ดส์ แต่ตัวหนัังจะเน้นไปที่ครอบครัวที่แตกร้าว ซึ่งเป็นคู่ของนักวิทยาศาสตร์ที่แยกทางกัน (เวรา ฟาร์มิกา และไคล์ แชนด์เลอร์) “ทั้งคู่ทุ่มเทให้กับการศึกษาเจ้าสัตว์ยักษ์” และลูกสาววัย 14 ของพวกเขา ที่รับบทโดย มิลลี บ็อบบี บราวน์ จาก Stranger Things “ผมมักอธิบายด้วยมุขว่า หนังเรื่องนี้เป็นเหมือน Kramer Versus Kramer Versus Godzilla” โดเฮอร์ตี หัวเราะ

หนังยังไปไกลกว่านั้น ด้วยการเข้าไปแตะบริษัทโมนาร์ช การร่วมมือกันทางสัตว์ศาสตร์อันลึกลับ ที่เคยเผยให้เห็นบางแล้วในหนังเรื่องก่อนหน้า “เราเผยม่านให้เห็นโมนาร์ชมากกว่าที่เคยเห็นกันในหนังเรื่องก่อนๆ” ผู้กำกับย้ำ “จริงๆ แล้วเราจะเข้าไปในองค์กรของพวกเขา เราจะได้เห็นการทำงาน ได้เห็นบรรดาวัตถุดิบต่างๆ พวกเขามีการเตรียมการสำหรับการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดเหล่านี้มานานมาก”

อย่างที่เรารู้กัน สัตว์ยักษ์ ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับไหล เพราะดาวเคราะห์ดวงนี้กำลังอยู่ในเส้นทางของการทำลายตัวเอง “มันคงไม่ใช่หนัง Godzilla ของแท้ ถ้าคุณไม่ไปแตะเรื่องแบบนั้น” โดเฮอร์ตี บอก “ไม่เช่นนั้นคุณก็กำลังทำหนังสัตว์ประหลาดยักษ์โง่ๆ ทุนสูงเรื่องหนึ่ง มันต้องมีเรื่องพวกนี้หว่านเอาไว้ ไม่งั้นคุณก็ไม่ซื่อสัตย์กับเนื้อหาดั้งเดิมของหนังชุดนี้ ใครที่คิดนอกเหนือจากนี้ไม่ใช่แฟนตัวจริงของหนัง Godzilla”

สำหรับการเป็นหนังภาคต่อ โดเฮอร์ตียืนยันว่าหนึ่งในแขกเยือนคนพิเศษของกองถ่ายก็คือ อดัม วินการ์ด ที่จะมากำกับหนังในโลกของสัตว์ประหลาดเรื่องต่อไป Godzilla VS Kong ในปี 2020 ซึ่งทั้งคู่จะเจอกับเอ็ดเวิร์ดส์และโวกท์-โรเบิร์ตส์ในคืนชมรมสัตว์ประหลาดอย่างไม่เป็นทางการ โดยเขาเผยว่า “เรามีพิซซา, เบียร์ และแลกเปลี่ยนเรื่องราว ที่เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ที่แตกต่างกันของพวกเรา” อย่างที่ชาร์ลส์ แดนซ์ พูดไว้ในตัวอย่างของหนังที่เล่นใหญ่เหลือเกิน “ราชันย์จงเจริญ”

POKEMON: DETECTIVE PIKACHU: โปเกมอนที่ทุกคนชื่นชอบ กลับมาแบบแซ่บๆ…
ผู้กำกับ: ร็อบ เลตเตอร์แมน นักแสดง: ไรอัน เรย์โนลด์ส (ให้เสียง), จัสติซ สมิธ, เคน วาตานาเบ

“ใช่ เราทุกคนตื่นเต้น แต่โดยสัตย์จริงนะ ผมไม่คิดว่าหวังว่ามันจะถล่มอินเตอร์เน็ตหรอก” ร็อบ เล็ตเตอร์แมน (Goosebumps) ผู้กำกับของหนังพูดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ตัวอย่างของหนัง Pokemon: Detective Pikachu โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็เกิดกระแสแชร์กระจายขึ้นในทันที หนังเรื่องนี้เป็นหนังนอกสายตา เพราะบรรดาหนัง Pokemon เรื่องอื่นๆ ออกฉาย แล้วก็หายไปเรียบร้อยแล้วในอดีต ไม่มีใครตระหนักเลยว่า หนังเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องก่อนๆ ยังไง

มันเริ่มต้นด้วย การเป็นหนังคนแสดง เหตุการณ์เกิดขึ้นในโลกที่มนุษย์และเหล่าโปเกมอน (ซีจี) ใช้ชีวิตเคียงข้างกัน “มันเป็นเหมือน Blade Runner ภาคกลางวัน” เล็ตเตอร์แมนพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อบรรยายถึงสไตล์แบบนัวร์ของเมืองไรม์ ซิตี ของตัวเอง หนังถ่ายทำกันในลอนดอนด้วยเลนส์เก่าๆ เพื่อให้ภาพออกมาฟุ้งๆ ในอารมณ์ถวิลหาอดีต “ผมอยากสร้างโลกที่ให้ความรู้สึกจริง เรารู้ว่าเราอยากทำให้ตัวละครโปเกมอนมีชีวิต ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณต้องเชื่อว่าพวกเขามีชีวิตจริงๆ เราเลยอยากถ่ายหนังกันในสถานที่จริงๆ ด้วยฟิล์ม และอยากให้พวกโปเกมอนทุกตัวเป็นภาพที่สมจริง เป๊ะกระทั่งผมทุกเส้น”

เขายังอยากให้ไรอัน เรย์โนลด์สมาเป็นปีกาจู้ สิ่งมีชีวิตตัวเล็กสีเหลือง ที่ปกติจะกรีดร้องออกมาเป็นชื่อตัวเอง แต่ในโลกของ Detective Pikachu ซึ่งเป็นเรื่องในแบบตอนแยกจากเกมของนินเท็นโด เขาพูดเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก และต้องจับคู่กับมนุษย์วัยเด็ก – ทิม (จัสติซ สมิธ) เพื่อช่วยเจ้าหนูตามหาพ่อ นำเสนอแบบหนังผจญภัยสไตล์แอมบลิน ว่าด้วยตำรวจคู่หูที่พิลึกกึกกือที่สุดเท่าที่เคยมีมา

“ไรอันเป็นพวกหัวไวอย่างไม่น่าเชื่อ” เล็ตเตอร์แมนเผย “มันแทบจะเหมือนกับการมีคนเขียนบทพิเศษอยู่ในทีม คุณเอาบทให้ไปแล้วเขาก็จัดการมัน แต่จากนั้นเขาก็เริ่มด้นสด ผมไม่คิดว่าจะมีใครหน้าไหนทำแบบนั้นได้ แต่มันก็ยังไม่โดนเราสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเราทดสอบกับแอนิเมชันเป็นครั้งแรก ถึงได้รู้ว่าเสียงของไรอันมันเข้ากันได้กับปีกาจู้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดไหน” แล้วมีใครบ้างที่ไม่รอดู?

ONCE UPON A TIME IN HOLLYWOOD: เควนติน ทารานติโน กลับมาแล้ว
ผู้กำกับ: เควนติน ทารานติโน นักแสดง: ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ, แบรด พิตต์, มาร์โกต์ ร็อบบี, อัล ปาชิโน, ดาโกตา แฟนนิง, สกูต แม็คแนรี, เดเมียน ลิวอิส

ไม่นานมานี้ เควนติน ทารานติโน เคยปล่อยให้บทของตัวเองหลุดออกมาสู่โลกภายนอก โดยที่ยังไม่มีการถ่ายทำแม้แต่เฟรมเดียว มันเป็นวันที่เรียกว่า วันจัดพิมพ์ (Publishing Day) ที่มีปาร์ตีจัดขึ้นที่บ้านผู้กำกับรายนี้ และใครก็ตามสามารถหยิบหนึ่งในบทหนังฉบับที่ก็อปปีเป็นโหลๆ ซึ่งวางไว้เกลื่อนกลาดโบกไปมา ไม่ใช่แค่นั้น หลังบทหนัง Hateful Eight ที่ยังไม่เสร็จหลุดออกมาโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจปล่อย ทารานติโนกลายเป็นพวกรอบจัดทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่เขาระแวดระวังกับ Once Upon a Time in Hollywood หนังเรื่องที่เก้า และเป็นไปได้ว่าจะเป็นเรื่องรองสุดท้ายของเขา

จริงๆ แล้วทารานติโนอยากให้เราสงสัยว่า มีอะไรที่เชื่อมกันระหว่างเรื่องจริงของชารอน เทต ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยสาวกของผู้นำลัทธิ – ชาร์ลส์ แมนสัน กับเรื่องในแบบที่แต่งขึ้นของดาราทีวีชื่อค่อยๆ ดับกับสตันท์ของตัวเอง “มันเป็นเรื่องลับๆ และลับเฉพาะระดับสุดยอด แล้วก็ต้องถูกหุ้มปิดเอาไว้” เขาเผยกับนักข่าว “เพราะฉะนั้นผมคงลงลึกเข้าไปในรายละเอียดต่างๆ ของเรื่องไม่ได้ แต่ที่ผมบอกได้ก็คือ Once Upon a Time in Hollywood เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในฮอลลีวูดยุค 1969 มันเป็นจุดสุดยอดของการปะทะทางวัฒนธรรมที่ระเบิดขึ้น มันเป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติแบบฮิปปี และเป็นจุดสูงสุดของฮอลลีวูดใหม่”

ทารานติโนโปรยหัวเอาไว้ว่า “พลังดาราจากคู่หูที่น่าตื่นเต้นที่สุด นับตั้งแต่โรเบิร์ต เรดฟอร์ดกับพอล นิวแมน” ในรายละเอียดของหนังที่เปิดเผยตามมา Once Upon a Time in Hollywood จะตามติดชีวิตนักแสดงยอดขวัญใจ อดีตดาราหนังโทรทัศน์ตอนกลางวัน ริค ดัลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ) กับคู่หู คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิตต์) บวกด้วยเทต (มาร์โกต์ ร็อบบี) นักแสดงสาวชะตาขาด โดยเล่าเรื่องแบบเดียวกับโมเสคที่ให้คนดูปะติดปะต่อ

“ผมตื่นเต้นโคตร” ดิคาพรีโอบอก “ผมคิดว่าเขากำลังจะส่งพวกเราเข้าไปในอีกยุคหนึ่ง ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนัง Singin’ in the Rain หนังที่เรื่องราวมีฉากหลังเกี่ยวกับฮอลลีวูด แล้วก็กลไกที่ว่าฮอลลีวูดทำงานกันยังไง และในฐานะที่เป็นคนแอลเอ การได้จมอยู่กับยุคนี้ เวลานี้ อย่างที่เขากำลังจะทำออกมาด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่สมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ กับบทที่เป็นหนึ่งในบทที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเขียนมา ซึ่งแค่นี้ก็บอกอะไรได้เยอะละ เพราะเขาเป็นคนทำงานชั้นเยี่ยมมากมายในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์”

“จริงๆ แล้วผมโตมาในลอส แองเจลีส” ทารานติโนย้ำ “ตอนปี 1969 ผมอายุแค่ 7 ขวบ เพราะฉะนั้นผมเลยมีความทรงจำของมัน Jackie Brown เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของผมที่ใช้ลอส แองเจลีส ก่อนหน้านั้นก็เป็น Pulp Fiction และบางทีหนังเรื่องนี้ก็โคตรใกล้เคียง Pulp Fiction ที่สุดแล้วเท่าที่ผมเคยทำมา มันเป็นหนังลอส แองเจลีสสุดๆ มันเป็นเรื่องของสองตัวละครนำ แล้วก็มีตัวละครสมทบเถื่อนๆ อีกเยอะ ที่จะซุกซ่อนอะไรไว้ตลอดทั้งเรื่อง”

GLASS: โปรดถือไว้ด้วยความระมัดระวัง
ผู้กำกับ: เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน นักแสดง: บรูซ วิลลิส, แซมวล แอล. แจ็คสัน, เจมส์ แม็คอะวอย

เอ็ม. ไนท์ ชยามาลานจะตามรอยการเดินทางอันเปราะบางของซูเปอร์ฮีโรจากมันสมองของเขาสู่แผ่นฟิล์ม ด้วยงานดรามาจิตวิทยา Glass

“เมื่อไหร่เราจะสร้างหนังภาคต่อเรื่องนั้นวะ?” แซมวล แอล. แจ็คสันไม่ได้โวยวายย้อนหลัง ไม่ได้พูดแก้เขิน เพราะถ้าเขาอยากให้หนังสักเรื่องทำภาคต่อ มันก็ต้องเป็น Unbreakable ซึ่งไม่มีสัญญาณสานต่อมานานหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาขับรถผ่านผู้กำกับในลานจอดรถ เขาเปิดกระจกรถแล้วคุยเรื่องนี้กับเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ในแบบของแซมวล แอล. แจ็คสัน “มันจะเกิดขึ้นสองครั้ง” ชยามาลานหัวเราะ “เรื่องแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่ากันตามตรงเลยจะเป็นที่ลอส แองเจลีส” แล้วเขาก็หมุนกระจกลงอีก “แล้วเมื่อไหร่เราจะสร้างภาคต่อหนังเรื่องนั้นกันวะ?”

เป็นคำถามที่โคตรดี เพราะตอนที่ออกฉายในปี 2000 Unbreakable ถูกพูดถึงไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของหนังไตรภาค ในหนังเราได้เห็นบรูซ วิลลิสรับบทเป็น เดวิด ดันน์ คนธรรมดาสามัญที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุทางรถไฟ ด้วยแรงหนุนจากคนเจ้าความคิดแต่ร่างกายเปราะบาง เอไลจาห์ ไพรซ์ (แจ็คสัน) เดวิดค่อยๆ เชื่อว่าตัวเองทำในสิ่งที่ซูเปอร์ฮีโรทำได้ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังสือการ์ตูน แต่ยังเป็นคนที่มีความพิเศษแบบนี้เพียงคนเดียว แล้วที่จุดสูงสุดของการยอมรับ เมื่อเขาอ้าแขนรับพลังอันเข้มแข็งเกินธรรมดา เรื่องราวกลายเป็นว่า เอไลจาห์คือพวกค้าหนังสือการ์ตูน ที่นอกจากจะเป็นพวกฆาตกรสังหารหมู่ เขายังเป็นคู่หูของสุดยอดตัวร้ายด้วยเช่นกัน

เรื่องราวถูกวางเอาไว้ให้้เป็นการผจญภัยที่ไปไกลมากขึ้นของเดวิด ดันน์และคู่ปรับคนสำคัญ อัจฉริยะบนรถเข็นที่รู้จักกันในนาม มิสเตอร์ กลาสส์ แต่ต่อจากนั้นทุกอย่างก็ล่มสลาย ทั้งๆ ที่หนังออกฉายแค่ปีเดียวหลังจากชยามาลานกับวิลลิสมอบตอนจบที่พลิกผันสุดๆ ให้กับโลกของหนังสยองขวัญ ด้วย The Sixth Sense เมื่อนักวิจารณ์และคนดูตอบรับ Unbreakable ด้วยอ้อมกอดที่เย็นชามากกว่า บางทีคงเป็นเพราะการทำการตลาดที่พลาดเป้าของดิสนีย์ หรือในตอนนั้นคือบัวนา วิสตา บางทีอาจคงเพราะเป็นช่วงต้นๆ ของหนังจากหนังสือการ์ตูน ซึ่งเป็นงานที่ผู้ชมดูถูกดูแคลน Unbreakable ทำเงินไปราวๆ 250 ล้านเหรียญทั่วโลก แต่ก็ยังไม่มากพอ หนังถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว โดยไม่สนว่าคนข้างนอกมองเข้ามายังไง แต่เป็นคนข้างในมองออกไปข้างนอกแบบไหนมากกว่า ชยามาลานต้องเจ็บตัวจากการตอบรับที่มีต่อหนังซูเปอร์ฮีโรแปลกๆ แสนจริงจัง และเดินเรื่องที่เนิบช้าของเขา “เป็นคำที่ดี” เขาบอกในอีก 18 ปีต่อมา “คำว่า ‘เจ็บปวด’ เป็นคำที่ดีนะ ผมรู้สึกเหมือนไร้ค่า นั่นก็เป็นอีกคำที่ใช้ได้ ผมเหมือนอยู่ใกล้กับบางอย่างที่น่าสนใจมากๆ มันเจ๋งโคตร แล้วจากนั้นเราก็ไม่สามารถดึงคนดูมาชื่นชมกับสิ่งที่ผมกำลังทำได้”

ชยามาลานต้องหลบไปเลียแผล เขาทำ Signs ออกมา แล้วตลอดหนึ่งทศวรรษต่อจากนั้น ก็ตามด้วยหนังอีกชุดใหญ่ บางเรื่องก็ประสบความสำเร็จ บางเรื่องก็ไม่ บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ไม่ แล้วต่อให้วิลลิสและแจ็คสัน หรือว่าแฟนๆ ของหนังต้นฉบับจะถามเขาทุกครั้งว่า แล้วภาคต่อของมันไปอยู่ที่ไหน “มันอยู่ทั่วๆ ไปนั่นแหละ” เขาตอบ และหนังเรื่องที่สองของ Unbreakable ก็ไม่เคยใกล้เคียงความเป็นจริง เพราะความจริงง่ายๆ คำตอบที่ชยามาลานไม่สามารถบอกกับวิลลิสหรือแจ็คสัน คือเขาไม่อยากจะเปิดแผลของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการสร้างภาคต่อของ Unbreakable

จนกระทั่งถึงวันที่เขาพบว่าตัวเอง ทำมันได้

บทดั้งเดิมของ Unbreakable ยาวมาก และในความเป็นจริง มันยังนำเสนออีกหนึ่งตัวละครหลักเพิ่มเติมจากเดวิด ดันน์ และเอไลจาห์ ไพรซ์ ที่ฝ่ายหลังในตอนนั้นยังไม่เป็นตัวร้าย แถมยังเป็นตัวละครในแบบชาร์ลส์ ซาเวียร์ มากกว่าด้วยซ้ำ นั่นก็คือเควิน แวนเดลล์ ครัมบ์ ฆาตกรฆ่าต่อเนื่องที่มีความสามารถพิเศษของตัวเอง เขาต้องทนทุกข์กับความไม่มั่นคงทางบุคลิกภาพที่มีรูปแบบหลากหลาย และหนึ่งในบุคลิกภาพเหล่านี้ก็คือ สิ่งมีชีวิตดุร้าย กระหายเลือด ที่ชื่อ เดอะ บีสท์ (The Beast) ซึ่งใน Unbreakable เดอะ บีสท์กับเดวิด ดันน์ต้องมาเจอกัน “แต่ผมหาสมดุลย์ที่เหมาะสมของพวกเขาไม่ได้” เขาบอก “มันต้องกินความไปถึงหนังเรื่องอื่น ผมเลยดึงเควินออกไป ผมอยากให้หนังมันค่อยๆ เผาไหม้ช้าๆ แต่เควินไม่ใช่พวกติดไฟช้า”

ชยามาลานตัดสินใจไล่ครัมบ์ออกจากบท เอาไว้อ้างถึงต่อไปในอนาคต หลายปีผ่านไป หลังจากที่ต้องเจอกับช่วงเวลาการทำงานหนังเพื่อครอบครัว เขาตัดสินใจเปลี่ยนการทำงานอีกครั้ง “ผมย้อนกลับมาทำหนังระทึกขวัญ ด้วยเนื้อหาแรงๆ อย่าง The Visit” เขาเล่า “และเควินก็เป็นชื่อหนึ่งในสมุดของผม ผมเลย… ‘เฮ้ย! มาทำมันดีกว่าว่ะ’”

ด้วยการหนุนหลังของเจสัน บลัม จากบลัมเฮาส์ บวกกับแรงหนุนจากยูนิเวอร์แซล ชยามาลานเลือกเจมน์ แม็คอะวอย มารับบทเควิน เวนเดลล์ ครัมบ์ ได้อันยา เทย์เลอร์-จอย มารับบทหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อ และต้องสู้สุดชีวิตกับคู่ปรับ (หลายๆ คน) ของเธอ หนังเรื่องนี้ชื่อ Split ซึ่งในบทไม่ได้มีการอ้างถึง Unbreakable เลย

หนึ่งวันก่อนจบการถ่ายทำวันสุดท้าย ผู้กำกับจากฟิลาเดลเฟียจับทีมงานกลุ่มเล็กๆ กับบรรดานักแสดงประกอบอีกไม่กี่คน มาถ่ายฉากในร้านอาหาร ซึ่งจะเปิดตัวเพื่อนนักแสดงของเขา ที่ขับรถลงมาจากนิว ยอร์คเพื่อเข้ากล้องแค่วันเดียว ถ่ายตามแผนที่วางไว้ โดยพูดเพียงแค่ประโยคเดียว แล้วก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับตอนที่มาถึง ชยามาลานจัดการกับฟุตเตจสั้นๆ แล้วแปะเข้าไปในหนังฉบับที่จะฉายให้ทีมของยูนิเวอร์แซลดู โดยไม่ปริปากบอกคนเหล่านั้นเลยว่า พวกเขาจะได้เห็นอะไร

ในฉากนี้ กล้องจะเคลื่อนช้าๆ ผ่านเข้าไปในร้านอาหาร โดยโทรทัศน์ในร้านรายงานข่าวว่า เควิน เวนเดลล์ ครัมบ์ หรือ เดอะ ฮอร์ด (The Horde) ยังคงลอยนวล แล้วก็มีเสียงของลูกค้ารายหนึ่งดังขึ้นมา “นั่นใช่ผู้ชายคนที่นั่งรถเข็นเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า? เขาชื่ออะไรนะ?” จากนั้นก็เป็นเสียงตอบของบรูซ วิลลิส ในบทเดวิด ดันน์ ว่า “มิสเตอร์กลาสส์” พร้อมกับใบหน้าที่ดูวิตกกังวล ก่อนที่ภาพจะตัดฉับเหลือเพียงจอสีดำ แล้วคนของยูนิเวอร์แซลว่ายังไง? “พวกเขาอึ้งไปเลย แล้วก็… ‘เราทำหนังภาคต่อจากหนังของสตูดิโออื่นเหรอ?’”

พวกเขาทำ และดิสนีย์ก็ก้าวเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา ทั้งสองสตูดิโอตกลงกันได้ด้วยดี และก้าวต่อไปก็คือการทดสอบกับผู้ชม ซึ่งชยามาลานใช้งานแฟนตาสติก เฟสต์ ในเดือนกันยายน 2016 เป็นตัวทดสอบ ด้วยการปล่อยตัวอย่างที่กระชับ และตึงเครียด ลุ้นระทึกด้วยตัวการแสดงที่น่าทึ่งของแม็คอะวอย แต่ผลตอบรับออกมายิ่งกว่า “พวกหนุ่มๆ หลายๆ คนถึงกับตัวเกร็ง” ชยามาลานหัวเราะ ตลอดหลายปีที่ผ่านไป ชื่อเสียงของ Unbreakable ขจรขจายไปจนถึงจุดที่ ไม่ใช่แค่มีคนมองว่ามันเป็นหนังเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาหนังจากหนังสือการ์ตูนขึ้นจอ แต่ยังมองไปถึงว่า นี่อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดของชยามาลาน และในตอนนี้เจ้าตัวเองก็ไม่มีทางเลืออก เขาต้องจบในสิ่งที่เขาเริ่มต้นเอาไว้ เขารู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำหนังไตรภาคซึ่งต้องปิดมันให้จบ ชยามาลานใช้เวลาเขียนบทหนังอยู่หลายสัปดาห์ ในตอนแรกเขาใช้ชื่อว่า City of the Broken แล้วก็เปลี่ยนเป็น The Theory of Elijah Price ตามด้วย The Theory of Mister Glass และท้ายที่สุดก็เหลือแค่ Glass

หนังภาคต่อเรื่องนั้นของแซมวล แอล. แจ็คสัน

(ยังมีต่อ)

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง ดูหนังทั้งปี 2019 นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1272 ปักษ์หลังมกราคม 2562


SHARE THIS
  • 17
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    17
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On