บทความพิเศษ เส้นทางสู่การเป็นหนังเพลงภาคต่อ หนังเต้นไม่รู้จบ ยอดนิยมของ Step Up



SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

11 สิงหาคม 2006 หนังเพลงเต้นรำเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่ใช้งบสร้างแค่ 12 ล้านเหรียญออกฉายในอเมริกา แน่นอนว่า ไม่มีใครคิดว่าหนังเรื่องนี้จะทำรายได้อะไรมากมาย แต่ท้ายที่สุด กลับทำรายได้ไปถึง 119 ล้านเหรียญ พร้อมสร้างเพลงฮิตประดับวงการเอาไว้มากมาย แล้วกลายเป็นหนังภาคต่อ ที่มีให้ชมราวๆ ทุก 2 ปี และปีนี้หนังเรื่องที่ว่า เดินทางมาถึงภาคที่ 5 เข้าไปแล้ว กับ Step Up: All In

จากรายได้ทั้งหมด 4 ภาค หนังชุดนี้ทำเงินรวมกันมากกว่าหนังชุด Terminator ด้วยซ้ำ กับรายได้ 617 ล้านเหรียญ และยังเพิ่มมากกว่านี้ได้อีก ขณะที่รายได้รวมทั่วโลกก็มากกว่ารายได้ของหนังชุดหุ่นมหาสนุก The Muppet ทั้ง 8 เรื่องรวมกัน, มากกว่ารายได้รวมของหนัง Halloween 10 เรื่อง และ 12 เรื่องของหนัง Friday the 13th

ที่เด็ดยิ่งกว่าก็คือ นี่คือหนังทุนต่ำไม่มีภาคไหนที่ใช้งบมากกว่า 50 ล้านเหรียญ แถม 3 จาก 5 ภาคขึ้นจอด้วยทุนไม่ถึง 30 ล้านเหรียญ แล้วก็ไม่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์สักเท่าไหร่ โดยหนังภาคล่าสุด Step Up All In เป็นเรื่องแรกที่ได้คะแนนจากเว็บมะเขือเน่ามากกว่า 50% ที่น่าจดจำอีกอย่าง และอาจจะเป็นสิ่งที่น่าจดจำมากที่สุดก็คือ ความสำเร็จของหนังชุดนี้ มาพร้อมๆ กับการแจ้งเกิดในวงการของแชนนิง ทาทัม ดารานำในหนังภาคแรก และกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในวงการนับตั้งแต่นั้น

คนที่จะมาพูดถึงความสำเร็จของหนังชุด Step Up ไม่น่าจะมีใครให้คำตอบได้ดีกว่า อดัม แชงค์แมน ผู้กำกับของ Rock of Ages และ Hairspray ที่นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างของหนังชุดนี้ทุกภาค ร่วมกับน้องสาว เจนนิเฟอร์ กิบก็อท ทั้งคู่จะมากลยุทธ์ของหนังชุดนี้ให้ได้รู้กัน

1 ไม่ต้องมีกลยุทธ์: “ไม่มีสักเรื่องเลยที่เราตั้งใจว่าจะทำเป็นหนังภาคต่อ” แชงค์แมน กว่า “แต่คนดูก็มาดูกันเรื่อยๆ” หนังภาคแรกในปี 2006 Step Up เป็นเรื่องของนักเต้นเบรคแดนซ์แหกกฎ (ทาทัม กับบทนำบทแรกในหนังใหญ่) ที่มาตกหลุมรักนักเรียนบัลเลท์สาวชาวบัลติมอร์ (รับบทโดย เจนนา เดวาน ที่เข้าพิธ๊แต่งงานกับพระเอกของเธอในปี 2009) เป็นหนังโรแมนติคดรามา ที่เอาการเต้นรำมาเป็นฉากหลัง ผู้อำนวยการสร้างบอกว่า จากทุนสร้าง 12 ล้านหนังทำเงินได้ถึง 114 ล้านเหรียญทั่วโลก ต่อจากนั้นดิสนีย์ต้องการภาคต่อ แบบไม่ต้องมีอะไรมาก เป็นงานที่ทำเพื่อส่งตรงลงแผ่นไปเลย ซึ่งคล้ายๆ กับหนังเชียร์ลีดเดอร์ Bring It On ของยูนิเวอร์แซล และ จอน เอ็ม ฉู ผู้กำกับหน้าใหม่ ที่ยังไม่มีผลงานหนังใหญ่มาก่อน ถูกจ้างมาทำงาน

“ตอนที่เขาเข้ามาจับงาน เราทุกคนคุยกันว่าหนังมันน่าจะเป็นยังไง ผู้บริหารที่ดิสนีย์พูดว่า หนังเรื่องนี้น่าจะกลายเป็นหนังใหญ่ พวกเรามองหน้ากัน… แล้วก็บอกว่า ‘เจ๋งไปเลย ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?’” แชงค์แมน เล่าถึงอดีต “แล้วมันก็ถ่ายทำกันออกมาเรื่อยๆ นับจากนั้น… ในทางธุรกิจ เป็นเรื่องที่บ้ามากหากจะหยุดทำหนังชุดนี้ ตราบเท่าที่มันยังทำเงินกระจายอยู่”

2 ให้หนุ่มๆ เป็นตัวเรียกแขก: สาวๆ ทั้งวัยรุ่น และที่เพิ่งเริ่มทำงาน อายุราวๆ 13 – 25 คือกลุ่มคนดูหลักของ Step Up แต่ถ้าเปรียบเทียบกับหนังชุด Twilight แล้ว หนังชุดนี้มีกลุ่มคนดูผู้ชายพอๆ กับผู้หญิง อย่างหนังเรื่องล่าสุด Step Up: Revolution ในสัปดาห์เปิดตัว มีคนดูผู้ชายมากกว่า 1 ใน 3 ของคนดูทั้งหมด “เด็กๆ ผู้ชายไม่เคยกลัวที่จะไปดูหนังเรื่องนี้” แชงค์แมน กล่าว “มีเรื่องของกล้ามเนื้อแบบนักกีฬา สำหรับพวกเขา ซึ่งมันใช้ได้”

3 ต้องพูดกับคนดูด้วยภาษาที่เป็นสากล อย่างเช่น การเต้นรำ: กลุ่มคนดูนอกอเมริกาเป็นกุญแจสำคัญสำหรับฮอลลีวูดมายาวนาน และเป็นคนดูส่วนสำคัญที่สุดสำหรับอายุอันยาวนานของหนังชุดนี้ แชงค์แมนเล่าว่า ทางไลออนเกทส์ ซึ่งได้หนังชุดนี้มาอยู่ในมือ ตั้งแต่ Step Up Revolution จะไม่ทำหนังเรื่องที่ 5 หลังจากในปี 2012 หนังออกฉายชน The Dark Knight Rises และทำรายได้แค่ปริ่มๆ 35 ล้านเหรียญในอเมริกา แต่เมื่อหนังทำเงินได้ถึง 100 ล้านนอกอเมริกา บรรดาฝ่ายต่างประเทศของสตูดิโอก็พากันให้ความสำคัญ กับการพูดคุยถึงหนังภาคต่อ ด้วย “ความตื่นเต้น, ความสนอกสนใจ ‘เถอะน่า, ได้โปรด’” และกับ All In หนังเปิดตัวในยุโรปและเอเชียก่อนอเมริกา กับบางประเทศอย่างรัสเซีย หนังทำเงินได้ดีว่า Revolution และตอนนี้หนังทำเงินนอกอเมริกาไปแล้ว 26 ล้านเหรียญ

4 องค์ประกอบแบบหนัง Fast and the Furious: ในปี 2009 หนัง Fast & Furious จับพอล วอล์คเกอร์, จอร์ดานา บริวสเตอร์ และมิเชลล์ รอดริเกวซ กลับมาร่วมทีมกัน และพาหนังชุดนี้ไปสู่อีกระดับของการทำเงิน ส่วน Step Up: All In จะเอานักแสดงจากหนังภาคก่อนๆ มารวมกันให้ได้มากที่สุด บริอานา เอวิแกน จาก Step Up 2: The Streets และ ไรอัน กุซแมน จาก Step Up Revolution “ผมมองวิธีการที่หนังชุด the Fast and the Furious พยายามรักษาสถานภาพของตัวเองในตลาดส่วนใหญ่เอาไว้ ด้วยการเอาคนที่พวกเรารักมาให้ได้ติดตาม” แชงค์แมน เผย “เราให้ความสนใจอย่างมากกับการติดตามว่า ตัวละครตัวไหนที่คนดูรักมากที่สุด”

5 มีโชค: หนังเต้นรำเรื่องอื่นๆ มักจะมีแรงบันดาลใจสำหรับหนังภาคต่อเป็นครั้งๆ คราวๆ อย่าง Breakin’ 2: Electric Boogaloo แต่สำหรับ Step Up ไม่มีอะไรมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนัง “ระหว่างรายการ So You Think You Can Dance และ Dancing With the Stars ผมคิดว่าเราโชคดีที่เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมทางความคิด ในเรื่องของการเต้นรำที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ได้” แชงค์แมนยอมรับ

6 อย่ามีกลยุทธ์วางไว้สำหรับทางออก: “หนังชุดนี้ มันไม่เหมือน Twilight หรืออะไรก็ตามในโลกของนิยายผู้ใหญ่วัยเยาว์ ที่มีจุดจบสำหรับตัวละคร” แชงค์แมน อธิบาย “เพียงอย่างเดียวที่คนดูสนใจก็คือ การเต้นรำเจ๋งๆ ได้ยินเพลงเยี่ยมๆ และมีความรู้สึกดีๆ กับหนัง กับตัวละครที่พวกเขาชอบ” เพราะอย่างนี้ เราคาดไว้ก่อนเลยได้ไหม ถึงหนัง Step Up เรื่องต่อไป? ”ถ้าหนังเรื่องนี้ทำเงินสัก 140 – 150 ล้านเหรียญทั่วโลกละก็” เขาเปรย “คุณเชื่อได้เลยว่า กำลังจะมีหนังอีกเรื่องออกมาให้ได้ดูกัน”



แปล/ เรียบเรียงจากเรื่องของ โจล ไรอัน (Joal Ryan) จาก www.yahoo.com/movies

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.