บทวิจารณ์อัลบั้มล่าสุดของยูทูว์ Songs of Innocence อัลบั้มของคนที่ไม่ Innocence

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

U2 Songs of innocence deluxe dlSONGS OF INNOCENCE / U2
[Island Records]

ถือเป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมดนตรี เมื่อยูทูว์ ยกอัลบั้มใหม่ Song of Innocence ให้ไอทูนส์ สโตร์ (หรือแอปเปิล) ไปแจกให้ลูกค้าไอทูนส์ สโตร์ โดยส่งไปให้ในคลาวด์ของลูกค้า แล้วคลิกเอาลงมา ไม่ใช่ดาวน์โหลดฟรีผ่านไอทูนส์ สโตร์ เหมือนตอนปล่อยเพลง Invincible เมื่อต้นปี 2014

แน่ละว่ายูทูว์ ไม่ใช่วงดนตรีวงแรกที่ทำอัลบั้มแล้วแจกฟรี กับบริการใด บริการหนึ่ง แต่กับวงระดับเมเจอร์ ระดับซูเปอร์สตาร์ของวงการ การปล่อยอัลบั้มไฟล์ดิจิตอลสมบูรณ์แบบ ฟรีๆ กับไอทูนส์ยกชุดแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดนี่คือครั้งแรก ซึ่งเรื่องว่า วงจะได้ประโยชน์อะไร ยังไง แอปเปิลเสียอะไร และได้อะไรจากดีลนี้ คงต้องตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ก็อย่างที่โบโน นักร้องนำของวงว่าเอาไว้ ดีลนี้ทำให้เพลงของยูทูว์ มีโอกาสเข้าถึงผู้ฟังที่ไม่เคยคิดจะฟังเพลงของพวกเขา เพราะหนนี้เพลงใหม่เอี่ยมอ่องของยูทูว์ ที่ยังไม่เคยวางจำหน่ายที่ไหน อยู่ในมือ อยู่ตรงหน้าของคนเหล่านั้น และวิธีได้มาก็ง่ายแค่ “คลิก”

ขณะที่อัลบั้มชุดที่แล้ว No Line On The Horizon ขายได้เพียง 5 ล้านก็อปปี้ ซึ่งอนุมานเอาง่ายๆ ว่ามีคนฟังพวกเขาแค่ 5 ล้านคน กับยอดลูกค้าไอทูนส์ สโตร์กว่า 500 ล้านบัญชีที่มีสิทธิ์ได้ Songs of Innocence ฟรีๆ นั้น มีคนดูดอัลบั้มชุดนี้จากคลาวด์ไปแล้ว 33 ล้านคน….

โดยที่ยังมีก๊อกสอง กับการขายอัลบั้มแบบ “แผ่น” และขายดาวนโหลดกับเจ้าอื่นๆ (ยกเว้นไอทูนส์ที่จะได้ขายทีหลังชาวบ้านบ้าง) ในแบบอัลบั้มดีลักซ์ มีเพลงเพิ่มมาอีก 4 เพลง มีเพลงในอัลบั้มที่เป็นอะคูสติคมาให้ด้วย แล้วก๊อกสามที่เป็นไม้เด็ดตลอดกาลก็ตามมา กับทัวร์คอนเสิร์ตที่น่าจะสตาร์กันราวๆ เดือนเมษายนปีหน้า ใครที่อยากชมก็เตรียมเงินรอกันไว้

นั่นคือความสำเร็จทางธุรกิจของอัลบั้มชุดนี้ที่ ‘Win’ ตั้งแต่วันออก “ขาย” (แจก)

กับอัลบั้ม ชื่อชุดนั้นมีที่มาจากชื่อหนังสือของวิลเลียม เบลค Songs of Innocence และ Songs of Experience กวีเจ้าของแนวคิดที่ว่า คนเราเมื่อเกิดมานั้น ล้วนบริสุทธิ์ ไม่ได้มีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด และนั่นก็น่าจะบอกได้เป็นนัยๆ ว่า โบโน, ดิ เอดจ์, อดัม เคลย์ตัน และแลร์รี มุลเลน จูเนียร์ กำลังจะพาคนฟังย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาอันเยาว์วัย ก่อนที่โลกจะทำให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็นในทุกวันนี้

พวกเขาสดุดี เดอะ ราโมนส์ หรือ โจอีย์ ราโมนเอาไว้ใน The Miracle of (Joey Ramone) ชื่นชมเดอะ แคลช ในเพลง This is Where You Can Reach Me Now ที่กลายมาเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่า จากงานดนตรีในช่วงแรกของชีวิต พวกเขาได้รับอิทธิพลดนตรี ความเป็นพังค์ มาจากที่ไหนและใคร

มีทั้งภาพเรื่องราวชีวิต ความเป็นไป ความเป็นอยู่ของผู้คน ใน Cedarwood Road, Raise by Wolf หรือ Sleep Like a Baby Tonight ที่รายล้อมไปด้วยความไม่ปลอดภัย อันตราย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำรงชีวิต หรือสิ่งที่ส่งผลมาจากปัญหาทางการเมือง “It was a warzone in my teens / I’m still standing on that street / Still need an enemy / The worst ones I can’t see / You can, you can” (จากเพลง Cedarwood Road) ที่ทางออกเดียวก็คือ “You’re gonna sleep like a baby tonight / In your dreams everything is alright / Tomorrow dawns like someone else’s suicide / You’re gonna sleep like a baby tonight” (จาก Sleep Like a Baby Tonight)

แล้วหากอยากรู้ความรู้สึกของพวกเขาในวันที่เหยียบดินแดนแห่งเสรีภาพ หรือเจาะจงลงไปอีกก็สัมผัสได้จาก California (There is No End to Love) ที่เนื้อร้องบ่งบอกออกมาอย่างชัดเจน “In your bedroom, in a mirror / Watching yourself cry like a baby / California / The blood orange sunset brings you to your knees / I’ve seen for myself, there’s no end to grief / That’s how I know”

ถูก ถ้ามองว่าเรื่องราวเหล่านี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ โบโน นักร้องนำ, แกนนำ และคนแต่งเพลงหลักของวง ไม่ว่าจะเป็นความนิยมชมชอบในเดอะ ราโมนส์ หรือเดอะ แคลช กระทั่งเรื่องราวชีวิตประจำวัน ก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นละแวกบ้าน ย่านที่อยู่ของโบโนเอง แต่เมื่อพวกเขาเติบโตในแถบที่ใช้ชีวิตด้วยกัน ตั้งแต่เรียนไฮสคูล เรื่องของโบโนจึงเหลื่อมทับกับเรื่องราวของคนอื่นๆ ในวง เป็นประสบการณ์ร่วมกัน ไม่เว้นกระทั่งเรื่องรสนิยม ที่หากแตกต่าง ยูทูว์ก็คงไม่ได้เริ่มต้นในแบบนั้น จากวันนั้น อย่างที่ได้ยินกัน ส่วน The Troubles หรือ Every Breaking Waves และ Song for Someone ก็คือทัศนคติหรือมุมมอง ที่มองย้อนกลับไปในวันที่ยังสับสน ช่วงเวลาที่อยู่ในระหว่างการค้นหา หรือคิดแต่ในมุมของตัวเอง รวมไปถึงการเรียนรู้ชีวิต ประสบการณ์ต่างๆ ที่ถูกบันทึก และถ่ายทอดออกมา

ที่สุดแล้ว ดูเหมือนว่างานส่วนตัวของโบโนเพียวร์ๆ จริงๆ คงเป็น Iris (Hold Me Close) และ Volcano เพลงแรกคือเพลงที่เขาแต่งให้กับแม่ ขณะที่เพลงต่อมาบอกเล่าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากการสูญเสีย ที่ราวกับภูเขาไฟอะไรทำนองนั้น ในแบบที่เพลงแรกสามารถ “สัมผัส” กับหัวใจได้ไม่ยากเลย

นอกเหนือไปจากเรื่องราว ที่ยูทูว์ย้อนวันเก่าๆ ของพวกเขามาให้สัมผัส งานดนตรีใน Songs of Innocence ก็เป็นเหมือนบันทึกสั้นๆ สำหรับการเดินทางสายดนตรีของพวกเขา บางเพลงอาจจะเป็นสีของงานอย่าง The Joshua Tree ชัดหน่อย บางเพลงอาจจะเป็นอารมณ์เดียวกับ All That You Can’t Leave Behind บ้างอาจจะมีซาวนด์อย่างที่ได้ยินใน Zooropa หรือว่า Achtung Baby ใส่ลงมา แต่ถูกปรับแต่งให้ผสมกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว ฟังได้ลื่นตั้งแต่ต้นจนจบ

จะว่าไปแล้ว เฉพาะภาคดนตรี Songs of Innocene ก็เหมือนงานรวมฮิตของยูทูว์ดีๆ ก็คงไม่ผิด และที่สำคัญถูก “ย่อย” ให้ง่ายสำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก หรือรู้จักกับพวกเขาน้อยมาก สำหรับการเข้าถึง

กับการรอคอย ที่ทิ้งห่างจาก No Line on the Horizon ที่น่าผิดหวัง Songs of Innocence เป็นอัลบั้มที่คุ้มค่า ฟังเพลิน และหากไม่ด้อยในเรื่องความสด งานชุดนี้แพ้ The Joshua Tree, Achtung Baby หรือ All That You Can’t Leave Behind สามอัลบั้มมาสเตอร์พีซของวง ไปไม่กี่มากน้อย

ที่ตลกก็คือ ความเป็นจริง ยูทูว์ในวันนี้แทบไม่ได้เหลือร่องรอยคราบไคล ของความ “บริสุทธิ์” อยู่ในตัวอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาก็เอาความบริสุทธิ์ของตัวเอง มาขายได้อย่างไม่เคอะเขินในฐานะผู้ให้ และผู้รับก็รับมาไว้อย่างมีความสุข

นอกจากจะดูเป็นเรื่องที่ย้อนแยงแล้ว ในอีกนัยหนึ่ง พวกเขาก็คือมนุษย์ ปุถุชน ที่เป็นไปตามคอนเส็ปท์จากบทกวีและงานศิลปะของเบลคอย่างไม่ผิดเพี้ยน

โดย นพปฎล พลศิลป์
จากคอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 ตุลาคม 2558

สามารถคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On