ที่มาของความยอดเยี่ยมแห่ง AVENGERS: INFINITY WAR

SHARE THIS
  • 11
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    11
    Shares

Avengers: Infinity War หนังเรื่องที่สามของหนังชุด Avengers ที่เริ่มจาก The Avengers ในปี 2012 แล้วก็ตามด้วย Avengers: Age of Ultron ในปี 2015ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำรายได้กว่า 2 พันล้านเหรียญทั่วโลกจากทุนสร้างราวๆ 400 ล้านเหรียญ และได้รับคำชมอย่างมากจากการแสดงและการนำเสนอเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของหนัง ตลอดจนการนำตัวละครที่มีซูเปอร์ฮีโรถึง 22 คน บวกด้วยตัวร้ายร่างยักษ์ มารวมอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน หนังปิดท้ายด้วยฉากไคลแม็กซ์ที่อลังการที่สุดในประวัติศาสตร์ของหนังบล็อคบัสเตอร์ และนี่คือ 6 องค์ประกอบสำคัญของ Avengers: Infinity War ที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น

ตอนจบ:

กับเวลา 10 ปี หนัง 19 เรื่อง มาร์เวล สตูดิโอส์สร้างความโดดเด่นให้ปรากฏเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นจับต้นไม้พูดได้กับแรคคูนช่างจ้อ มาอยู่ในเรื่องเดียวกัน แล้วทำให้คนดูเป็นห่วงเป็นใยพวกเขา หรือเอาฉากแบบหนังเพลงไปใส่ในช่วงหนึ่งของหนัง Captain America: The First Avengers กระทั่งเลือกเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันเป็นนักแสดงนำ โดยหวังว่าหนังจะออกมาเป็นงานที่เยี่ยมที่สุด แต่ความโดดเด่นเหล่านั้นก็หมองลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับตอนจบของ Avengers: Infinity War ที่ให้ตัวร้ายชนะและคนดีแพ้ พูดแบบนี้อาจจะง่ายไป คงต้องบอกว่า เป็นตอนจบที่ตัวร้ายชนะและบรรดาคนดีโดนเตะหายไปไหนไม่รู้ทั่วแกแล็กซี น่าจะเหมาะสมกว่า

กับคนที่ลืมไปแล้วว่าหนังเป็นยังไง ธานอสผู้เจ็บปวดและทุกข์ทนต้องรวบรวมอัญมณี 6 อย่าง เพื่อให้ตัวเองสามารถทำในสิ่งที่พยายามทำมาตลอดทั้งเรื่อง ‘ดีดนิ้ว!’ ซึ่งจะกวาดสิ่งมีชีวิตในแกแล็กซีหายไปครึ่งหนึ่ง และหลังจากที่ทุกอย่างหยุดนิ่ง บัคกีของเซบาสเตียน สแตน คือคนแรกที่ต้องไป เมื่อเขาล้มลงต่อหน้าเพื่อนซี้ สตีฟ โรเจอร์ส ก่อนหน้าจะสลายกลายเป็นฝุ่น แล้วต่อจากนั้น ในฉากที่สองผู้กำกับโจและแอนโธนี รุสโซเลือกที่จะไม่ใช้ดนตรีประกอบ อเวนเจอร์สหลายต่อหลายรายก็ค่อยๆ กลายเป็นฝุ่นปลิวไปในสายลม

แน่นอนว่า ผู้ชมล้วนคาดว่าจะได้เห็นการเสียชีวิตครั้งใหญ่ในหนัง โดยมองกันว่า ไม่โทนี สตาร์ค ก็สตีฟ โรเจอร์สที่ต้องจากไป แต่ไปๆ มาๆ หนึ่งในความน่าประหลาดใจสำหรับการจากไปที่ตระเตรียมไว้อย่างดีเหล่านี้ ก็คือลักษณะของการหายไป ไม่มีใครในทีมอเวนเจอร์สยุคแรกๆ ที่ทำอะไรได้ บางทีอาจเป็นการหายตัวที่สบายไปด้วยซ้ำ แถมยังมีเรื่องช็อคที่ตัวละครอย่าง สตาร์ ลอร์ด ของคริส แพร็ตต์ค่อยๆ กลายเป็นฝุ่น รวมถึงทีชัลลาของแชดวิค บอสแมน ซึ่งสลายตัวขณะที่กำลังช่วยโอโคเย (ดาไน กูริรา) หรือหมอแปลกที่รับบทโดย เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ ก็ไปในขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์เศร้ากับโทนี สตาร์ค แล้วก็ล่อยลอยหายไป

เชื่อว่าผู้ชมหลายๆ คนคงก้มดูนาฬิกา ขณะที่การสลายตัวเริ่มต้นขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นเพราะตระหนักดีว่า เวลาฉายของภาพยนตร์กำลังจะหมดลง แต่นี่หรือคือตอนจบ นี่คือวิธีที่พี่น้องรุสโซ, เควิน ไฟกี และสองผู้เขียนบท คริสโตเฟอร์ มาร์คัส และสตีเฟน แม็คฟีลี เลือกที่จะอำลาผู้ชม นี่ไม่ใช่วิธีจบแบบหนังบล็อคบัสเตอร์ทำกัน แต่ The Empire Strikes Back เคยทำมาแล้ว และคุณก็สามารถบอกได้ว่า Infinity War เดินออกมาจากคู่มือทำหนังเรื่องนั้น แต่สำหรับค่าตั๋วที่เสียไป มันไม่มีอะไรที่เสียหายเลย

The Empire Strikes Back จบด้วยการให้ฮีโรพ่ายแพ้ แต่พวกเขายังยืนหยัด พวกเขารวมกลุ่มกันได้และวางแผนจะไปช่วยฮัน โซโล แล้วก็เอาคืนพวกจักวรรดิ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใน Infinity War เมื่อฝุ่นหรือขี้เถ้าสงบ ทุกอย่างที่โทนี สตาร์ค บุรุษในชุดเกราะเหล็กผู้ไม่เคยเงียบมาตลอด 10 ปี ทำได้ก็คือ การเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่าง ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นเหล่าอเวนเจอร์สบนโลก พวกเขายืนเรียงรายกัน ความหวังดูสูญสิ้น ประโยคสุดท้ายในเรื่องเป็นของกัปตันอเมริกา ผู้ชายที่ตรงไปตรงมาซึ่งถูกทำร้ายโดยสิ่งที่เพิ่งได้เห็นและรับรู้ สิ่งที่เขาพูดออกมามีแค่ “พระเจ้า” และไม่มีแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะจัดการกับตัวร้าย ไม่มีการรวมทีม มีเพียงแค่ความตายและหายนะ

อาจจะเป็นเรื่องเสียดสี ถ้าบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ หรอก ไม่มีการตายเกิดขึ้น เพราะยังมีหนัง Avenger: End Gameและ Spider-Man: Far From Home แล้วก็ Black Panther 2 ไหนจะ Guardians of the Galaxy Vol.3 ที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่อีกด้านของกระจก และคงเป็นไปได้ไม่นานก่อนที่การดีดนิ้วจะย้อนกลับ จากนั้นบรรดาซูเปอร์ฮีโรเพื่อนตายทั้งหลาย ก็จะรวมตัวกัน

เป็นไปได้ว่า ปีเตอร์ ปาร์เกอร์ อาจไม่รู้ว่าเขาจะมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ และไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องอยู่ในหนังเรื่อง Avengers: End Game หรือหนังไอ้แมงมุมอีกเรื่อง เขาไม่รู้เลยขณะที่สลายตัวไปพร้อมชุดของโทนี สตาร์ค โดยคิดว่าตัวเองจะกลับมาแกว่งไกวไปมาได้อีกในวันข้างหน้า ด้วยความตระหนก ทำให้เขาถึงกับคร่ำครวญออกมา “ผมยังไม่อยากไป” มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนใจจริงๆ

กับบางคน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมี ที่ไม่รู้ว่าหนัง Avengers จะยังมีเรื่องที่สี่ คนเหล่านี้จะเดินออกจากโรงด้วยอาการมึนงง “จบแบบนี้กันเลยเหรอ?” ถ้าไม่มีใครบอกว่าจะมี Avengers: End Game พวกเขาคงใช้ชีวิตที่เหลือในแบบที่ถูกกระทำย่ำยี โดยหนังที่ตัวร้ายสีม่วงร่างยักษ์ ทำให้กัปตันอเมริกาเสียใจ และไม่มีทางที่จะหลุดจากความทรงจำนี้ไปได้


ธานอส:

ทุกคนชอบการที่มีใครบางคนให้เกลียด เพราะฉะนั้นทำไมคนถึงต้องเดินหนีไปจากหนังที่คิดว่า ตัวร้ายคือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องล่ะ? จากเล็กซ์ ลูเธอร์ ของยีน แฮ็คแมน มาถึงโจกเกอร์ของฮีธ เล็ดเจอร์ นี่คือบรรดาวายร้ายที่จบลงด้วยเสียงชื่นชม และปี 2018 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อมอบวายร้ายตัวใหญ่ยักษ์ สุดแสบที่สุดรายหนึ่งในโลกภาพยนตร์มาให้ มันทั้งร้ายทั้งใหญ่กว่า การเอาดาร์ธ เวเดอร์เป็นพันๆ คนมารวมกันเป็นดาร์ธซิลลาเพื่อจัดการด้วยซ้ำมั้ง? เพราะอย่างลืมว่า เขาทำให้สิ่งมีชีวิตหายไปจากแกแล็กซีครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ความเรืองอำนาจของธานอสขึ้นอยู่กับมือเพียงข้างเดียวที่สวมถุงมือขนาดใหญ่สีทอง และประดับด้วยอัญมณีมหัศจรรย์ ในทางหนึ่งมันคือ สิ่งมีชีวิตต่างดาววิกลจริต จัดการกับซูเปอร์ฮีโรบนโลกมนุษย์ เพื่อสร้างสมดุลย์ให้อวกาศ แต่ในอีกทางหนึ่ง จากปูมหลังและความเป็นมาของมัน ธานอสคือผู้กอบกู้จักรวาล

ในฐานะตัวร้าย ธานอสทำมากกว่าการได้รับชัยชนะด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เมื่อมีคนกว่าสองแสนคนกดติตตามบัญชีเรดดิตที่ชื่อว่า Thanos Dod Nothing Wrong ซึ่งเต็มไปด้วยมุขที่ว่า เจ้ายักษ์ใหญ่รายนี้ ทำให้ชีวิตที่หลงเหลืออยู่ดีขึ้นได้ยังไงจากการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น แล้วก็ยังมีรถปิค-อัพสีม่วงที่ในปี 2016 ใช้ชื่อว่า Shitty Car Mod แต่กลับมาปรับเปลี่ยนชื่อใหม่กลายเป็น The Thanos Truck พร้อมกับกันชนหน้าใหญ่โตเป็นซี่ๆ และกับบางคนยังกลายเป็นแฟนตัวยงของธานอสด้วยซ้ำ “ยักษ์ใหญ่ธานอสเป็นสเป็คชั้นเลย” จีนา-มัวร์ บาร์เร็ตต์ ทวีต “ฉันมั่นใจว่าจะไม่มีใครพูดถึงดาร์ธ เวเดอร์อีกต่อไปแล้ว”


อารมณ์ขันของหนัง:
สำหรับภาพยนตร์ที่ครึ่งหนึ่งของแกแล็กซีถูกกำจัด ก็ไม่ได้ขาดไร้ซึ่งอารมณ์ขันไปเลย หลังจากทำหนังมา 19เรื่อง มาร์เวล สตูดิโอส์ กลายเป็นเจ้าแห่งการคุมโทนไปแล้วเรียบร้อย และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้หนังที่หม่นที่สุดในชุด ยังเป็นหนังที่โคตรสนุกได้ และสิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็คือ การที่หนังยำหนังเรื่องนี้ทำให้ได้เห็นตัวละครจากแต่ละเรื่องมาต่อปากต่อคำกัน

นี่คือ 6 ฉากที่ทำให้ Avengers: Infinity War ทำให้ผู้ชมยิ้มและหัวเราะได้อย่างมีความสุข
– ร็อกเก็ตจ้องไปที่บัคกีแล้วบอกว่า “เฮ้ย! ฉันอยากได้แขนแบบนั้นมั่งว่ะ”

– แมนทิส เอ่ยขึ้นมาว่า “ซัดมันให้น่วมไปเลย”

– โทนี สตาร์ค พูดกับบรูซ แบนเนอร์ “เพื่อน นายอย่าทำให้ฉันขายหน้าพ่อมดซิวะ”

– “ช่างแม่…..” แล้วนิค ฟิวรีก็สลายไปก่อนจะพูดจบ

– “ผมชื่อสตีฟ โรเจอร์ส” สตีฟ โรเจอร์ส แนะนำตัวกับกรูท

– “ขอบคุณนะ กระต่ายน้อย” ธอร์พูดกับร็อกเก็ต


การรวมพลังฮีโร:

ในหนังเรื่องอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยนักแสดงมีชื่อมากมาย มักจะขึ้นจอด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ตัดภาพจากตัวละครตัวนั้นไปหาตัวนี้ จนผู้ชมอดตั้งคำถามไม่ได้ “เอาอีกแล้ว กลับไปเข้าเรื่องเข้าราวดีกว่า” แล้วไหนจะยังมีเรื่องข้าเจ๋งกว่าเอ็งหลังกล้องที่ลุกลามมาถึงบนจอ ซึ่งทำให้คนดูต้องใช้เวลามาคิดว่าตัวละครหน่อมแน้มบางรายมันเป็นใคร ทำอะไร แต่ใน Infinity War ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องที่ขนนักแสดงมาขึ้นจอมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในฮอลลีวูด ในระดับที่ทำให้หนังอย่าง Grand Hotel เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย ยังเล่าเรื่องได้ดี พวกเขาทำได้ยังไง?

เควิน ไฟกีเริ่มสร้างจักรวาลมาร์เวลด้วยกลยุทธการเลือกนักแสดงแบบหนัง Moneyball จ้างดาราใหญ่, มีหรือดูมีพรสวรรค์ แต่โลกของหนังบล็อคบัสเตอร์ประเมินค่าไว้ต่ำ ทำให้ได้นักแสดงแม่เหล็กดูดรางวัลมาเกาะเกี่ยวกันเป็นทีม ในภาพรวมนักแสดงของหนังในจักรวาลมาร์เวลเข้าชิงรางวัลออสการ์, ลูกโลกทองคำ และเอ็มมี อวร์ดส์รวมกันกว่า 500 รางวัล และเฉพาะนักแสดงในหนัง Infinity War เพียวร์ๆ ก็เข้าชิงออสการ์รวมกันถึง 22 รางวัล ในหนัง 18 เรื่องก่อนหน้าผู้ชมรู้ว่าตัวละครแต่ละรายคิดและทำยังไงกันไปแล้ว ทำให้ไม่ต้องมาสนใจรายละเอียดเมื่อภาพตัดจากดร. สเตรนจ์ไปหาธอร์ อีกต่อไป เพราะรู้จักทั้งคู่ดีแล้ว

นอกจากเป็นการรวมนักแสดงมากพรสวรรค์ ผู้กับโจและแอนโธนี รุสโส กับผู้เขียนบทคริสโตเฟอร์ มาร์คัส และสตีเฟน แม็คฟีลี ยังทำให้เรื่องมีโฟกัสและมีพลังขับเคลื่อน ตัวละครทุกตัวมีภารกิจที่ต้องทำ ในสามทวีป, บนสี่ดาวเคราะห์ และที่สถานีอวกาศรูปกะโหลก รวมไปถึงในอวกาศอันไกลโพ้น ตัวละครทุกรายมีตัวโน้ตสวยๆ ให้เล่น, มีแรงจูงใจในการต่อสู้ และทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น แม้บางครั้งจะไม่ช่วยอะไรเลย อย่างในกรณีของสตาร์-ลอร์ด

การผสมผสานสิ่งต่างๆ ของ Avengers: Infinity War จากการทำงานของบท คือความสำเร็จในระดับเหรียญทอง ใครจะรู้ว่าตัวเองจะได้เห็นแดร็กซ์ทำให้โทนี สตาร์คเงียบสนิท หรือความสัมพันธ์ของโอโคเยกับบรูซ แบนเนอร์จะกลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปี? มันคือความสนุกที่ได้เห็น โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าตัวละครโปรดของคุณจะเป็นยังไง หรือถูกมองข้ามในตอนไหน เพราะเขายังคงมีความเคลื่อนไหวในความรู้สึกของผู้ชม และในฉากต่อไป หรือหนังเรื่องต่อไป เขาอาจจะมีบทมากขึ้น

ลองหันไปดู Justice League หรือว่า The Expendables สักภาค จังหวะในการเล่าเรื่อง มุกตลก และฉากแอ็คชัน ให้ความรู้สึกเหมือนผ่านการต่อรองกับตัวแทนนักแสดงแต่ละคน เพื่อให้ได้ปรากฏตัวในหนังมากที่สุดหรือด้วยความสำคัญที่สุด แต่นักแสดงในหนังของมาร์เวล พรสวรรค์ของพวกเขาพร้อมถูกเผาทิ้ง อัตตาพร้อมถูกกลบฝัง ซึ่งเป็นการผสมผสานที่หาได้ยากและมีค่ามาก พวกเขามีทีมครีเอถีฟที่พยายามสรรหาวัตถุดิบที่ดีมาให้ และเหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนยกย่องมาร์เวลก็คือ พวกเขาทำสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะมากๆ ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ สิ่งที่แทบจะสร้างมาตรฐานอย่างสมเหตุสมผลขึ้นมาไม่ได้เลย แต่พวกเขาก็ทำได้อย่างง่ายดาย ราวกับเกิดจากปาฏิหาริย์


อีโบนี มอว์:

ธานอสอาจจะตกเป็นหัวข้อข่าว แต่ยังมีตัวร้ายที่ของ Infinity War อีกรายที่น่าสนใจ ตัวเขาไม่ใช่สีม่วง แต่เป็นเทาถ่าน, ปราศจากจมูก ตัวยาว ผมเป็นเส้นๆ สีบลอนด์ เขาคือ อีโบนี มอว์ เจ้าของใบหน้าคล้ายกบ จอมเย้ยหยัน และมุ่งร้าย ที่การปรากฏตัวช่างเต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เขาคือ เดอะ มอว์ สำหรับเพื่อนๆ ไอ้หน้าปลาหมึกสำหรับฝ่ายตรงข้าม (โดยเฉพาะโทนี สตาร์ค) และน่าจะเป็นอีโบนีสำหรับแม่ เขาเป็นสมุนต่างดาวของเจ้ายักษ์ใหญ่วายร้ายเพียงคนเดียว ที่มีแรงดึงดูดบางอย่างบนจอ คอร์วัส เกลฟ ดูเหมือนเป็นตัวละครที่เพิ่งหนีรอดออกมาจากเหมืองของมอเรีย พร็อกซิมา มิดไนท์มีท่วงท่าการต่อสู้ที่สวยงามแต่ก็ขาดบุคลิกภาพ คัลล์ อ็อบซิเดียนก็มีแต่กำลัง ไม่มีความชาญฉลาด เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของฮัล์ค มีแต่มอว์ที่มีอะไรมากกว่ากล้ามเนื้อ นั่นคือเวทย์มนต์ด้านมืด ความคิดที่เฉียบแหลม และดูเป็นผู้ทรงภูมิ เขาคือตัวละครตัวแรกที่ได้เห็นกันในหนัง เมื่อมาแจ้งบรรดาชาวแอสการ์ดชะตาขาดว่า “พวกเจ้ามีสิทธิได้รับการไว้ชีวิตจากท่านไตตันผู้ยิ่งใหญ่” แล้วยังเป็นตัวร้ายรายแรกที่พวกอเวนเจอร์ต้องเผชิญหน้า มอว์จัดการกับสตาร์ค, สไปดีย์ และแบนเนอร์ แล้วก็ลอยละล่องทั่วนิว ยอร์ค ก่อนจะสอยดร. สเตรนจ์ ให้วูบได้ในชั่วเวลาสั้นๆ เขาทำทุกอย่างโดยไม่เสียเหงื่อ ราวกับไม่ใช่ภารกิจยากเย็นอะไร

แต่มอว์ผู้ทะนงตนก็ไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง แถมยังถูกจัดการเร็วเกินไปด้วยซ้ำ ก่อนหน้าที่คนดูจะรู้ว่า เขามีแผนจะทำอะไรอีกต่างหาก ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นเขาก็คือ การถูกดูดหลุดเข้าไปในอวกาศ ซึ่งเป็นฉากที่อ้างอิงมาจากหนัง Alien

ต้องขอบคุณการให้เสียงอันน่าทึ่งของ ทอม วอห์น-ลอว์เลอร์ นักแสดงชาวไอริช, การออกแบบที่ยอดเยี่ยมและท่วงท่าจุ๊ปากอันน่าขยะแขยงกับธอร์ ทำให้มอว์ อยู่ในความทรงจำของคนดูตลอดไป


ฉากแอ็คชัน:

มีช่วงเวลาที่น่าจดจำในฉากต่อสู้ของหนังแทบทั้งเรื่อง แต่การดวลระหว่างธานอสกับดร. สเตรนจ์ คือฉากที่เป็นที่สุด นี่ไม่ใช่แค่การชกต่อยของชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันสองคน แต่เป็นการต่อสู้ด้วยไหวพริบ ปฏิภาณ ราวเป็นการเชือดเฉือนกันในเกมหมากรุก ขณะที่ทั้งคู่กระหน่ำพลังใส่กันอย่างต่อเนื่อง พลิกแพลงท่วงท่าไปด้วยการโบยบินบนท้องฟ้า สรรหาพลังต่างๆ นานาจากขุมคลังเวทย์มนต์ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง ถ้ามีโอกาสได้ชมฉากนี้หลายๆ ครั้ง ยังมีอะไรที่มากกว่านั้น เมื่อมันถูกใช้เป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่าอัญมณีของธานอสชิ้นไหน ทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ซึ่งแสดงให้ว่าเป็นฉากที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี และทำได้อย่างวิจิตรบรรจงอย่างที่เห็น

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง ที่มาของความยอดเยี่ยมแห่ง AVENGERS: INFINITY WAR คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับที่ 1278 ปักษ์หลังเมษายน 2562


SHARE THIS
  • 11
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    11
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On