ถึงเวลาดีซีระดมพล กับหนังรวมดาวซูเปอร์ฮีโรจัดเต็มเรื่องแรก JUSTICE LEAGUE

SHARE THIS
  • 39
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    39
    Shares

สำหรับแฟนซูเปอร์ฮีโรค่ายดีซี หลังปลื้มไม่เสร็จกับความสำเร็จแบบ 360 องศากับ Wonder Woman การรอคอยแสนยาวนานของพวกเขากำลังจะสิ้นสุด เมื่อพลพรรคซูเปอร์ฮีโรทั้งหลายพร้อมรวมพลังกันบนจอภาพยนตร์แบบจัดเต็ม หลังผ่านเวลาแสนยาวนานด้วยความยากลำบาก มนุษย์ค้างคาว, เดอะ แฟลช, อะควาแมน, ไซบอร์ก และวันเดอร์ วูแมน จะมาร่วมทีมกันอย่างจริงๆ จังๆ ใน Justice League ที่มีกำลังเสริมจากชาวคริปตันคนนั้นอีกราย

หากจำไม่ผิด ตัวละครฮาร์วีย์ เดนท์ ของแอรอน เอ็คฮาร์ท เคยพูดเอาไว้ใน The Dark Knight ว่า “รัตติกาลจะมืดสนิท ก่อนหน้าที่รุ่งอรุณจะมาถึง” เขาพูดถูก และถ้านั่นคือความจริง สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามก็ต้องใช่ หลังอรุณรุ่งมาถึง ต่อจากนั้นย่อมไม่มีอะไรนอกจากแสงสว่าง แสงอันสดใส ที่ขับความมืดมิดให้หายไป

สิงหาคม 2016 ที่เลฟเวอร์เดน สตูดิโอ แสงไฟในโรงถ่ายก็สว่างสดใสไม่แพ้แสงจากภายนอก เพราะการทำงานของแซ็ค สไนเดอร์ หนังเรื่องที่ห้าในจักรวาลที่ขยายออกไปของดีซี – Justice League ที่ยังเป็นคำตอบของดีซีและวอร์เนอร์ต่อหนังรวมดาวซูเปอร์ฮีโรและจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล บนหน้ากระดาษ ไม่ต้องคิดหรือตีความอะไรมาก นี่คือหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องของดีซีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจนถึงขณะนี้ เห็นได้ชัดจากการควบรวมห้องต่างๆ ในโรงถ่ายเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงยังเป็นการจับสุดยอดซูเปอร์ฮีโรของค่ายมารวมเป็นทีมเดียวกัน

นอกจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาคต่อของหนังอีก 2 เรื่องของสไนเดอร์ในจักรวาลของดีซี ที่เริ่มจาก Man of Steel ในปี 2013 และ Batman V Superman: Dawn of Justice (2016) ซึ่งต่างรวบรวมที่สุดของพวกเขาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านภาพที่น่าทึ่ง, ดนตรีประกอบอลังสุดๆ ของฮานส์ ซิมเมอร์ และรัสเซลล์ โครว์ บนมังกรอวกาศ แล้วขึ้นจอด้วยความจริงจัง ขึงขัง ในแบบที่ไม่มีทางได้รับการจดจำในเรื่องมุขตลก ยกเว้นว่ามันจะเป็นมุขของเจ้าตัวร้ายอย่างโจกเกอร์

ที่ผู้ชมน่าจะคาดหวังอะไรในแบบเดียวกัน แต่ให้มากยิ่งกว่านั้น จาก Justice League

โรงถ่ายถูกเนรมิตเป็นถ้ำค้างคาว หรืออาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของถ้ำค้างคาว ดูมืดมัวและเต็มไปด้วยหิน ชุดมนุษย์ค้างคาวที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อรับมือซูปอร์แมนในตอนท้ายของ Batman V Superman: Dawn of Justice วางโชว์อยู่ ราวจะย้ำเตือนให้นึกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากความยะโสโอหัง ด้านหนึ่งเจเรมี ไอออนส์ที่รับบทเป็นอัลเฟร็ด พ่อบ้านผู้สัตย์ซื่อของมนุษย์​ค้างคาว สวมชุดที่ไม่ได้ออกแบบเป็นพิเศษอะไร กำลังรอคอยการมาถึงของนายจ้างและเพื่อนแสนพิเศษของเขา

ตอนนี้ทีมจัสติซ ลีกประกอบด้วย มนุษย์ค้างคาว (เบน อัฟเฟล็ค), สาวน้อยมหัศจรรย์ (กอล กาด็อท), อะควาแมน (เจสัน โมโมอา), เดอะ แฟลช (เอซรา มิลเลอร์) และ ไซบอร์ก (เรย์ ฟิเชอร์) ที่ในภายภาคหน้าสามารถกาชื่อซูเปอร์แมนเข้ามารวมไว้ได้แน่นอน พวกเขากลับจากการต่อกรกับปีศาจร้ายพร้อมกับความพ่ายแพ้ ที่อารมณ์ของแต่ละคนไม่น่าจะโสภาสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ สิ่งที่ได้เห็นมันห่างไกลจากที่คาดเอาไว้เยอะ “โอว์ ใช่เลย พระเจ้าช่วย!!!” มิลเลอร์ในชุดแนบเนื้อสีแดงจัดจ้านของเดอะ แฟลช อุทานออกมา ขณะที่เพื่อนๆ ทะยอยเข้ามาในถ้ำค้างคาวด้วยลิฟท์ค้างคาว “ใช่เลย!!!” อารมณ์ในถ้ำค้างคาวดูสับสน แล้วเดอะ แฟลชก็โบกมืออย่างร่าเริงให้กับอัลเฟร็ด ผู้ที่ไม่คิดมาก่อนว่ายอดมนุษย์รายนี้จะมาอารมณ์นี้กับเขา แล้วกับการถ่ายทำที่ทอดยาวออกไป ความครึกครื้นยิ่งขยายวง จนกระทั่งอะควาแมนเรียกอัลเฟร็ดว่า “ตัวแสบ” ซึ่งไอออนส์แสดงปฏิกริยาต่อเจ้านายด้วยการแสดงสีหน้าที่ไร้อารมณ์ “ถ้าคุณเตือนผม ผมคงจะอบเค้กให้ทานกัน” และ “ผมจะไปชงชา เออ… ไม่รู้ว่าผมจะหาถ้วยกาแฟเจอที่ไหน?

ที่ปรากฏอยู่ในฉากนี้คืออารมณ์ขัน อารมณ์ขันที่เกิดจากความตั้งใจไม่ใช่เหตุบังเอิญ แล้วก็มีความรู้สึกกระตือรือร้นมีอยู่รอบๆ หลังถ่ายทำผ่านไปแค่เทคเดียว กอล กาด็อทก็เดินเข้ามาพร้อมกับร้องเพลง You Are My Sunshine ไปด้วย มิลเลอร์ที่ราวกับเป็นลูกบอลแห่งพลัง เดินไปมาในห้องแต่งตัวด้วยเสื้อคลุม “เพื่อนซี้ผมเอาชุดนี้มาให้!” เขาโพล่งขึ้นมา “เขาชื่อเจสัน โมโมอา และเขาก็หาเสื้อคลุมตัวนี้มาให้ผม!” กระทั่งคนที่ชาวเน็ตตั้งฉายาให้ว่าเป็น เศร้า อัฟเฟล็ค ก็จะไม่เศร้าอีกแล้ว “คุณจะได้เห็นมนุษย์ค้างคาวยิ้ม” อัฟเฟล็คให้คำมั่น “เป็นครั้งแรก!”

มันเกิดอะไรขึ้นล่ะคราวนี้? คนพวกนี้เป็นใคร? และพวกเขาทำอะไรกับ Justice League?

“แซ็คอยากทำให้หนังสนุกมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ทำให้เบาขึ้นมาอีกนิดหน่อย แล้วไม่ต้องมีอะไรที่เป็นดรามาหนักๆ เข้ามาขวาง” อัฟเฟล็คอธิบายเอาไว้ ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกันยายน 2017 ก่อนหน้าที่หนังจะเข้าฉายเพียงแค่ไม่กี่เดือน ที่หากนับกันตั้งแต่หนังเริ่มถ่ายทำ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป หนัง Wonder Woman ได้ใจนักวิจารณ์ กลายเป็นแชมป์หนังทำเงินด้วยรายได้ 816 ล้านเหรียญ พร้อมแสดงให้เห็นว่า จักรวาลของดีซีสามารถทำให้เบา, สนุก และเต็มไปด้วยความเร้าใจได้ แต่แล้วความเศร้าและตึงเครียดมหาศาลก็บังเกิดขึ้น สไนเดอร์ต้องก้าวออกไปเนื่องจากโศกนาฏกรรมในครอบครัว จอสส์ วีดอนเข้ามารับผิดชอบแทน แต่ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกแตะ แม้จะมีการพัฒนาไปไหนต่อไหนก็คือ โทนของหนังที่อบอุ่น และเป็นมิตรมากขึ้น “Justice League ไม่ใช่หนังที่หม่น หรือหนัก” กอล กาด็อท เผย “มันไม่ได้หนักอย่างที่ Batman V Superman เป็น”

คงเป็นเรื่องง่ายและเสียดสีไม่น้อยหากจะบอกออกไปว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่ถูกต้อง และเป็นการตอบสนองต่อคำวิจารณ์เผ็ดร้อนที่มีต่อ Batman V Superman ซึ่งจะว่าไปแล้วมันเป็นความคิดที่ผิด “ผมเข้าใจคนที่บอกว่า หนัง Batman V Superman มันหม่นเกินไป หรือบอกว่าหนังเรื่องนี้มีโทนที่ผิดไปจากที่เคยเห็นในหนังที่เป็นเรื่องราวของมนุษย์ค้างคาว ผมว่าคำวิพากษ์วิจารณ์แบบนี้ก็ใช่” อัฟเฟล็ค กล่าว “แต่บทและการวางสิ่งต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ มันเสร็จเรียบร้อยก่อนหน้าที่ Batman V Superman จะออกฉาย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้ มันดำเนินไปตามธรรมชาติ”

เห็นได้ชัดว่า แซ็ค สไนเดอร์ มองเกมนี้ไว้ยาวๆ ไม่ใช่เพิ่งคิดจะมาปรับเปลี่ยนกัน “ครั้งแรกที่ผมเข้าไปในห้องทำงานของแซ็ค เขาบอกผมว่า ใครๆ ก็โกรธเขาที่ทำหนังออกมาหม่นเกินไป” มิลเลอร์ ที่เขาไปคุยกับสไนเดอร์ เรื่องการรับบทแบร์รี อัลเลน หรือเดอะ แฟลช สักราวๆ ปี 2014 เล่า “เขาพูดบางอย่างซึ่งผมคิดว่าใช่ และปฏิเสธไม่ได้เลยออกมา นั่นคือโลกของดีซีก็คือโลกของมนุษย์ค้างคาว แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมไปถึงซูเปอร์แมน ต้องก้าวเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความมืด ที่กอแธมดำรงคงอยู่ จากตรงนี้ แซ็คตั้งใจเอาไว้มาตลอดว่า Justice League จะต้องหลุดออกมาจากความมืดมิด และบางทีอาจจะต้องดึงมนุษย์ค้างคาวออกมาด้วย สักนิ้วหนึ่งก็ยังดี”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วอร์เนอร์พยายามนำ Justice League ขึ้นจอใหญ่ และเมื่อพูดถึงการรวมทีมซูเปอร์ฮีโรในหนังสือการ์ตูน Justice League of America ที่พอมาเป็นหนังคำว่า of America ไปหล่นหายตรงไหนก็ไม่รู้ จะถูกหยิบขึ้นมาพร้อมๆ กับ Avengers และ X-Men ซูเปอร์ฮีโรกลุ่มนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1960 ในหนังสือการ์ตูน The Brave and the Bold ฉบับที่ 28 ก่อนหน้าคู่แข่งทั้งสองเรื่องราวๆ 3 ปี แต่กับเวอร์ชันภาพยนตร์ มันใช้เวลานานกว่า

ราวๆ 10 ปีก่อน จอร์จ มิลเลอร์คือคนที่พยายามทำหนัง Justice League โดยใช้ชื่อว่า Justice League: Mortal ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะถ่ายทำกันในปี 2008 และออกฉายในปีถัดมา แล้วกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มิลเลอร์ไม่ได้แค่เลือกนักแสดงมาเล่นเท่านั้น แต่ยังไปไกลถึงขั้นสร้างฉากต่างๆ เอาไว้แล้วเรียบร้อย ก่อนถูกดึงปลั้กออกเมื่อเหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ที่การถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งปัญหาหลักๆ ก็คือ การสไตรค์ของนักเขียนบทในช่วงปี 2007-2008 แถมในตอนนั้นก็ยังมีหนังมนุษย์ค้างคาวของคริสเตียน เบลอีกเรื่องออกฉาย ที่อาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้ชม มันจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะเก็บหนัง Mortal ของมิลเลอร์เข้าแฟ้มเอาไว้

ไอเดียที่นำ Justice League มาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อตีกับ Avengers ในโรงภาพยนตร์ เกิดขึ้นสักราวๆ 3 ปีก่อน ตอน Man of Steel ออกฉาย โดยเรื่องของการสร้างจักรวาลบนจอภาพยนตร์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก ตอนนั้นมาร์เวลที่ตกเป็นของดิสนีย์เรียบร้อย มีหนังออกมาแล้ว 7 เรื่อง และมีการรวมทีมอเวนเจอร์สออกมา แต่เมื่อ Justice League เข้าโรง จำนวนหนังของมาร์เวลจะพุ่งไปถึง 17 เรื่อง ซึ่งรวมหนัง Thor เรื่องที่สามที่เปิดตัวก่อนหน้ากันเพียงไม่นานด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหนัง Avengers เรื่องที่สาม Infinity War ก็จะเข้าฉายในปีหน้า ดีซีกับวอร์เนอร์ยังคงทำหน้าที่วิ่งตามในเกมไล่จับเกมนี้ แต่การตอบรับที่ดีที่ Wonder Woman ได้รับ น่าจะเป็นลางดีที่ Justice League สานต่อได้ “มันอาจจะเป็นการยกเอาความกดดันที่หนังเรื่องนี้ต้องเจอ สำหรับการให้นิยามจักรวาลของดีซีออกไป นิดหน่อย” อัฟเฟล็ค ยอมรับความสำเร็จของหนังร่วมจักรวาล ที่ “ทำให้รู้สึกว่า โลกทั้งใบบนบ่าของเราไม่ได้หนักหนามากมายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”

การถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Avengers เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ ‘แรง’ เหมือนก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีอะไรหลายๆ อย่างที่เข้าคู่กันได้ชัดๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรรวมทีมเหมือนกัน สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนฮิตเหมือนกัน แล้วพล็อตของหนัง Justice League กับ Avengers: Infinity War ก็ละม้ายกันอีก หนังเรื่องนี้ จะมีสเต็พเพ็นวูล์ฟ ทูตแห่งดาร์คไซด์มนุษย์ต่างดาวที่ทรงพลังพอๆ กันเป็นวายร้าย เดินทางมายังโลกเพื่อรวบรวมกล่อง 3 ใบจากดาวเคราะห์อะโพโคลิปส์ (บ้านของพวกดาร์คไซด์) ที่บรรจุเทคโนโลยีอันก้าวหน้าเอาไว้ ซึ่งถูกส่งมาเก็บไว้ในดินแดนทั้งสาม แอตแลนเทียนของอะควาแมน, เธอมิสคิแรนของวันเดอร์ วูแมน และมนุษย์ ตั้งแต่ในยุคโบราณ “พวกมันเป็นสิ่งที่ถูกทำลายได้” โมโมอา ที่รับบทเป็นอะควาแมน บอก “แต่ถ้ากล่องทั้งสามใบมาอยู่ด้วยกัน มันก็เป็นข่าวร้ายเลยล่ะ” แล้วนึกภาพอัจฉริยะมหาเศรษฐีเพลย์บอย บรูซ เวย์น จับมือกับเพื่อนๆ ยอดมนุษย์เพื่อหยุดสเต็พเพ็นวูลฟ์จากการทำลายโลกด้วยของบางอย่าง จากนั้นก็เปลี่ยนสเต็พเพ็นวูล์ฟเป็นธานอส, เปลี่ยนกล่องสามใบเป็นหินอินฟินิตี, เปลี่ยนเวย์นเป็นสตาร์ค หนังทั้งสองเรื่องไม่ได้ห่างไกลกันเลยแม้แต่น้อย

แล้วท้ายที่สุด ที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน หนังทั้งสองเรื่องมี จอสส์ วีดอน!!!

วีดอนคือคนที่ถอดรหัสหนังซูเปอร์ฮีโรมาขึ้นจอ ที่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ถึงสองครั้ง ในปี 2012 กับ Avengers Assembles และภาคต่อ Avengers: Age of Ultron ในปี 2015 ซึ่งต่างก็ทำเงินทำทองถึงระดับพันล้านเหรียญ เขายังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมือเขียนบทสนทนาที่เจ๋งที่สุดในฮอลลีวูด คนที่ยื่นมือมาเปิดช่องให้ตัวละครได้หายใจหายคอ เพื่อที่จะได้จัดการกับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

เดือนพฤษภาคม สไนเดอร์ประกาศว่าเขากับภรรยาผู้อำนวยการสร้าง เดบอราห์ จะวางมือจาก Justice League และวีดอนคือคนที่พวกเขาเลือกมาปิดหนังให้เสร็จสมบูรณ์รวมไปถึงเกลาบท ที่วีดอนจะได้เครดิตในการเป็นผู้เขียนบทด้วย แล้วก็ยังมีการถ่ายภาพเพิ่มเติม การทำโพสท์-โปรดัคชัน แล้วหากดูเส้นทางการทำงาน มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะเขาเข้ามานั่งในโลกของดีซีเรียบร้อยแล้ว ด้วยการเป็นผู้กุมบังเหียนหนัง Batgirl หลายๆ คนสรุปเอาง่ายๆ ว่าที่ต้องเป็นวีดอน ก็เพราะเขาเคยทำงานลักษณะคล้ายๆ กันมาแล้วใน Avengers และมาเพื่อเติมเต็มบทสนทนาเด็ดๆ ให้กับ บรูซ เวย์น แต่กับคนใน “ผมไม่รู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรที่คล้ายๆ กับ Avengers นะ” อัฟเฟล็ค กล่าว “จอสส์เป็นมากกว่าผู้กำกับ Avengers เน้นๆ เลยนะ เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี จอสส์ก้าวเข้ามา และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจงานนี้ก็คือ มุมมองต่างๆ ของหนังที่ดูสับสน แล้วก็จับชิ้นส่วนต่างๆ ที่ยังไม่เข้าที่ให้อยู่ในที่ของมัน จากนั้นก็จัดการกับชิ้นที่เหลือ แล้วก็สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวขึ้นมา”

กาด็อทย้ำว่า “นี่คือหนังของแซ็ค สไนเดอร์ จอสส์มาถ่ายบางฉากใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาเป็นคนที่แซ็คเลือก และรู้ดีว่าตัวเองต้องทำอะไร” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือ นี่คืองานที่เป็นวิสัยทัศน์ของแซ็คแต่เป็นสัมผัสของวีดอน “จอสส์เข้ามาแล้วเดินไปตามเส้นทางระหว่าง ทิศทาง, โทน และความรู้สึกของแซ็ค กับทิศทางและโทนของตัวเขาเอง” อัฟเฟล็ค อธิบาย “พวกเราพบว่า องค์ประกอบในการเล่าเรื่องจากทั้งสองคน เป็นเรื่องสนุกและมีความทะเยอทะยาน ผมดีใจมากที่ทุกคนแสดงให้เห็นว่าพร้อมทำงานเพื่อแซ็ค”

แต่ยังมีเซอร์ไพรส์อีกหนึ่งอย่าง ที่หนังเหลือพื้นที่เอาไว้ คงไม่ใช่หนัง Justice League ถ้าไม่มีบุรุษเหล็กคนนั้น ที่มีความซับซ้อนเล็กๆ เกิดขึ้น เขาตายไปแล้ว เสียชีวิตแบบฮีโรในตอนท้ายของ Dawn of Justice สละชีวิตเพื่อให้ดูมส์เดย์ตายตกไปตามกัน และเพื่อปกป้องโลก งานศพของเขาถูกจัดขึ้นในที่เดียว เวลาเดียวกันกับงานศพของคลาร์ค เคนท์ นักข่าวที่จากไปจากเหตุการณ์เดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้นการจากไปของซูเปอร์แมน ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการรวมทีมจัสติซ ลีก “มันเป็นสิ่งที่เกิดจากความทรงจำถึงเขา แล้วบรูซก็พยายามรวบรวมทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน” ฟิเชอร์ หรือไซบอร์กในเรื่องเผย “โลกกำลังเศร้าโศกกับการจากไปของซูเปอร์แมน และการเสียสละของเขาก็ดึงคนเหล่านี้ออกมา”

หากยังจำกันได้ ในตอนจบของ Batman V Superman: Dawn of Justice ภาพสุดท้ายที่เห็นก็คือ มือของซูเปอร์แมนโผล่ออกมาผิวดินที่เป็นหลุมฝังศพของเขา เขาจะกลับมาบินอีกครั้งใน Justice League แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็น ทีมงานแต่ละคนก็อุบไต๋เอาไว้ “เฮนรี (คาวิลล์) เหรอ? เขาตายไปแล้วนี่” โมโมอา ตอบ “ตอนนี้เขากำลังเล่นหนังกับทอม ครูซ เขาสบายดีนะ”

แต่มีอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ มีคนเห็นคาวิลล์ที่กองถ่าย และเมื่อกลับมาถ่ายภาพเพิ่มเติมสำหรับหนัง เขามาพร้อมหนวดที่ไว้เพื่อเข้าฉากใน Mission: Impossible 6 และถูกสั่งห้ามโกน งานนี้ภาระหนักเลยตกไปอยู่ที่ทีมซีจี ซึ่งต้องลบหนวดของเขาออก “มันเป็นหนวดจัดเต็มแบบดาราหนังโป๊” อัฟเฟล็ค เผย “เขาดูอย่างกับดาราหนังโป๊จากยุค 70 แต่รูปร่างดีกว่า มันเป็นเรื่องหักมุมที่แตกต่างเอามากๆ สำหรับซูเปอร์แมน”

แต่บนจอ เรื่องราวของJustice League คงไม่ถึงกับหักมุมจนคนดูหลังหัก เช่นหนวดของคาวิลล์ ไม่งั้นไม่ใช่แค่หนังจะเบาขึ้น อาจจะพุ่งไปถึงกลายเป็นหนังขายฮาไปเลยก็เป็นได้

ซึ่งดีซี และวอร์เนอร์ เคยมีบทเรียนให้เรียนรู้ไว้แล้วเรียบร้อยจาก Batman & Robin และ Superman III ที่กลายเป็นจุดพลิกผันทำอนาคตสองซูเปอร์ฮีโรดับอยู่นาน…

ที่ไม่น่าจะเกิดซ้ำรอยขึ้นมาได้

จากเรื่อง ถึงเวลาดีซีระดมพล กับหนังรวมดาวซูเปอร์ฮีโรจัดเต็มเรื่องแรก JUSTICE LEAGUE โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1243 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2560


SHARE THIS
  • 39
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    39
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On