ตอนที่ 2 ของการย้อนอดีต 40 ปี กว่าจะเป็นอัลบั้มคลาสสิค Goodbye Yellow Brick Road

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

อ่านตอนแรกที่นี่ http://bit.ly/1praeFa
ชาโต เดอรูวิลล์
ตอนแรก เอลตัน จอห์นกะจะทำอัลบั้ม Goodbye Yellow Brick Road ที่จาไมกา เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แต่พอไปถึงจริงๆ ทุกอย่างเต็มไปด้วยความเลวร้าย ทำให้ต้องลับมาใช้ห้องอัด ชาโต เดรูวิลล์ ที่นอกเมืองปารีส ซึ่งเป็นที่ให้กำเนิดอัลบั้มสองชุดก่อนหน้าของเอลตันกันอีก

“พวกเรามีห้องของตัวเองกันที่นั่น” เบอร์นี เริ่มเล่า ”ผมยังจำตอนที่นั่งข้างเตียงเพื่อเขียนโน่นเขียนนี่ได้ ผมจะแต่งเพลงในตอนเช้า แล้วก็มาทานมื้อเช้า แล้วเอลตันจะลงมานั่งทำงานที่เปียโนในห้องอาหารเช้านั่นแหละ จากนั้นผมจะให้เพลงที่ผมเขียนกับเขาไป”

เอลตัน เล่าบ้าง “ผมจะแต่งเพลงไป แล้ววงก็จะตื่นกันเพราะได้ยินสิ่งที่ผมเขียน ทุกคนจะลงมากินอาหารเช้า พออิ่มก็หยิบเครื่องดนตรีของแต่ละคนมาเล่นตาม มันเป็นการทำงานประจำแบบหยาบๆ เข้าไปในห้องอัด บันทึกเสียง เราเข้ากันได้ดี ผมเองทำงานกับพวกเขามานาน ในระดับที่ทุกคนรู้ว่าผมอยากได้อะไร พวกเขาเก่ง ฉลาด ไม่มีเรื่องแบบ… ‘ผมจะเล่นยังไง?’ ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร”

gus dudgeon

กัส ดัดเจียน

“เราทำเพลงได้ราวๆ 3-4 เพลงต่อวัน” เดวีย์ เล่า “เราทำอัลบั้มทั้งชุดในเวลา 16 วัน ทั้งอัดเสียงทับ, ลงเสียงร้องแบ็คอัพ ทุกอย่าง ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้มีใครทำงานแบบนี้อีกไหม มันเป็นวิธีการทำงานที่เยี่ยม เพราะอย่างที่จอห์น เล็นนอนพูดไว้ อัลบั้มชุดหนึ่ง จริงๆ มันก็แค่โปสการ์ดใบเล็กๆ จากที่ๆ คุณอยู่ในตอนนั้น ถ้าคุณวุ่นวายกับมันนานเกิน หรือใช้เวลาตัดใหม่มากเกิน รวมทั้งอัดใหม่ มิกซ์ใหม่ คุณจะอยู่ตรงนั้นชั่วนิรันดร์ และเป็นไปได้ที่จะไม่มีวันจบ ผมคิดแค่โดดลงมาทำแล้วก็ ‘น่าจะได้ละ เราจัดการมันเสร็จแล้ว ทิ้งมันไว้อย่างนั้นแหละ จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ’ นั่นคือวิธีการทำงานของเรา

ในตอนค่ำ เอลตันเชื่อใจวงของเขามากพอที่จะปล่อยให้อยู่กับกัสทำงานของตัวเอง กับเสียงร้องแบ็คกราวนด์ ส่วนตัวเองก็ไปนอน “พวเราชอบทำงานแบบนี้” ไนเจล เผย “มันจะมีแค่เราสามคน เดวีย์, ดี แล้วก็ผม เราสามารถทดลองใช้โน้ตและเสียงประสานที่แตกต่างไปได้ เสียงร้องของพวกเราทุกคน มีคุณภาพที่แตกต่างกัน แต่พอไปอยู่ในไมโครโฟนมันจะผสมเสียงออกมาเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เคยได้ยิน นั่นคือความตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น เราเคยเอาเพลงพวกนี้มาเปิดฟังกันจริงๆ จังๆ ตอนค่ำวันหนึ่ง ซึ่งทำเอาทุกคนสติแตก เพราะเรารู้เลยว่า เรามีบางอย่างที่พิเศษเอามากๆ อยู่ในมือ”

“และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาได้ค่าลิขสิทธิ์ด้วย” เอลตัน เผย “พวกเขาไม่ได้ค่าจ้าง แต่ได้ค่าลิขสิทธิ์ พวกเราเป็นวงเดียวกัน ไม่ใช่มีผมนั่งชี้นิ้ว ‘ชั้นไม่ชอบอันนั้น นายไม่ต้องเล่นอันนี้…’ ตอนไปนอน ผมบอกกับตัวเองว่า ‘กัสนายทำมัน’ และเด็กๆ ก็ด้วย พวกเราโคตรๆ ประชาธิปไตยเอามากๆ”

อิฐแต่ละก้อน เพลงแต่ละเพลง
การทำงานอัลบั้ม  Goodbye Yellow Brick Road แม้ทุกเพลงจะเริ่มต้นจากเนื้อร้องของเบอร์นี ทอพิน แต่เมื่อถึงการบันทึกเสียง เขากลับเหมือนไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะเอลตัน และนักดนตรีง่วนอยู่กับห้องอัด และเบอร์นีเองก็ดูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานตรงนั้น

‘Probably the strangest relationship in pop music’ … John with Bernie Taupin, California, 1973.

ทอพิน (ซ้าย) กับจอห์น

และอะไรบางอย่างก็กันเขาออกจากการทำงานเป็นทีม “ผมเป็นเหมือนตัวเสริมเสมอนั่นแหละ” เบอร์นี อธิบาย “ผมไม่อยากบอกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในทีม แต่ผมคิดว่าบางทีคงเป็นเพราะผมเด็กเกินกว่าจะไปเกี่ยวข้อง… ผมยังคงมองหาเส้นทางดนตรีของตัวเอง แล้วก็มีผู้คนมากมาย ในฐานะนักดนตรีมากพรสวรรค์อยู่รายรอบ ซึ่งผมคิดว่า บางทีทำให้ผมรู้สึก… เกรงๆ

“ผมทำงานกับตัวเอง ส่วนเอลตันเวลาเขียนเพลง ไม่สนเลยว่ามีใครอยู่รอบๆ ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ที่จะมีใครมาอยู่ด้วย ผมต้องปิดตัวอยู่กับตัวเอง แยกตัวออกมา แล้วดำดิ่งเข้าไปในความคิดเพื่อสร้างความฝันของผม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผม เพราะฉะนั้นผมจึงตัดสินใจว่า ต้องแยกมาอยู่คนเดียว นั่งอยู่ข้างๆ อย่างห่างๆ แล้วดูพวกเขาทำงานไป”

แต่จริงๆ แล้วเบอร์นีก็ทุ่มเทและทำงานพอๆ กับคนอื่น เนื้อร้องที่เขาเขียนให้เอลตัน เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ที่หลากหลาย สร้างแรงบันดาลใจ และเหมาะจะทำดนตรีออกมาหลายแนวทาง “เนื้อร้องมีธีมเยอะมาก ในอัลบั้มนี้” เอลตันยอมรับ “ผมประหลาดใจเสมอ เวลาเขาส่งเพลงมาให้” ต่างจากอัลบั้มอื่นๆ ที่ธีมของงานจะถูกคิด หรือออกแบบมาก่อน Goodbye Yellow Brick Road จะไม่มีการเล่าเรื่องที่เกี่ยวพันกัน เนื่องจากทุกเพลงมีความแตกต่างกัน ทั้งเนื้อร้อง และดนตรี แต่ในภาพรวมกลับฟังเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นงานที่มีคุณภาพในแบบเดียวกับภาพยนตร์ “มันเต็มไปด้วยเพลงที่บอกเล่าเรื่องราว” เบอร์นี อธิบาย “ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด”

ทั้งหมดเริ่มด้วยเสียงซินธ์ล้ำยุคในเพลง Funeral For A Friend ที่เล่นโดย เดวิด เฮนท์สเชล  เอ็นจิเนียร์ของอัลบั้ม ถึงแม้จะบันทึกเสียงหลังอัลบั้มเสร็จแล้ว เครื่องดนตรีชิ้นนี้กลับแนะนำเรื่องราวในเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำไปสู่บรรยากาศและความรู้สึกยากอธิบาย ซึ่งผูกสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ในแบบลางบอกเหตุ ก่อนจะพาไปสู่เพลง Love Lies Bleeding ได้อย่างนิ่มนวล นี่คือเพลงที่จู่โจมใส่ความทุกข์ทนที่แสนโรแมนติค อย่างหนักหน่วงและบ้าคลั่ง และถูกสวนกลับในทันทีจากความสละสลวย งดงามของ Candle In The Wind เพลงที่บางทีถูกให้ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม ผ่านการเปิดเผยที่มากเกินไป โดยเฉพาะหลังการเขียนเนื้อร้องใหม่ในปี 1997 เพื่อสดุดีเจ้าหญิงไดอานา อารมณ์ความรู้สึกของงานต้นฉบับนั้น ยังคงสะเทือนใจ ประเด็นชัดเจน เหยียดหยามเครื่องจักรที่ชื่อฮอลลีวูด และนักข่าวที่ดูหมิ่นและท้ายที่สุด ฆ่ามาริลีน มอนโร อย่างช้าๆ

“ผมพูดในหลายโอกาสว่า คนมักตกอยู่ภายใต้การตีความผิดๆ คิดว่าผมเป็นแฟนตัวยงของมาริลีน มอนโร” เบอร์นีเผย “ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้มาตลอด ในเพลงมาริลีนเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่ง ความคิดในภาพรวมของเพลงนี้ ตอนที่ผมเขียนก็คือ ทำยังไงถึงจะสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่จากไปตอนอายุน้อยๆ นั่นคือสิ่งที่ผมพูดในเพลงนี้ ตายตั้งแต่เยาว์วัยแต่อยู่ได้ชั่วนิรันดร์ คุณได้เรื่องมาละ และต้องมีใครสักคนที่มีเสน่ห์ไม่มีวันจาง ตายตั้งแต่อายุไม่มาก ทิ้งร่างที่งดงามเอาไว้ อาจจะเป็นเจมส์ ดีน หรือมอนท์โกเมอรี คลิฟท์ แต่ผมรู้สึกว่ามาริลีนเป็นที่ยอมรับ และเข้าใจได้มากกว่า”

“ผมต้องพูดด้วยว่า” เขาเสริม “มันยังเป็นหนึ่งในการแต่งงานระหว่างดนตรีและเนื้อร้องที่ดีที่สุดที่เราทำขึ้นมา ที่แน่ๆ มันอยู่ในสิบอันดับแรกแน่นอน”

“เหมือนไดโนเสาร์สักตัวเดินดุ่มๆ ดิ่งไปที่เมือง” เอลตันอธิบายถึงเสียงเปียโนที่กระหน่ำในช่วงเปิดเพลง Bennie And The Jets เพลงที่เผาความรู้สึกอย่างช้าๆ เนื้อหาได้แรงบันดาลใจจากงานแกลม เรื่องราวของวงดนตรีหุ่นยนต์ที่มีเพศชายและหญิงในตัว “เป็นเหมือนกับ เอช.จี. เวลล์สคิดเอาไว้ว่า ‘นี่ละ วงร็อคแอนด์โรลล์ในความคิดของผม’” เบอร์นีอธิบาย ทีแรกเพลงนี้ถูกมองว่า เป็นแค่เพลงหนึ่งในอัลบั้ม มีลักษณะเฉพาะที่กลั่นกรองและให้นิยามโดยโปรดิวเซอร์ดัดเจียน ที่เติมเสียงเอฟเฟคท์แบบรีเวิร์บ กับเสียงผู้ชมในการแสดงสดเข้ามา แต่ยังมีอะไรต้องปรับอีก “ตอนค่ายเพลงแนะว่า เพลงนี้น่าจะเป็นซิงเกิลแรก” เดวีย์ พูดแทรก “เราทุกคน ‘อะไรนะ? คุณจะบ้าไปแล้วเหรอ?”

ตัวเพลงนี้ฝังอยู่ในจิตสำนึกมานาน จากการฟังเพลงของศิลปินอเมริกันผิวดำ และกำลังมองหาการได้รับความนิยมในที่ๆ ต่างไปจากเดิม แล้วเมื่อมั่นใจว่ามีเสน่ห์พอสำหรับตัดเป็นซิงเกิล Bennie And The Jets ก็ทำให้เอลตันพบว่าตัวเองมีเพลงอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงอาร์แอนด์บี ที่มีแต่ศิลปินอเมริกันผิวดำ “มันทำให้ผมได้คนฟังกลุ่มใหม่” เอลตันกล่าว ก่อนจะยกย่องวงอย่าง เดอะ บีเทิลส์ และเดอะ สโตนส์ เจ้าของความลุ่มหลงในงานอาร์แอนด์บี ที่ถูกซื้อคืนกลับไปให้กลุ่มคนฟังอเมริกันกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน “ผมรักดนตรีผิวดำมากกว่าแนวอื่นๆ ทั้ง กอสเพล, โซล, และบลูส์” เขาพูดต่อ “การมีเพลงอันดับ 1 ในชาร์ทนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม มันทำให้ผมมีความมั่นใจที่ดี ได้รับการยอมรับจากผู้คนเหล่านั้นด้วยการซื้ออัลบั้ม และเป็นแรงส่งแรงๆ ให้ผมสำหรับสถานีวิทยุในอเมริกา” นี่คือเพลงล้ำๆ ในตอนนั้น และผลกระทบยังคงแสดงถึงวันนี้ ล่าสุดคือการเป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์ในเพลง Super Rich Kids ของแฟรงค์ โอเชียน

elton-john-gary-smaby-1973-minneapolis-minnesotaกับเพลงที่เป็นชื่อชุด นี่คือภาพต่อที่น่าภาคภูมิใจ แสนคลาสสิค สมบูรณ์แบบ ขณะที่เอลตันร้อง “You know you can’t hold me forever / I didn’t sign up with you,” นำไปสู่ท่อนคอรัส “I’ve finally decided my future lies / Beyond the yellow brick road,” ทำให้ความคิดของเบอร์นี ที่เป็นการถวิลหาอดีตของเด็กที่โตมาในชนบท ซึ่งถูกทำให้พร่าเลือนโดยชีวิตในเมืองใหญ่ ถูกเผยโดยไม่ต้องพูดออกมา “ผมอยากสร้างอะไรบางอย่าง คิดว่าบางทีมันน่าจะมีอะไรที่พูดในเพลงมากกว่าแค่ ‘เด็กบ้านนอกไปอยู่ในเมือง แล้วอยากกลับไปหาวิถีชีวิตที่บริสุทธิ์มากกว่า’ บางทีน่าจะถ่ายทอดมันออกมาในอีกแบบหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องของความมีชื่อเสียงก็ได้ มีเพลงของเราตั้งเยอะแยะที่เหมือนจะเป็นเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถอุปมาอุปมัยกับอีกสิ่งได้ ผมชอบคิดถึงหลายๆ เพลงของเราที่เป็นแบบนั้น และ Yellow Brick Road ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น” เบอร์นีเล่า

ความสำเร็จเรื่องสไตล์เพลง ยังสานต่อกันทั่วอัลบั้ม จากเพลงฟังค์ ที่มีเสียงวาห์-วาห์ อย่าง Grey Seal จนถึงกลิ่นเร็กเก Jamaica Jerk-Off, ส่วน Sweet Painted Lady คือบทกวีของกะลาสีเรือกับหญิงงามเมืองเปี่ยมสีสัน ที่อยู่ในร่มเงาของถนนในปารีส ซึ่งเป็นโลกที่แยกจากความเป็นอเมริกันอย่างชัดเจน, งานร็อคจากยุค 50s’ Your Sister Can’t Twist (But She Can Rock ’N Roll) โดยไม่ต้องพูดถึงเพลงที่เป็นงานคันทีเต็มๆ อย่าง Roy Rogers และ Social Disease

ธีมและเรื่องราวที่เผยให้เห็น เติบโตไปตามธรรมชาติและตามสัญชาตญาณ จากการทำงานที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “ผมไม่คิดว่าเราไปที่นั่น ด้วยความเข้าใจว่า เรากำลังจะทำอัลบั้มคู่” เบอร์นี  รับ “ผมคิดว่า การที่พวกเรามีเพลงตั้งเยอะที่บันทึกเสียง ถูกเขียน และส่วนใหญ่ก็ออกมาดี เป็นความจริงที่ทำให้เราต้องพูดกันว่า ‘นี่ไม่ใช่งานอัลบั้มแบบแผ่นเดียวแล้ว’”

ตัวละครที่นำเสนอในเพลง ก็มีสีสันพอๆ กับดนตรี มีคนหนุ่มนอกกฎหมาย แดนนี ไบลีย์ “มันดูเท่มากในตอนนั้น” เบอร์นี ฟื้นความจำ “เป็นพวกแก๊งอันธพาลอเมริกัน ที่ถูกจุดประกายโดยหนังอย่าง Bonnie And Clyde” ส่วน Dirty Little Girl ก็คือคนที่ “ไม่เคยอาบน้ำเป็นปีๆ” และ “เด็กที่ถูกตามใจ” ก็อยู่ใน Harmony เพลงที่ถูกวางไว้เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม แล้วก็ยังมีอลิซ หญิงสาวที่ลุ่มหลงในราคะ ที่กลายเป็นข้อถกเถียงกันในตอนนั้นจาก All The Girls Love Alice “นักเรียนหญิงในโรงเรียนแคธอลิคที่มีอะไรกับแม่ชี” เบอร์นี เผย “ถ้าคุณคิดชำแหละเพลงนี้ละก็ จะพบว่ามันก็คือหนังโป๊เราดีๆ นี่เอง” เขาหัวเราะ ”ผมไม่รู้ว่า ผมเคยมีความฝันแบบนักเรียนชายแบบนี้เกิดขึ้นบ้างไหม หรืออยากเห็นว่าตัวเองทำอะไรกับมัน แต่ยังไงๆ พวกเราก็จัดการมันไปแล้วนี่” นอกจากนี้ เอลตันยังภูมิใจกับเพลงนี้มาก โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในเพลงรักร่วมเพศเพลงแรกๆ ที่เกิดขึ้น

ท่ามกลางงานเพลงในอัลบั้ม Goodbye Yellow Brick Road เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเต็มไปด้วยความเป็นอเมริกัน มีเพลงหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น Saturday Night’s Alright For Fighting คือเพลงนั้น

Cat33

เบอร์นี ทอพิน

“เป็นการย้อนกลับไปหาวัยเยาว์แบบอังกฤษแท้ๆ” เบอร์นี เล่า “เป็นเพลงที่มีที่มาจากความทรงจำของผม ถึงคืนวันเสาร์ในชนบทของอังกฤษ โตมาในผับกับพวกขาร็อค และคอเพลงม็อด” ขณะที่เนื้อร้องแรงๆ อย่าง “Wanna get a belly full of beer” และ “I’m a juvenile product of the working class” ถูกระหน่ำตามด้วยท่อนคอรัส ที่สะท้อนให้เห็นความยอดเยี่ยมของเดวีย์ จากริฟฟ์กีตาร์ที่โดนจังๆ ซึ่งเสริมชั้นของความหนักหน่วงเติมเข้ามา “พวกเรามีความคิดแบบ ‘แทนที่จะโซโลแบบเล่นโน้ตเป็นตัวๆ ซึ่งทำให้ทุกอย่างหายไปในแว้บเดียว ทำไมไม่กระหน่ำเข้ามาด้วยกีตาร์ที่หลากหลาย แต่เล่นริฟฟ์เดียวกัน หากเป็นคนละแบบล่ะ?’” เดวีย์ เล่า “นั่นคือสิ่งที่เราทำกัน ใส่เสียงกีตาร์ ไลน์แล้วไลน์เล่าลงไป… ผมยังจำได้ตอนยืนอยู่ในสตูดิโอ กลั่นสมองออกมาเติมไลน์ลงไป น่าจะเป็นกัสที่พูดว่า ‘อีกไลน์ๆ! และเอลตันก็บอก ’อีกไลน์!’ ซ้ำ” ตอนแรกเพลงนี้จะเป็นการอัดเสียงแค่ ไนเจล, เดวีย์ และดี ส่วนเอลตันก็พยายามหาทางเอาเปียโนของเขาเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อเล่าถึงขณะบันทึกเสียงกัน ไนเจลถึงกับหัวเราะ “เอลตันจะมีไมโครโฟนถือในมือ แล้วเขาจะคำรามไปทั่วห้องอัด พล่ามว่า ‘เอาน่า ไอ้ตัวแสบ แกทำได้น่า!’” ท้ายที่สุด กับการอัดทับแบบโอเวอร์ดับ เอลตันสามารถใส่เสียงเปียโนเข้าไปได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการเล่นในสไตล์ของเจอร์รี ลิวอิส

ความเกี่ยวข้อง และการสนับสนุนของดัดเจียน เป็นสิ่งที่ทุกคนพร้อมใจเน้นย้ำ “กัสเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คน ที่มีสิทธิ์พูดว่า ‘นายรู้อะไรไหม? นั่นนะไม่เจ๋งเลย นายทำได้ดีกว่านั้นนี่’” เดวีย์เล่า “นั่นคือ สาเหตุที่ต้องมีโปรดิวเซอร์” ขณะที่เอลตันก็ย้ำถึงความสามารถทางดนตรีของดัดเจียน “และเขาคือคนที่ถูกเสมอ… ผมโคตรโชคดีเลยที่มีโปรดิวเซอร์แบบนั้น”

เมื่อการทำงานที่ ชาโต จบสมบูรณ์ กัสพุ่งไปลอนดอนเพื่ออัดเสียงโอเวอร์ดับ โดย เรย์ คูเปอร์ มือเพอร์คัสชันทางแจ็ซซ์ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่ได้ยินเพลงซึ่งอัดเสร็จแล้วร่วมกับมือเรียบเรียงออร์เคสตรา เดล นิวแมน “คุณรู้ได้โดยสัญชาตญาณเลยว่า นี่คืองานดนตรีที่เยี่ยมยอดมากๆๆ ที่คุณจะต้องทำงานกับมัน” คูเปอร์เล่าให้ฟังในเวลาต่อมา การบันทึกเสียงโอเวอร์ดับที่ลอนดอน จะเป็นพวก เสียงร้องแบ็คอัพของวง ซึ่งทำกันโดยไม่มีเอลตัน “เขาเลือกคุณ” เรย์ อธิบาย ”ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นเกียรติอย่างมาก เมื่อเขาเลือกคุณแล้ว เขาเข้าใจว่าเขาไม่ต้องมายุ่งในสิ่งที่เขาเลือกคุณมาทำ เขาเลือกคุณเพราะงานที่คุณทำ และจะปล่อยให้คุณจัดการกับมันเต็มที่”

(ตอนจบคลิกอ่านได้ที่ http://bit.ly/1tlTvn8)


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.