ตอนจบของหนังฮิปๆ ของผู้กำกับ (ที่ไม่มีใครคิดว่าเป็น) ฮิปสเตอร์ – จอร์จ มิลเลอร์

SHARE THIS
  • 4
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    4
    Shares

เชื่อว่า มาจนถึงตอนนี้ คงไม่มีใครงงหรือสงสัยว่า อะไรคือฮิพสเตอร์ เพราะตั้งแต่ต้นปีมา ถ้าใช้เฟซบุ๊ค ก็คงเห็นการให้นิยาม ความหมาย ของผู้คนที่ถูกเรียกว่า ฮิพสเตอร์ กันให้รึ่ม ซึ่งก็ต้องรวมไปถึงการตีแผ่พฤติกรรมของฮิพสเตอร์ออกมา ว่ามีอะไรบ้าง จนหลายคนถึงกับขนลุกขนชัน ขนบริเวณหัวแม่เท้าสั่นระริก เพราะกิจกรรมที่ทำๆ กันนั้น มันฮิพสเตอร์ชัดๆ เพราะฉะนั้นฉันจึงทรนง ม่ายช่าย… เราจึงกลายเป็นฮิพสเตอร์กับเขาด้วยซะอย่างนั้น

แต่เชื่อเถอะ ฮิพสเตอร์น่ะ มาแล้วก็ไป ไม่ต่างไปจาก จิ๊กโก๋หลังวัง, ฮิปปี้, เด็กบู, เด็กเฮฟวี, เด็กเดฟ, เด็กแนว, เด็กอัลเทอร์ ที่ต่างเป็นหมายเหตุแห่งยุคสมัย เป็นภาพลักษณ์ในกระแสชั่วเวลาใดเวลาหนึ่ง หากยังมีฮิพอีกแบบหนึ่ง ที่จะอยู่ยงคงกระพัน เฉกเช่นเดียวกับนิตยสารฮิพ แม็กกาซีน ที่จะอยู่ไปถึงโลกเกิดบิ๊กแบงครั้งใหม่ ด้วยความที่มันอยู่ได้นาน หรือบางทีก็เพราะประสบความสำเร็จแบบ Mass ค่อดๆ คนก็ค่อนขอดว่า ไม่ฮิพ จะต้องย้ำว่า “เฮ้ย! นั่นมันฮิพเน้อ!!!” ถึงจะเข้าใจกัน

วันนี้ก็เลยจะพาไปพบกับผู้กำกับบางคนที่มาจากไหนก็ไม่รู้แต่สร้างผลงานฮิพๆ ประดับวงการ ซึ่งคนไม่รู้สึกว่า มันฮิพ จักเป็นพวกฮิพเน่อ ที่ทำงานฮิพเน้อ ทั้งผลงาน กระบวนการทำงาน ที่ฮิพรีดเดอร์ รวมไปถึงคนที่อยากทำหนัง น่าจะลองทำความรู้จัก

จอร์จ มิลเลอร์ (George Miller)

ผู้กำกับจอร์จ มิลเลอร์ ที่ชื่ออ่านแล้วคุ้นเนอะ… และบางคนอาจจะจำได้ว่า อ่อ… ผู้กำกับแอนิเมชันรางวัลออสการ์ Happy Feet บ้างก็อาจจะจำได้ว่า อ้อ… นี่ผู้กำกับแอนิเมชันที่แป๊กไม่เป็นท่าเรื่อง Happy Foot Two เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นหนังใหญ่เรื่องสุดท้ายของมิลเลอร์ที่ใครๆ ได้เห็น แล้วไอ้แอนิเมชันเรื่องนี้ของมิลเลอร์ มันเป็นงานฮิพเน้อตรงไหน?

mad Max 1979 Posterคำตอบคือ งานที่ทำให้เขาเป็นฮิพเน่อไม่ใช่แอนิเมชันเรื่องที่ว่า แต่ต้องย้อนไปจนถึงปี 1979 ครั้งแรกกับการกำกับหนังใหญ่แบบเปิดซิง Mad Max หนังแอ็คชันที่เรื่องราวเกิดบนโลกหลังหายนะ ที่มีวิกฤตพลังงานตามมา โลไร้กฏหมายและระเบียบต่างๆ เมืองถูกบีบเหลือเป็นสังคมเล็กๆ ประชากรน้อยๆ เพื่อการใช้พลังงานไม่มาก รวมไปถึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แต่ก็ยังมีกองกำลังตำรวจที่พยายามจะคงไว้ซึ่งกฏหมายและความยุติธรรม ซึ่งตัวละครเอกของเรื่องก็คือ แม็กซ์ ตำรวจหนุ่มครอบครัวอบอุ่น ที่ต้นเรื่องก็เป็นคนปกติๆ นี่ละ แต่ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นไอ้แม็กซ์บ้า อย่างชื่อหนัง เมื่อครอบครัวและเพื่อนถูกแก๊งมอเตอร์ไซค์ทำร้าย ลูกที่แบเบาะตาย ภรรยากับเพื่อนปางตาย แม็กซ์เลยตั้งตนเป็นศาลเตี้ยจัดการกับพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์โฉด

หนังแอ็คชันพล็อตง่ายๆ เรื่องนี้ กลายเป็นหนังออสเตรเลียนทำเงินสูงสุด แล้วยังเป็นหนังทำกำไรสูงสุดของกินเนสส์บุ๊คถึง 2 ทศวรรษ และเปิดตัวหนังออสเตรเลียรุ่นใหม่ให้วงการบันเทิงโลกรู้จัก

ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานของหมอในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ซิดนีย์ ที่ใช้เวลาเรียนภาพยนตร์ในช่วงหน้าร้อนของปี 1971 ซึ่งได้เจอกับไบรอน เคนเนดี มือทำหนังสมัครเล่นเหมือนกัน แล้วก็ทำหนังสั้นเรื่อง Violence in the Cinema, Part 1 ออกฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ และคว้ารางวัลกลับบ้านมาไม่น้อย อีก 8 ปีต่อมาทั้งคู่ทำหนังเรื่องนี้ด้วยกัน โดยมิลเลอร์นำเอาประสบการณ์จากห้องฉุกเฉินที่เจอผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนทุกวัน และรู้สึกถึงจำนวนที่มากขึ้น มาใช้กับหนัง ซึ่งเขาเขียนบทร่วมกับ เจมส์ แม็คคอสแลนด์ มือเขียนบทที่เพิ่งโดนเปิดซิงเช่นกัน มิลเลอร์ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคตหลังโลกเกิดหายนะ เพื่อให้สถานการณ์และความรุนแรงดูน่าเชื่อถือ ส่วนแม็คคอสแลนด์ก็หยิบเอาวิกฤตน้ำมันในปี 1973 ที่ส่งผลกับบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ในออสเตรเลียมาปรับใช้กับเรื่อง

เคนเนดีกับมิลเลอร์ดิ้นหาทุนอยู่นาน เพราะหนังแบบ Mad Max ไม่โดนใจหน่วยงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ของรัฐ ที่มักจะทุ่มเงินให้กับหนังอาร์ตมากกว่า หนังสือเสนองานหนา 40 หน้าของทั้งคู่ร่อนไปตามค่ายหนังอยู่พักใหญ่ ก่อนจะได้ทุนสร้าง ซึ่งเคนเนดีกับมิลเลอร์ต้องหาทุนเพิ่ม ด้วยการรับให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทางโทรศัพท์อยู่ 3 เดือน โดยเคนเนดีทำหน้าที่ขับรถ และมิลเลอร์เป็นแพทย์ ท้ายที่สุดหนังก็สร้างเสร็จด้วยทุนราวๆ 350,000 – 400,000 เหรียญออสเตรเลีย แต่ทำเงินไปถึง 5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย เฉพาะในอเมริกาหนังทำเงินไป 8 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับรายได้รวมทั่วโลกปาไปเกือบๆ ร้อยล้านเหรียญสหรัฐก็ว่าได้

george miller hipsters 03พล็อตหนังอาจจะไม่ได้โดดเด่น แต่ฉากหลังของหนังที่เป็นโลกหลังหายนะ นอกจากจะทำให้เหตุการณ์ในเรื่องดูน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นเสน่ห์สำคัญของ Mad Max รวมไปถึงความดิบ ความรุนแรงที่นำเสนอ หนังกลายเป็นพิมพ์เขียวให้หนังที่ว่าด้วยโลกหลังหายนะ โดยเฉพาะการออกแบบงานสร้าง ไอเดียเรื่องสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คน ยิ่งหนังภาคต่อของ Mad Max อย่าง Mad Max 2 หรือที่ฉายในอเมริกาใช้ชื่อว่า The Road Warrior ในปี 1981 และ Mad Max Beyond Thunderdome จากปี 1985 ออกมา จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า หนังชุดนี้ มีอิทธิพลกับคนทำหนังรุ่นหลังๆ อย่างไร ซึ่งดูได้จากภาพของโลกในหนังกลุ่มนี้ อย่าง The Road, The Book of Eli, Elysium หรือกระทั่งซีรีส์อย่าง The Walking Dead และล่าสุดกับหนัง The Rover เมื่อปีที่แล้ว ส่วนฉากขับรถไล่ล่าของหนังก็กลายเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ของการถ่ายฉากแอ็คชันบนท้องถนน

ยิ่งไปว่านั้น ผู้กำกับชื่อดังอย่าง กีเยอร์โม เดล โทโร, เดวิด ฟินเชอร์ และโรเบิร์ท รอดริเกวซ ยังยกให้ Mad Max 2 เป็นหนึ่งในหนังโปรดของพวกเขา เจมส์ คาเมรอนก็เผยด้วยว่าหนังชุดนี้กับ Star Wars มีอิทธิพลอย่างมากในการทำงานของตัวเอง กระทั่งเจมส์ ว่าน และลีก์ห วาห์นเนลล์ ก็ยอมรับว่าฉากสุดท้ายใน Mad Max ที่ตัวละครตัดขาตัวเองเพื่อให้หลุดจากโซ่ที่ล่าม ก็คือแรงบันดาลใจสำหรับการทำหนังชุด Saw

และปีนี้ มิลเลอร์ก็จะนำเอา Mad Max กลับมาขึ้นจออีกครั้งในชื่อ Mad Max: Fury Road ซึ่งก็คงต้องไปดูกันว่า อดีตฮิพเน่อ รายนี้ยังทำหนังออกมา ฮิพเน้อ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า

จากเรื่อง หนังฮิพเน้อ ของฮิพเน่อ ที่ไม่มีใครเคยรู้ว่ามันฮิพ… โดย ลุงทอย จากนิตยสาร HIP เชียงใหม่

กดไลค์ Like ติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 4
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    4
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.