ตามหาศิลปินรักสันโดษ คนดังที่ชอบปลีกวิเวกในวงการเพลง

SHARE THIS
  • 11
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    11
    Shares

แม้จะโด่งดังคับฟ้า แต่ในบางช่วงเวลา ศิลปินหลายๆ ราย ก็พาตัวเองจมหายไปกับกาลเวลา โดยโผล่กันมาอีกที ก็หนักไปทางเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี เช่น ซีด บาร์เร็ทท์  (คนกลางในภาพ) หนึ่งในผู้ก่อตั้งวงดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ที่แม้จะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่เขาก็ปลีกวิเวกจากวงการเพลงไปถึง 40 ปี ชนิดที่ว่าทำให้บรรดาแฟนๆ และนักข่าวพากันไปจับเจ่าอยู่แถวบ้านของเขาในเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยหวังว่าอาจจะได้เห็นนักดนตรีผู้มีชื่อเสียง มากพรสรรค์ หากเต็มไปด้วยปัญหา แต่ส่วนใหญ่ก็จากไปโดยที่ไม่ได้อะไรอย่างที่หวัง ที่ทำได้ดีที่สุดก็คงเป็นเพียงภาพถ่ายจากปาปารัซซี ซีดสามารถหลีกเลี่ยงนักข่าวได้อย่างเยี่ยมยอดตลอดหลายทศวรรษจนกระทั่งเสียชีวิต

บาร์เร็ทท์เป็นหนึ่งตัวอย่างของร็อคสตาร์ที่เป็นที่สุด สำหรับการเลือกพาตัวเองออกห่างจากสังคมหลังจากมีชื่อเสียงโด่งดัง และก็ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเพียงคนเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆ คนที่เก็บตัวจากการเป็นข่าวได้สำเร็จจนกระทั่งถึงเวลามีผลงานออกมา ไม่ว่าจะเป็น เดวิด โบวี, แอกเนธา ฟอลสต็อก แห่งแอ็บบา รวมไปถึงจอห์น ดีคอน มือเบสของวงควีน

และนี่คือศิลปินที่มักจะหายไปจากวงการแบบเงียบสนิท ที่มีทั้งหายไปเลย และหายไปในยามที่ไม่ถึงเวลา

billy joelเริ่มกันที่บิลลี โจล ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลือกที่แปลกไปสักหน่อย เพราะเขายังคงปรากฏตัวในที่สาธารณะอยู่บ่อยๆ ทั้งให้สัมภาษณ์ในที่ต่างๆ ทำงานสังคมให้กับชุมชนแถวบ้าย รวมถึงไปบรรยายตามสถาบัน หรือกระทั่งขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเพื่อนร่วมวงการ อย่าง คอนเสิร์ตอายุครบรอบ 60 ปีของสติง ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของร็อคสตาร์ที่ต้องการหาสันโดษ แต่ถ้ามองว่า อัลบั้มชุดก่อนล่าสุดของโจล ที่เป็นงานสตูดิโอ อัลบั้ม River of Dreams ก็ทิิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มชุดล่าสุด Fantasies & Delusions ถึง 8 ปี แถมงานชุดหลังยังเป็นการนำเอาเพลวคลาสสิคัลมาทำใหม่อีกต่างหาก ที่สำคัญโจลยังไม่มีทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวๆ ของตัวเองนับตั้งแต่ปี 2010 แถมยังไม่มีวี่แววจะออกทัวร์ในอนาคตนี้อีกต่างหาก

เทียบกับบาร์เร็ทท์แล้ว การไม่มีอัลบั้มใหม่ถึงกว่า 2 ทศวรรษ และไม่มีทัวร์ของตัวเอง ต่างก็เป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปินชอบสันโดษ แต่กับการที่ยังไปปรากฏตัวในที่ต่างๆ อย่างโจลน่าจะเรียกว่า ก็แค่หายไปมากกว่า

grace slickคนต่อมาคือ เกรซ สลิค นักร้องนำของวง เจฟเฟอร์สัน แอร์เพลน เธอเป็นคนที่มีความเชื่อที่ศิลปินคนอื่นๆ ยากจะเห็นด้วย ‘ศิลปินอายุเยอะ ไม่ควรที่จะอยู่บนเวทีอีกแล้ว’ – “บรรดาศิลปินร็อคที่อายุเกิน 50 ท่าทางดูงี่เง่า แล้วก็น่าจะเกษียณตัวเองไปได้แล้ว” เธอเคยพูดเอาไว้ ปัจจุบันสลิคอายุปาเข้าไป70 กว่า และนับจากการกลับมาออกทัวร์กันอีกครั้งของ เจฟเฟอร์สัน แอร์เพลน ในปี 1989 เธอก็หันหลังให้เรื่องดนตรี และไปใส่ใจกับการทำงานศิลปะแทน โดยมีข้อยกเว้นเพียงหนเดียวในปี 2001 เมื่อเธอปรากฏตัวสั้นๆ ร่วมกับวง ในการแสดงที่แอลเอ แต่ถึงจะทำตัวห่างจากดนตรี แต่สลิคก็ยังมีการพูดคุยออกมาให้เห็นตามสื่อต่างๆ รวมทั้งยังมีภาพให้เห็นในงานแสดงศิลปะของเธออยู่บ่อยๆ

การปฏิเสธที่จะออกทัวร์นานกว่า 2 ทศวรรษไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เมื่อมองว่าเธอกำลังจะได้เงินก้อนโตถ้าตอบตกลง กับงานเพลงแม้จะไปเป็นแขกรับเชิญให้กับอัลบั้มของศิลปินคนอื่นๆ หลายรายอยู่พักหนึ่ง แต่สำหรับงานล่าสุดของเธอเองนั้น ก็โน่น… อัลบั้มการกลับมารวมตัวกันอีกของเจฟเฟอร์สัน แอร์เพลน เมื่อปี 1989 แต่เธอก็ยังไม่ใช่ศิลปินรักสันโดษขนานแท้ เมื่อทั้งยังมีกาให้สัมภาษณ์ และปรากฏตัวตามสื่อเป็นระยะๆ

Izzy Stradlinอิซซี สตราดลิน เป็นมือกีตาร์ของวงกันส์ เอ็น โรเซส วงร็อคที่ขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายยุค 80 แต่เขากลับเปรียบเสมือนบุคคลผู้ลึกลับ ถึงแม้ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นมือกีตาร์หลักคนหนึ่งของวง แต่งเพลงฮิตๆ ของวงอีกหลายเพลง แต่เขากลับเป็นคนขี้อาย ปล่อยให้แอ็กเซิล, สแลช และดัฟฟ์ เป็นคนพูดกับสื่อแทน สตราดลินออกจากวงในปี 1991 ระหว่างทางวงกำลังออกทัวร์ Use Youe Illusion เขาหันไปเป็นศิลปินเดี่ยวที่งานห้าชุดล่าสุด ออกขายแค่ในไอทูนส์ ในปี 2006 อิซซีช็อคแฟนเพลงกันส์ เอ็น โรเซส ด้วยการขึ้นเวทีแสดงร่วมกันที่นิว ยอร์ค แล้วออกทัวร์ยุโรปกับวงอยู่ 2-3 โชว์ แต่เขาก็ยังชอบให้แฟนๆ ตั้งข้อสงสัย กระทั่งตอนที่กันส์ เอ็น โรเซส ถูกจารึกเข้าหอประกาศเกียรติคุณร็อคแอนด์โรลล์ เขาก็ไม่ปรากฏตัว

กับการไปเล่นกับวงอยู่หลายครั้ง และมีอัลบั้มเดี่ยวออกมาเป็นพักๆ หากนำไปเทียบกับซีด บาร์เร็ทท์ นิสัยรักสันโดษของอิซซี จะมีน้ำหนักอยู่ที่ การปฏิเสธงานจารึกชื่อในหอประกาศเกียรติคุณ ร็อค แอนด์โรลล์ รวมไปถึงการเลี่ยงนักข่าว และชีวิตที่ยากจะเข้าใจ

joni mitchellโจนี มิทเชลล์ เริ่มเกษียณตัวเองตั้งแต่ตอนปลายๆ ยุค 60 แต่พอสิ้นยุค 90 นักร้องนักแต่งเพลงชั้นเยี่ยมรายนี้ ก็เหมือนจะหายตัวไป และทำในสิ่งที่ต้องการสำเร็จ โดยอัลบั้ม Taming Tiger ของเธอในปี 1989 ถูกกาชื่อว่าเป็นอัลบั้มสุดท้าย แต่ไปๆ มาๆ สิ่งที่ใครๆ คิดก็ผิดพลาด เพราะอีก 2 ปีต่อมา เธอก็มีอัลบั้ม Both Sides Now ซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงคัฟเวอร์ในแนวทางแจ๊ซซ์​ และมีอัลบั้มเพลงออเคสตร้า ที่เอาเพลงเก่าของตัวเองมาทำ ตามมาในปี 2002 แล้วมิทเชลล์ก็เหมือนหายจากวงการไปเลย แต่แล้วในปี 2007 เธอก็ปล่อยอัลบั้ม Shine ออกมาอีก จากนั้นก็เงียบหายไป โดยมีเพียงบทสัมภาษณ์ที่แสนอื้อฉาวในปี 2010 กับหนังสือพิมพ์ลอส แองเจลีสไทม์ ที่เธอพูดถึงอาการป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง และการพูดตำหนิบ็อบ ดีแลน อดีตเพื่อนร่วมงานว่า “เขาไม่ได้น่าเชื่อถืออะไรเลย” มิทเชลล์กล่าว “เขาเป็นพวกชอบขโมยความคิด ชื่อของเขา เสียงของเขา มันของปลอมทั้งนั้น ทุกๆ เรื่องเกี่ยวกับบ็อบเป็นเรื่องตลบแตลง สำหรับฉันกับเขา เราเหมือนกลางวันกับกลางคืน”

การออกมาให้สัมภาษณ์เป็นพักๆ ถือเป็นบทหนึ่งในการทำตัวเป็นพวกสันโดษ แล้วยังมีเรื่องที่เธอไม่ไปงานจารึกชื่อตัวเองในหอประกาศเกียรติคุณร็อคแอนด์โรลล์ในปี 1997 อีก แม้จะมีข้ออ้างที่ดีก็ตาม นอกจากนี้เธอยังกลับมาติดต่อกับลูกสาว ที่ยกให้คนอื่นไปเลี้ยงในช่วงทศวรรษแรกๆ ของการทำงาน แล้วก็ไม่มีงานแสดงบนเวทีให้เห็นเลยอีกต่างหาก แต่มิทเชลล์ก็ยังปรากฏตัวในงานสาธารณะบ้าง เช่นตอนที่นั่งข้างๆ เพื่อนเก่า – นีล ยัง ในงานคอนเสิร์ตก่อนงานประกาศผลรางวัลแกรมมี ซึ่งหากเทียบกับซีด บาร์เร็ทท์แล้ว นั่นถือว่าไม่ใช่นิสัยของศิลปินรักสันโดษเลย

John Deaconรายที่สามเป็น จอห์น ดีคอน มือเบสของวงควีน ที่แต่งเพลงฮิตของวงอย่าง Another One Bites the Dust, I Want to Break Free และ You’re My Best Friend ในปี 1992 ดีคอนไปเป็นส่วนหนึ่งในงานคอนเสิร์ตทริบิวท์ให้เฟร็ดดี เมอร์คิวรี และในปี 1997 ก็ขึ้นเล่นเพลง The Show Must Go On กับเพื่อนๆ ในวง และเอลตัน จอห์น แต่หลังจากนี้ก็แทบไม่มีใครเห็นหน้าเขาเลย ถึงในช่วงเกือบๆ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไบรอัน เมย์ – มือกีตาร์ และโรเจอร์ เทย์เลอร์ มือกลอง จะขึ้นเวทีแสดง, ออกทัวร์ กระทั่งออกอัลบั้มในนามควีน ที่มีพอล ร็อดเจอร์ร้องนำ แต่ดีคอนก็ปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วม จนแทบไม่มีภาพของเขาปรากฏเลยในช่วงที่ผ่านๆ มา

ดีคอนทำได้ดีกับการเป็นศิลปินรักสันโดษ กระทั่งงานจารึกชื่อวงควีนเข้าหอประกาศเกียรติคุณร็อคแอนด์โรลล์ เขาก็ไม่เข้าร่วม และเหมือนจะตัดสินว่า วงควีนตายไปพร้อมๆ กับเฟร็ดดี จนทำให้การเล่นเบสเพลง Tie Your Mother Down ที่มีอดัม แลมเบิร์ทมาร้องนำ ไม่ใช่เรื่องที่ดีในความคิดของเขา

John Frusciante disappearจอห์น ฟรัสเชียนเต อดีตมือกีตาร์ของวงเรด ฮ็อท ชิลี เพ็พเพอร์ส ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มศิลปินรักสันโดษ เมื่อเขาไม่ไปปรากฎตัวในงานประกาศเกียรติคุณร็อค แอนด์ โรลล์ ในตอนที่เขากลับมาร่วมวงเรด ฮ็อทฯ เป็นครั้งที่ 2 จากปี 1998 จนถึงปี 2007 เขาเป็นคนที่เข้าถึงสื่อและสาธารณะ แต่พอออกจากวงไปอีก เขากลับเป็นคนรักสันโดษขึ้นมาทันที แม้จะยังปล่อยงานเพลงออกมา แต่ก็ม่ใช่งานที่ฟังง่าย และปรากฏตัวในที่สาธารณะบ้าง อย่าง การไปร่วมงานสดุดี จอห์นนี ราโมน ในแอลเอ

แม้จะดูเหมือนไม่ใช่ศิลปินที่อยากปลีกวิเวกแบบสุดขั้ว ก็แค่อยากทำอะไรไกลๆ จากความสนใจ แต่การไม่ไปร่วมงานจารึกชื่อในหอประกาศเกียรติคุณร็อค แอนด์ โรลล์ก็ถือว่าแรงใช้ได้

The Everly Brothers disappearรายต่อมาคือ ดิ เอเวอร์ลีย์ บราเธอร์ส ที่ในปี 2003 ถ้าไม่ใช่เกษียณจากวงการก็ใกล้เคียง เมื่อพอล ไซมอนกับอาร์ท การ์ฟังเกล ไปดึงพวกเขากลับมาทัวร์ร่วมกันอีกได้ สำหรับการกลับมาร่วมออกทัวร์ของพวกเขาทั้งสองคน “พวกเขาไม่เจอกันมาราวๆ 3 ปี” ไซมอน เล่า “แล้วก็เพิ่งมาเจอกันที่ลานจอดรถ ก่อนการแสดงหนแรก” การแสดงช่วงสั้นๆ ที่มีวงไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกลเป็นวงหลัก ได้รับความสนใจอย่างมาก แฟนๆ ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อ ดิ เอเวอร์ลีย์ฯ ประกาศทัวร์ต่อในเดือนพฤศจิกายน 2005 แต่น่าเสียดายเมื่อพวกเขายกเลิกประกาศที่ว่าในชั่วเวลาสั้นๆ และดอนกับฟิล เอเวอร์ลีย์ ก็ไม่เคยเล่นร่วมกันอีกเลยนับตั้งแต่นั้น และแทบจะไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะเลย มีแค่การที่ดอนขึ้นเวทีเล่นเพลง Bye Bye Love กับพอล ไซมอน ที่แนชวิลล์ และฟิลขึ้นร้องเพลงในงานสดุดีบัดดี ฮอลลี

ดิ เอเวอร์ลีย์ บราเธอร์ส มีชีวิตที่เป็นส่วนตัวมากๆ และเป็นเรื่องยากที่จะจับพวกเขามานั่งให้สัมภาษณ์ ถึงยังคงมีเสียงร้องที่ทรงพลัง และสามารถขึ้นแสดงร่วมกันได้ ถ้าอยากทำ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำ จนกระทั่งหนึ่งในพวกเขาจากไปตลอดกาล

D'arcy Wretzky disappearดาร์ซี วเร็ทซกี มือเบสของวงสแมชิง พัมพ์คินส์ ลาออกจากวงไปในปี 1999 บิลลี คอร์แกนแกนนำของวง เผยว่าเธออยากไปเป็นนักแสดง แถมเขายังเรียกเธอว่า “คนติดยาใจดำที่ปฏิเสธการช่วยเหลือ” อาชีพการแสดงของเธอ ไม่เคยปรากฏให้เห็น เอาเข้าจริงๆ เธอไปทำฟาร์มเลี้ยงม้าในมิชิแกน และหายตัวไปจากวงการ แต่ก็ทำให้แฟนๆ ของวงตะลึง เมื่อเธอโทรเข้าไปให้สัมภาษณ์แบบแปลกๆ ด้วยการถกถึงเดวี โจนส์, มาริลีน แมนสัน และวง เดอะ ซิลเวอร์ซัน พิคอัพส์ ในรายการวิทยุที่ชิคาโกเมื่อปี 2009 ซึ่ง ใครๆ ต่างรู้สึกว่า เธอไม่น่าจะสุขภาพดีนั้นจากเสียงที่ได้ยิน ก่อนจะถูกตอกย้ำด้วยการที่เธอถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับ

วเร็ทซกี เป็นหนึ่งในพวกศิลปินปลีกวิเวก ที่มีรูปถ่ายตามสื่อแค่หยิบมือ ให้สัมภาษณ์แบบสุ่มเป็นระยะ ซึ่งเป็นนิสัยของศิลปินรักสันโดษทั้งหลาย แถมยังใช้ชีวิตในที่ๆ ห่างไกลจากวงการเพลง ทุกอย่างถือว่าเธอทำได้เกือบๆ เท่าที่ซีด บาร์เร็ทท์ทำ และหากวงเดอะ พัมพ์คินส์​ได้รับการจารึกชื่อในหอประกาศเกียรติคุณร็อค แอนด็ โรลล์ แล้วเธอไม่ไปร่วมงานละก็ เธออาจจะอยูในระดับเดียวกับบาร์เร็ทท์ก็เป็นได้

Agnetha Fältskog disappearรายต่อมาคือหนึ่งในสมาชิกของวงแอ็บบ้า ที่ทั้งสี่คน แทบไม่ต้องทำอะไรมากเพราะงานเก่าๆ ยังคงทำเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกำ และละครเพลง Mamma Mia! ก็ขายบัตรได้เกลี้ยงแทบทุกคืนทั่วโลก แถมวงดนตรีวงนี้ยังประกอบด้วยคู่แต่งงานที่หย่าร้างกัน 2 คู่ ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เพราะอะไรพวกเขาถึงปฏิเสธเงินก้อนโต สำหรับการกลับมาออกทัวร์ร่วมกันอีก และแอกเนธา ฟอลสต็อกก็ใช้ชีวิตแบบยากจะได้รับความสนใจสุดๆ โดยแทบไม่ออกจากสต็อคโฮล์มส์เลย ล่าสุดที่เห็นก็เป็นรอบปฐมทัศน์หนัง Mamma Mia! เมื่อปี 2008 แต่ก็แค่ถ่ายรูปร่วมกับทีมนักแสดงที่ระเบียง ซึ่งต่างไปจากบรรดาสมาชิกร่วมวง แถมในงานจารึกชื่อเข้าสู่หอประกาศเกียรติคุณร็อค แอนด์ โรลล์เมื่อปี 2010 เธอก็ไม่ไปร่วมงาน

ฟอลสต็อกได้รับการพบเห็นไม่บ่อยนัก แต่เธอก็ปล่อยงานเดี่ยวออกมาบ้าง การไม่ไปงานจารึกชื่อเข้าสู่หอประกาศเกียรติคุณฯ และไม่ค่อยออกจากยุโรป ทำให้เธอเป็นศิลปินอีกคนหนึ่งในกลุ่มนี้

Meg Whiteตอนที่ยังไม่แยกวง เม็ก ไวท์ มือกลองของไวท์ สไตรป์ส มักทำตัวเป็นแบ็คกราวนด์ให้อดีตสามี และเพื่อนร่วมวง – แจ็ค ไวท์เสมอๆ แต่สิ่งต่างๆ เริ่มผิดแปลกไปในการทัวร์ของวงเมื่อปี 2007 ไวท์ สไตรป์สประกาศยกเลิกการแสดงอย่างต่อเนื่อง เพราะความวิตกกังวลอย่างรุนแรงของเม็ก หลังจากนั้นแจ็คหันไปทำงานเดี่ยว และโปรเจ็คท์พิเศษ ส่วนงานในนามวงเงียบหาย โดยมีการปรากฏตัวในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2009 ที่ทั้งคู่ร่วมกันเล่นเพลง We’re Going to be Friend ในรายการ Late Night with Conan O’Brienครั้งสุดท้าย เป็นการแสดงร่วมกันต่อสาธารณะหนสุดท้ายของวงด้วย แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2011 ทั้งคู่ก็ประกาศยุบวง

เม็กหายตัวไปอย่างสมบูรณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่สามีของเธอแจ็คสัน สมิธ (ที่เป็นลูกชายของแพ็ตตี สมิธ) กลายเป็นมือกีตาร์ที่รู้จักกันดี เธอหายไปไหน? และกับการที่แจ็คเล่นเพลงของไวท์ สไตรป์สในโชว์มากเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านๆ มา ขณะที่วงอื่นๆ อาจจะกลับมารวมตัวกันอีก แต่เขาและเธอดูจะไม่น่าเป็นไปอย่างนั้น

Fats Dominoในปี 1940 ก่อนเอลวิส และชัค เบอร์รี จะโด่งดัง แฟ็ทส์ โดมิโน ปล่อยซิงเกิลเปิดตัว The Fat Man ออกมา และหลายๆ คนถือว่านี่คือเพลงร็อคเพลงแรก กับเพลงฮิตอย่าง Blueberry Hill และ Ain’t That A Shame ที่ปล่อยตามมาในยุค 50 รวมกับการออกทัวร์ในรูปแบเก่าๆ จากยุค 60 – 90 หลังจากนั้นดูเหมือนว่าทุกอย่างของแฟ็ทส์จะค่อยๆ สงบลง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะการไม่อยากเดินทางจากบ้านเกิดในนิว ออร์ลีนส์ ช่วงต้นยุค 2000 เขาเคยเปิดการแสดงราวๆ ปีละครั้งแถวๆ บ้าน ซึ่งก็เคยมีงานอย่าง เทศกาลดนตรีแจ็ซซ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ ‘เคย’ ไปแล้ว ระหว่างเฮอริเคนแคทรินาถล่มในปี 2005 มีรายงานว่าแฟ็ทส์หายตัวไป แต่โชคดีที่ปรากฏออกมาว่า เขาแค่กระแทกกับควอเตอร์แบ็ค – เจมาร์คัส รัสเซลล์ ก่อนได้รับการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัยด้วยเฮลิคอปเตอร์ หลังจากนั้นเขาเก็บตัวมากขึ้นไปอีก มีแค่การแสดงที่ ทิพิตินา ในนิว ออร์ลีนส์เพียงเท่านั้น

แฟ็ทส์มีอะไรคล้ายๆ กับพี่น้องเอเวอร์ลีย์ บราเธอร์ส คือ เหมือนเกษียณมากกว่าปลีกวิเวก หลักฐานชิ้นสำคัญก็คือ ดูเหมือนว่า เขายากที่จะกลับมาแสดงอีกครั้งในเร็วๆ นี้

Sly Stoneสไล สโตน เป็นรายที่สาม โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทำคะแนนวิชาปลีกวิเวกวิทยาสูสีกับซีด บาร์เร็ทท์มาโดยตลอด แกนนำคนสำคัญของวง สไล แอนด์ เดอะ แฟมิลี สโตนรายนี้ นอกจากมีพรสวรรค์แยะ ก็ยังมีปัญหาเยอะ เขาต้องสู้กับการติดยาแทบจะตลอดยุค 70 พอมาถึงกลางยุค 80 เขาก็แทบจะหายตัวไปเลย เมื่อข่าวคราวทั้งหลายเงียบสนิท สโตนทำให้ทุกคนช็อค เมื่อปรากฏตัวในงานประกาศให้ทางวงเข้าสู่หอประกาศเกียรติคุณร็อค แอนด์ โรลล์ในปี 1993 แล้วก็หายเงียบไปอีก เมื่อปี 2006 เขามาร่วมงานสดุดีงานเพลงของเขาในงานแกรมมี ซึ่งท่าทางของเขาก็ไม่ได้ออกมาดูดีสักเท่าไหร่ หลังจากงานนี้ไม่นาน มีข่าวว่าเขากลายเป็นพวกคนไร้บ้าน ซึ่งทีมงานของเขาปฏิเสธแทบจะในทันที

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สไลขึ้นแสดงแทบจะนับครั้งได้ แต่ก็ด้วยลักษณะแปลกๆ ยากจะคาดเดา และเอาแน่เอานอนไม่ได้ กับการให้สัมภาษณ์ประปรายไม่กี่หน ล้วนแสดงให้เห็นว่า หนึ่งในตำนานของวงการเพลงผู้เปี่ยมพรสวรรค์รายนี้ อยู่ในสภาพที่แย่และจมทุกข์

David Bowieเดวิด โบวี คือชื่อของศิลปินคนต่อมา การหายตัวของเขาเป็นไปอย่างฉับพลันและทันที ทั้งๆ ที่เขาเป็นศิลปินที่ทำงานอย่างต่อเนื่องจากช่วงกลางยุค 60 มาจนถึงการออกทัวร์ Reality ในปี 2003 ที่ต้องถูกตัดให้สั้นลงเมื่อโบวีต้องเข้ารับการผ่าตัวหัวใจในปี 2004 หลังจากนั้นเขาปรากฏตัวบนเวทีอีกไม่กี่ครั้ง ที่เด่นๆ ก็คือ การเป็นแขกรับเชิญให้ เดวิด กิลเมอร์ และ อลิเซีย คีย์ส ส่วนการแสดงในปี 2007 ที่นิว ยอร์ค ซึ่งหลายๆ คนมองว่า จะเป็นการกลับมาสู่วงการอีกครั้งของผู้ชายคนนี้ ก็ถูกยกเลิกไปโดยที่มีคนรู้น้อยมาก การหายตัวไปในแบบที่เกือบจะเงียบสนิทของโบวีนับตั้งแต่นั้น ทำให้แฟนๆ หลายคนตั้งสมมติฐานในแบบที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่า เขาน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ

“ผมไม่คิดถึงการออกทัวร์เลย” โบวี ยอมรับในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิว ยอร์ค ไทม์ส เมื่อเดือนมิถุนายน 2010 “ผมสบายดี” นั่นคือคำพูดสั้นๆ ที่กลายเป็นการแสดงความเห็นของโบวี เกี่ยวกับการเกษียณตัวเองออกจากวงการของเขา สิ่งที่ได้เห็นกันต่อจากนั้นก็เป็นภาพของเขาเดินอยู่แถวๆ นิว ยอร์ค ซิตี้ ด้วยท่าทางแข็งแรง สุขภาพดี แต่ไม่มีนัยอะไร บ่งชี้ให้เห็นว่าเขากำลังจะกลับมา

จนกระทั่งมีอัลบั้ม The Next Day ออกมาให้ฟังกันในปี 2013

โบวีถือว่า หยุดทั้งการทำงานสตูดิโอและการออกทัวร์ แล้วก็ยังทำตัวห่างๆ จากนักข่าวอีกต่างหาก แต่กับการที่ยังใช้ชีวิตตามปกติในนิว ยอร์ค บางครั้งก็ไปปรากฏตัวในคอนเสิร์ต หรือว่างานแฟชัน ตลอดจนงานการกุศลต่างๆ กับไอแมน ภรรยาของเขา ถือว่ายากจะเป็นการปลีกวิเวกขนานแท้ ตราบใดที่คุณยังเที่ยวไปเดินพรมแดง ถ่ายรูปคู่กับภรรยานางแบบของตัวเอง แต่กับการทำงานเพลงโบวีถือว่า หายตัวไปเกือบจะสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้ โดยมีเพลง Bring Me the Disco King เป็นเพลงสุดท้ายที่ถูกปล่อยออกมาจากอัลบั้มสุดท้าย (ก่อนจะมีอัลบั้ม The Next Day ออกมาในปี 2013) ซึ่งหากมองย้อนกลับไป อาจจะมองว่าบางทีโบวีในตอนนั้นก็บอกอะไรออกมาเป็นนัยๆ แล้วจากเนื้อร้องของเพลงนี้

‘Close Me In the Dark/ Let Me Disappear/ Soon There’ll be Nothing Left of Me/ Nothing Left to Release”

และนี่คือศิลปินอีกคนที่หายหน้า หายตาไปจากวงการ จนใครๆ คิดว่าอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว

*ปัจจุบัน เดวิด โบวี เสียชีวิตไปแล้ว

จากเรื่อง เช็คชื่อ 13 ศิลปินรักสันโดษ ที่เก็บตัวเงียบแบบสุดๆ จากวงการ โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 21-22, 28-29-30 เมษายน 2558


SHARE THIS
  • 11
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    11
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.