ตอนที่ 10 ของดูหนังทั้งปี พบกับฮีโรรวมดาวค่ายดีซี, ทอม ครูซ กับมัมมี และ Star Wars เรื่องที่ 8

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b5/
Twitter
Pinterest

ปี 2017 ยังคงเป็นปีที่มีภาพยนตร์ที่น่าติดตาม ในระดับห้ามพลาดมากมายหลายเรื่องให้ได้ชมกัน และนี่คือบางส่วนที่เปิดหน้า เปิดตาออกมาให้ได้รู้กันแล้วว่า จะมาเจอกับผู้ชมในปีนี้ ซึ่งบางเรื่องก็เข้าฉายในบ้านเราเรียบร้อยไปแล้ว และบางเรื่อง ก็คงไปหาชมกันในแผ่น หรือดูแบบสตรีมมิง แต่จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้นคลิกอ่านกันได้ที่นี่

JUSTICE LEAGUE
ผู้กำกับ: แซ็ค สไนเดอร์ นักแสดง: เบน อัฟเฟล็ค, เฮนรี คาวิลล์, กัล กาด็อท, เจสัน โมมัว, เรย์ ฟิเชอร์, เอซรา มิลเลอร์

ถ้า Batman V Superman: Dawn of Justice ทำให้คุณรู้สึกย้วย ทำใจเถอะ อะไรที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่ อาจจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นใน Justice League ที่มีข่าวลือแผลมออกมาอย่าง จอห์น คลีส จะปรากฏตัวแบบคามีโอในหนัง จนดูเหมือนว่า ใครๆ ก็รับงานหนังเรื่องนี้ทั้งนั้น…

ยาวนานเหลือเกิน หลังจากได้จอร์จ มิลเลอร์มาดูแลโปรเจ็คท์เมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดการให้เรียบร้อยโดย แซ็ค สไนเดอร์ ที่มาทำให้ภารกิจ ‘รวมเจ็ดเป็นหนึ่ง’ กลายเป็นความจริง แต่คลิปแสดงความเริงร่าของสไนเดอร์ในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ และความเห็นต่างๆ ของเขาในการให้สัมภาษณ์ จะบ่งบอกอะไรได้บ้าง ก็คงไม่พ้นว่า หนังน่าจะเป็นการลดโทนของหนังดีซี ให้สดใสมากขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่รู้ League ดูเหมือนจะถูกแบ่งเป็นสองครึ่ง เมื่อดูจากกำหนดปล่อยหนังของวอร์เนอร์ที่ราวกับบอกเป็นนัยๆ ว่ามันจะเป็นหนังมหากาพย์สองเรื่อง แต่จอฟฟ์ จอห์นส์ หัวเรือใหญ่ของดีซี ฟิล์มส์ ย้ำอย่างเด็ดเดี่ยวผ่านทวิตเตอร์ว่า “ขอเคลียร์การตีความผิดๆ หน่อยนะ หนังเรื่อง Justice League ก็คือหนัง Justice League”

และอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเคลียร์… จากเจ็ดอาจจะต้องถูกจัดการให้เหลือแค่หก แต่ก็มีข่าวลือหึ่งเลยว่า มีการคิดถึงเรื่องที่น่าจะมีการปรากฏตัวของทีมกรีน แลนเทิร์นส์ในเรื่อง แล้วมาถึงเรื่องที่สาม เจเค ซิมมอนส์ จะอึ้บหุ่นเพื่อเล่นเป็นผู้บัญชาการตำรวจกอร์ดอน ซึ่งดูเหมือนจะได้งานเบาๆ ที่เวย์นทาวเวอร์ อย่างไรก็ตาม สไนเดอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างแล้วในตอนจบของ Dawn ที่มีทั้งเงาแห่งความตาย และการเริ่มต้นสร้างทีม “ผมคิดว่าทุกอย่างมันบอกได้จากลักษณะของตัวละครอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้จะเป็นงานที่น่าประทับใจ, อลังการ, สนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่เป็นเรื่องของ Justice League”

ที่แน่ๆ นี่คือหนังที่เหมือนการวางเดิมพันสำหรับจักรวาลของดีซี เพื่อรวมผู้ชมที่ถูกแบ่งออกไปโดย Suicide Squad และ BVS ศรัทธาในซูเปอร์ฮีโรจะถูกฟื้นฟู ด้วยการฟื้นคืนชีพของซูเปอร์แมน, การเข้าคู่กันของมนุษย์ค้างคาวของเบน อัฟเฟล็ค กับวอนเดอร์ วูแมนของกัล กาด็อท เพื่อต่อสู้กับสุดยอดตัวร้าย ที่เป็นการแสดงแบบโม-แค็ปของ เซียแรน ไฮนด์ส นอกจากนี้พวกเขายังได้สมาชิกใหม่อย่าง อะควาแมนของ เจสัน โมมัว, แฟลชของเอซรา มิลเลอร์ และ ไซบอร์กของเรย์ ฟิเชอร์ มาเป็นกองหลัง

แล้วยังมีดาร์คซีด สุดยอดวายร้ายที่ซูเปอร์แมนของเฮนรี คาวิลล์ต้องเจอ, เดธสโตรค ที่รับบทโดย โจ แมนกานิเอลโล, มารา – ราชินีอะควาของแอมเบอร์ เฮิร์ด, เจเรมี ไอออนส์เป็นอัลเฟร็ด, วิลเล็ม ดาโฟเป็นชาวแอตแลนตีส – วัลโค และ เบซิล ฟาวล์ตี ที่ต้องดูกันในหนังว่าจะมารับบทอะไร แต่พวกเขาจะเล่นกับหรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า ‘กล่องตัวแม่’ ของดีซี, เทพและดาวเคราะห์ที่เรียกว่า อโพโคลิพส์
สรุปสั้นๆ กับหนังของดีซีเรื่องนี้ อย่าคาดหวังความเข้มขรึม แต่เป็นความสนุกสนานในระดับอลังการ ซึ่งซิมมอนส์ แสดงความชื่นชมว่าเป็นงานทำงานที่ “สนุก” และบรรยายถึงทีมที่สไนเดอร์มีว่าเป็นคนที่ “คุณไม่ต้องคิดมาหากต้องใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อวันกับพวกเขา” และก็น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้เป็นความบันเทิงแบบระเบิดเถิดเทิงอีกด้วย…

STAR WARS EPISODE VIII: THE LAST JEDI
ผู้กำกับ: ไรอัน จอห์นสัน นักแสดง: มาร์ แฮมิลล์, เดซีย์​ ริดลีย์, อดัม ไดรเวอร์, จอห์น โบเยกา, ออสการ์ ไอแซ็ค, แคร์รี ฟิเชอร์

กับชื่อเรื่อง The Last Jedi กลายเป็นเรื่องฮือฮาสำหรับแฟนๆ หนังยังถือว่าโชคดีมากๆ ที่ปล้ำพล็อตออกมาจากมือของลูคัสฟิล์มได้สำเร็จ แต่ถ้าผู้เขียนบทและผู้กำกับอย่าง ไรอัน จอห์นสันจะเลือกเดินตามหนังที่มีอิทธิพลกับหนังเรื่องนี้อย่าง Twelve O’Clock High หรือว่า The Bridge on the River Kwai จริงๆ Star Wars ภาคนี้ก็น่าจะเป็นหนังสงครามและหนังที่ว่าด้วยการฝึกฝนที่เข้มข้น โดยเริ่มต้นจากการที่เรย์ (เดซีย์ ริดลีย์) ไปกวนการปลีกตัวออกจากโลกของลุค สกายวอลเกอร์ ที่ดาวแอห์ช-ทู “ครั้งแรกหนังเรื่องนี้เริ่มต้นจากสิ่งที่หนังเรื่องก่อนทิ้งเอาไว้” จอห์นสันเผย ท่ามกลางข่าวลือที่ว่า จะได้เห็นลุคเป็นคนฝึกฝนเรย์ แล้วก็ยังมีงานศพของชาวคอเรลเลียนคนสำคัญ

ถึงแม้ว่า The Force Awakens จะเป็นภาพสะท้อนของ A New Hope แต่หนังภาคนี้ไม่มีทางหม่นมืดเหมือนที่ The Empire Strikes Back เป็น “โทนของมันจะแตกต่างกันในทิศทางที่ผมคิดว่า จำเป็นและดูดี” อดัม ไดรเวอร์ ที่กลับมารับบทตัวแสบอย่าง ไคโล เร็นอีกครั้ง “ไรอันเชื่อใจคนดูของเขาว่าพร้อมกับความแตกต่างที่มีเล็กน้อย รวมไปถึงความคลุมเคลือ เขาไม่ได้ทำให้ทุกอย่างแย่ลง และนั่นคือเรื่องสนุกที่ได้เล่นหนังเรื่องนี้”

สโนค ผู้นำสูงสุด (แอนดี เซอร์คีส) จะกลับมาแต่จะในรูปลักษณ์ไหนนั้น คงต้องดูกัน แต่ที่แน่ๆ มั่นใจได้เลยว่า เขาต้องมีแผนอันร้ายกาจสำหรับไคโล เร็น แล้วเขาอาจจะต้องจับตาตัวร้ายอีกราย ที่ได้เบเนซิโอ เดล โทโรมารับบท ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบได้เป็นดาร์ธ มอล ใน The Phantom Menace มาแล้ว ก่อนหน้าที่บทพูดของตัวละครจะถูกตัดออกแบบเป็นเรื่องราวดรามาใหญ่โต คนดูน่าจะคาดหวังอะไรจากไคโล เร็นได้มากกว่าเดิมด้วยเช่นกัน “สิ่งที่ไรอันเขียนเอาไว้มันชัดเจน” ไดรเวอร์กล่าว “ผมเรียนรู้อะไรเยอะมากเกี่ยวกับตัวละครของผม ผ่านบทของเขา”

ยังมีตัวละครอีกหลายตัวที่กลับมา ผู้กองฟาสมา (เกว็นโดลิน คริสตี) จะหนีออกมาจากการจองจำในเครื่องอัดขยะ ขณะที่ฟินน์ (จอห์น โบเยกา), โพ (ออสการ์ ไอแซ็ค), แมซ (ลูพีตา เอ็นยองโก), นายพลโฮกซ์ (ดอห์มเนลล์ กลีสัน) และซี-ธรีพีโอ (แอนโธนี แดเนียลส์) จะขึ้นจออีกครั้ง ในส่วนของคนเบื้องหลัง จอห์น วิลเลียมส์ จะประพันธ์ดนตรีเหมือนเดิม ซึ่งเป็นหนที่ 8 แล้วสำหรับหนัง Star Wars แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็น เพลงอำลาของลุค? เมื่อแฮมิลล์สร้างความกังวลให้กับแฟนๆ ด้วยการบอกว่า ตัวเองจะ “หมดงาน” ในไม่ช้า บนทวิตเตอร์ ก่อนที่จะมาแก้ต่างว่า “หมดงานของผมหมายถึงว่า หนัง EP8 จะถ่ายทำจบในเร็ววันนี้ เข้าใจนะ?” เหรอ?

แต่ที่หลายคนสนใจก็คือ การจากไปของแคร์รี ฟิเชอร์ จะส่งผลอะไรกับหนังบ้าง หรือบางทีคนที่ต้องจากไปจริงๆ ก็คือ เจ้าหญิงเลอา?

เจเจ เอบรามส์แม้ไม่ได้กำกับ หากก็ยังคงนั่งเก้าอี้ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง ที่สำคัญคือ เขาทิ้งคำถามไว้เยอะมากใน The Force Awakens เรย์คือลูกของลุคใช่ไหม? จริงๆ แล้วสโนคต้องการอะไร? ทำไมลุคถึงปลีกไปสู่สันโดษ? ซึ่งจอห์นสัน น่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้บ้าง แล้วแฮมิลล์ยังว่าเอาไว้ถึงสิ่งที่อยู่คู่กับหนังมาตลอด “คุณสามารถลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับ ‘ขอพลังจงสถิตย์อยู่คู่กับคุณ’” แฮมิลล์แย้ม… “ไรอันมาพร้อมกับภาษิตใหม่ๆ”

THE MUMMY
ผู้กำกับ: อเล็กซ์ เคิร์ทซ์แมน นักแสดง: ทอม ครูซ, โซเฟีย บูเทลลา, รัสเซลล์ โครว์, เจค จอห์นสัน, แอนนาเบลล์ วอลลิส

นี่คืองานชิ้นสำคัญสำหรับการปลุกชีพหนังเก่าเกี่ยวตัวประหลาดคลาสสิคของยูนิเวอร์แซล “ทางสตูดิโอสนใจที่จะทำให้ตัวประหลาดของพวกเขากลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง มาพักใหญ่ๆ แล้ว โดยเฉพาะ The Mummy” อเล็กซ์ เคิร์ทซ์แมน ผู้กำกับของหนังกล่าว เขาเป็นหนึ่งในคนที่โตมากับหนังตัวประหลาดเหล่านี้ ด้วยการชมจากจอตู้ในยุค 80 “การได้เห็นพวกเขามีตัวตนจริงๆ มันทำให้ผมตื่นเต้นมากๆ ทุกอย่างมันเริ่มต้นมาจากความชอบที่แสนยาวนานในเรื่องราวของพวกเขา”

และมันก็ยังเหมาะมาก ที่เคิร์ทซ์แมนจะใช้ The Mummy เป็นการเปิดตัวงานกำกับหนังบล็อคบัสเตอร์ หลังจากเคยกำกับหนังดรามา-ครอบครัว People Like Us มาก่อนหน้านี้ แต่จริงๆ แล้วเขามีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่าในเรื่องการเขียนบท ให้หนังภาคต่อเรื่องดังๆ ตั้งแต่ Mission: Impossible ไปจนถึง Transformers รวมไปถึง Star Trek และ Spider-Man แล้วครั้งนี้ เขาจะใช้ความฉลาดปราดเปรื่องของตัวเอง มาสร้างจักรวาลตัวประหลาดของยูนิเวอร์แซล ซึ่งเริ่มต้นกันที่ The Mummy ด้วยเรื่องราวในยุคปัจจุบันของตัวร้ายผ้าพันแผล

เวลาที่อัพเดทจากเดิม ถือเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้หนังเรื่องนี้แยกออกจากงานคลาสสิคในปี 1932 ของบอริส คาร์ลอฟฟ์ และหนังเบรนแดน เฟรเซอร์แสดงนำในยุค 90 ซึ่งเป็นการปลุกชีพหนังขึ้นมาใหม่ เพราะหนังทั้งสองเรื่องให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในยุค 20 “สำหรับผม ผมรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะพาหนังเข้ามาสู่เรื่องราวในยุคที่ดูทันสมัย ขณะเดียวกันก็ซื่อสัตย์กับสิ่งที่หนังเรื่องแรกมอบให้กับเรา โดยทำออกมาเป็นหนังสยองขวัญ-แอ็คชัน-โรแมนซ์” เคิร์ทซ์แมนอธิบาย

ความแตกต่างอื่นๆ จากงานคลาสสิคก็คือ การให้มัมมีเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นการสับเปลี่ยนเพศ และจากที่เคิร์ทซ์แมนบอก มันเป็นการสร้างพลังใหม่ๆ ให้กับเรื่อง “ในแบบที่รู้สึกได้ทันทีถึงความสด และความเกี่ยวพันกัน” หลังบทร่างแรกๆ ตัวร้ายยังเป็นเพศชาย ในที่สุดก็กลายเป็น โซเฟีย บูเทลลา (ที่เล่นเป็น เจย์ลาห์ จาก Star Trek Beyond และกาเซลล์ อีสาวมือสังหารที่ขาเป็นใบมีดใน Kingsman) ที่มารับบทราชินีที่ฟื้นมาจากความตาย และสร้างหายนะให้บังเกิด “ผมมั่นใจมากว่า ถ้าผมไม่ได้โซเฟีย หนังไม่น่าจะเวิร์ค” เคิร์ทซ์แมนย้ำ

ในตอนแรกนักแสดงสาวชาวอัลจีเรียน-ฝรั่งเศส รู้สึกลังเลกับการที่ต้องมารับบทที่หมดเวลาไปกับการแต่งหน้าแต่งตาในตอนเช้าๆ ครั้งละหลายๆ ชั่วโมง หลังจากต้องเจออะไรแบบนี้มาแล้วใน Beyond “ตอนที่เธอตอบตกลง… เราก็เริ่มหาทางที่จะนำเอาความเป็นมนุษย์ใส่เข้ามาในตัวละครตัวนี้ร่วมกัน” เขาเล่า “ผมคิดว่าหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับหนังตัวประหลาดคลาสสิคของยูนิเวอร์แซลก็คือ คุณกลัวตัวประหลาด และคุณก็กลัวว่าตัวประหลาดจะเป็นอะไร… มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับผม ที่ต้องทำให้ผู้ชมมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนสุดๆ กับตัวละครต่างๆ”

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้หนังกลายเป็นจุดสนใจ ก็คือการได้นักแสดงระดับเมกะสตาร์มาเล่น “ตอนที่สตูดิโอถามผมว่า ‘ทอม ครูซ เป็นไง?’ ความคิดแรกของผมก็คือ ‘ไม่มีทางที่เราจะได้ทอม ครูซมาเล่นหนังเรื่องนี้’” ผู้กำกับยอมรับ โดยทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันมาแล้วใน M:I3 “ผมหยุด แล้วก็คิดว่า ‘ในใจของทอม เขาเป็นพวกที่หลงรักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สุดๆ’ แล้วผมก็รู้ว่า เขาก็ชอบหนังตัวประหลาดยูนิเวอร์แซล”

เคิร์ทซ์แมนชื่นชมครูซสำหรับการทำความเข้าใจกับบท และการเข้าถึงใจผู้ชม ซึ่งการคัดเลือกนักแสดงก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการคาดหวัง “เรารู้ดีว่า ต้องการสร้างพื้นฐานอะไรใหม่ๆ โดยที่ไม่ไปทรยศความคาดหวังของคนดู เมื่อพวกเขาซื้อตั๋วเข้าไปชมหนังเรื่อง The Mummy เช่นเดียวกับที่คาดไม่ถึงว่ามัมมีกลายเป็นผู้หญิง และมันก็น่าจะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่า สำหรับการทำให้พวกเขารู้สึกว่า ‘โอ.. หนัง the Mummy ได้ทอม ครูซ เป็นดารานำ”

การได้ครูซมา นั่นหมายความว่ามันจะต้องมีฉากเสี่ยงตาย และเป็นสิ่งที่เขาสนับสนุนให้เจค จอห์นสัน และ แอนนาเบลล์ วอลลิส เข้ามามีส่วนด้วย “ไม่มีฉากเสี่ยงตายแม้แต่ฉากเดียว ไม่มีแม้กระทั่งแค่นิ้วเดียวของฟิล์มภาพยนตร์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ซึ่งจะเล่นฉากเหล่านั้นด้วยตัวเอง” เคิร์ทซ์แมนโพล่งขึ้น แล้วฉากที่เล่นจริงๆ เหล่านั้นก็จะถูกนำไปขยายอีกด้วยเทคนิคพิเศษด้านภาพ เคิร์ทซ์แมนยังแสดงความชื่นชมต่อผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เท 100% ในการทำงานจริงๆ โดยพึ่งพาซีจีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันเป็นการนำความสมจริงเข้ามา และเป็นสิ่งที่คุณแสร้งทำไม่ได้”

หนังยังมีรัสเซลล์ โครว์ มารับบทเป็นดร. เฮนรี เจเคิลล์ ซึ่งทำให้จักรวาลตัวประหลาดของยูนิเวอร์แซลชัดเจนขึ้น หากเคิร์ทซ์แมนก็ยืนยันว่า The Mummy ต้องเป็นหนังเดี่ยวๆ ก่อนหน้าที่โลกรอบหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น “ผมรู้ว่าในฐานะของคนดูคนหนึ่ง ถ้าผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบังคับให้ดูหนังที่จะเป็นงานภาคต่อ ที่จะมีการขยายหนังเรื่องเดียวออกไป และแผ่เรื่องราวไปไกลมหาศาล ผมคงโกรธนะ” เขาเผย “อย่างแรกและเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ เราอยากทำหนัง The Mummy และถ้าคนดูชอบมัน จากนั้นก็ค่อยมีอะไรต่อไปจากนี้”

จากเรื่อง ดูหนังทั้งปี 2017 (4) โดย ฉัตรเกล้า นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1229 ปักษ์แรกเมษายน 2560

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 

Share this:
Facebook
Google+
https://www.sadaos.com/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b5/
Twitter
Pinterest

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On