บทสรุปสู่อนาคตของจักรวาลมาร์เวล ใน AVENGERS: ENDGAME

SHARE THIS
  • 95
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    95
    Shares

พวกเขาสร้างตอนจบที่สิ้นหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ จัดการบรรดาซูเปอร์ฮีโรทั้งหลายของชาวโลกกลายเป็นผงธุลี ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องเจอกับช่วงเวลาอันแสนทรมาน มาถึงตอนนี้ผู้สร้างสรรค์เรื่องราวในจักรวาลมาร์เวล ก็ต้องเจอกับความท้าทายสำคัญ เมื่อ Avengers: Endgame จะกลายเป็นการวางเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ ที่อาจจะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกภาพยนตร์ด้วยซ้ำ

หากโจและแอนโธนี รุสโซ มีทางเลือกในการทำงาน มันคงง่ายกว่านี้ที่จะทำให้ความรู้สึกที่ว่าสั่นคลอน และนี่คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องใหม่ของพวกเขา ที่ทั้งคู่อยากให้ทุกคนรับรู้

1. หนังเรื่องนี้ชื่อ Avengers: Endgame

2. นี่เป็นหนังภาคต่อของ Avengers: Infinity War ที่ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว

3. นี่คือหนังเรื่องที่ 22 ในจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล ที่เป็นกระบวนการสร้างเรื่องราวที่แตกกิ่งก้านสาขา แล้วเล่าขึ้นจอมายาวนาน ที่เริ่มต้นด้วย Iron Man และ The Incredible Hulk ในปี 2008 โดยไม่มีใครอยากจะพูดถึงเรื่องราวต่อจากนี้ 

ซึ่งทุกอย่าง ก็มีแค่นี้แหละ ใช่… มันมีแค่นี้จริงๆ

ลืมเจ.เจ. เอบรามส์ และกล่องลึกลับทุกใบที่เขาชื่นชอบไปซะ เพราะพี่น้องรุสโซกับมาร์เวล สตูดิโอส์จะยกระดับของความลับให้สูงขึ้นไปอีกสำหรับ Avengers: Endgame พวกเขาเผยอะไรออกมาให้รู้น้อยมาก และพูดออกมาน้อยยิ่งกว่าอีก กระทั่งชื่อหนังก็เพิ่งออกมาประกาศอย่างเป็นทางการกันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมๆ การปล่อยตัวอย่างฉบับยั่วน้ำลายตัวแรก ถึงกระนั้นคุณก็คงรู้สึกราวกับว่าพยายามแงะอะไรออกมาจากปาก จากมือของพวกเขา ถึงจะได้สิ่งเหล่านี้มา

ไม่มีหนังเรื่องสำคัญเรื่องไหนในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ทำการตลาดได้แห้งแล้งขนาดนี้ จนใกล้เดือนที่หนังออกฉายนี่ละ ถึงเริ่มปล่อยของออกมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างเต็มๆ ตัวใหม่ และคลิปต่างๆ รวมไปถึงโปสเตอร์แยกตัวละคร ที่นับรวมสปอตโทรทัศน์ที่ออกอากาศในเกมนัดชิงซูเปอร์โบว์ลด้วยก็ยังได้ นึกเอาง่ายๆ กระทั่งชื่อ ก็เพิ่งรู้กันก่อนหนังเข้าโรงแค่ 5 เดือน ยิ่งไปกว่านั้นพี่น้องรุสโซยังยอมรับหน้าตาเฉยว่า พวกเขาเคยคุยกันอย่างไม่จริงจังนักถึงความเป็นไปได้ที่จะไม่มีการทำประชาสัมพันธ์อะไรเลย “เราคุยกัน” โจ รุสโซบอก “เราพูดถึงการทำการตลาดของหนัง และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือ เราต้องเก็บความน่าประหลาดใจจากการเล่าเรื่องเอาไว้ ตอนที่ยังเป็นเด็ก ผมตีตั๋วดู Empire Strikes Back รอบ 11 โมงเช้าของวันแรกที่หนังเข้าฉาย แล้วก็นั่งอยู่ในโรงจนสี่ทุ่ม ดูหนังซ้ำไปซ้ำมา มันสร้างความประทับใจให้ผมแบบสุดๆ เพราะผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหนังที่ผมกำลังจะไปดูเลย เราถึงพยายามซึมซับประสบการณ์แบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

มาถึงตอนนี้ น่าจะทำให้มองเห็นเหตุผลที่พวกเขาปิดปากเงียบกันแล้ว เพราะพวกเขาก็ทำแบบเดียวกันนี่แหละกับ Infinity War และผลลัพธ์ก็คือ ประสบความสำเร็จมหาศาล แล้วคราวนี้พวกเขาก็จะทำตามมุกเด็ดของตัวเอง ด้วยมุกที่เด็ดกว่า และทำได้ด้วยการทำอะไรที่มากกว่าเรื่องง่ายๆ อย่างการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

เควิน ไฟกียังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่เขาเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองทำเรื่องผิดพลาดครั้งมโหฬารกับ Infinity War “ผมมั่นใจกับตอนจบแบบ 100%” ประธานของมาร์เวล สตูดิโอส์ ที่นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างหนังทุกเรื่องในขักรวาลมาร์เวล เผย “จนกระวันจันทร์ก่อนที่หนังจะออกฉาย ตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มกังวล แบบ… ‘เดี๋ยวๆ เราทำอะไรลงไปวะเนี่ย?’”

ถ้าคุณยังไม่ได้ชม Infinity War กรุณาถามตัวเองว่า ก. ฉันมานั่งอ่านบทความที่ว่าด้วยหนังภาคต่อของมันทำไม (วะ)? และ ข. เบือนหน้าหนีไปซะ เพราะสิ่งที่ไฟกี, พี่น้องรุสโซ และผู้เขียนบท สตีเฟน แม็คฟีลี กับคริสโตเฟอร์ มาร์คัสทำ ก็คือการสร้างสรรค์ตอนจบที่บ้าบิ่นที่สุดในโลกของหนังบล็อคบัสเตอร์ นับตั้งแต่ฮาน โซโลโดนแช่แข็ง และลุค สกายวอลเกอร์พบว่า พ่อของตัวเองคือผู้ชายที่ใส่หมวกคลุมทั้งหน้า แถมหายใจโคตรดัง แล้วก็ยังเป็นคนบ้าล้างเผ่าพันธุ์

มาย้อนความจำกันสักหน่อย ตลอดทั้งเรื่อง Infinity War ธานอสของจอช โบรลิน ตัวร้ายที่แสบที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ออกตามหาหินอินฟินีตี อัญมณีที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ที่หากนำมารวมกันในถุงมือพิเศษที่สร้างขึ้นให้กับเขา โดยคนแคระยักษ์ที่สำเนียงภาษาอังกฤษน่ากลัวมาก จะทำให้เขาสามารถกวาดสิ่งมีชีวิตไปครึ่งจักรวาล ได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว แล้วสิ่งซึ่งคนที่ดูแล้วรับรู้ก็คือ บรรดาคนดีที่หนึ่งของเรามากมาย ในทีมอเวนเจอร์สและพลพรรคพิทักษ์จักรวาล รวมไปถึงคนที่ยังไม่เข้าร่วมกับใครอย่างแบล็ค แพนเธอร์ และหมอแปลก สามารถรวมกำลังกันเอาชนะพลังของอัญมณีของธานอสได้… ใช่ไหม? “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การทำหนังที่ตอนจบเป็นแบบนั้น ทำให้คนดูพากันพูดว่า ‘หนังพวกนี้เดาเรื่องง่ายจะตายไป คนดีก็ชนะทุกทีนั่นแหละ’” ไฟกี เล่า “และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมก็เฝ้าคิดว่า ‘รอเดี๋ยวนะ'”

และสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามก็ปรากฏให้เห็นใน Infinity War ตัวร้ายไม่ใช่แค่ชนะ แต่ยังมีชัยได้อย่างน่าประทับใจ หลังเก็บหินทั้งหกได้ครบ ธานอสก็ดีดนิ้ว… และครึ่งหนึ่งของผู้คนในจักรวาลก็อันตรธานหายกลายเป็นฝุ่นอย่างง่ายดาย “แดน เดอลูว์ ที่ปรึกษาด้านเทคนิคพิเศษด้านภาพ กับทีมทำเทคนิคพิเศษด้านภาพของเรา เป็นคนคิดเอ็ฟเฟ็คท์กลายเป็นฝุ่น” ไฟกีเฉลย “เราไม่อยากให้ใครๆ หายตัวไปแบบง่ายๆ ซึ่งทำให้คนดูอาจจะคิดว่า พวกเขาคงถูกส่งตัวไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง มันต้องมีการนำเสนอที่ให้รู้สึกว่า หายไปแบบถาวรกว่านั้น” หนังจบลงด้วยชัยชนะของธานอส ที่นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ที่นอกชานพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วหนังก็ตัดเข้าสู่เครดิทท้ายเรื่อง นั่นละคือหนัง Infinity War หนังที่ควรมีคำเตือนบอกผู้ชมด้วยว่า กรุณาขับรถกลับบ้านด้วยความระมัดระวัง และอย่าลืมให้ทิปพนักงานเปิดประตู เพราะคุณอาจจะใจลอยจนไม่รู้เลยว่า พวกเขาอาจจะฉกอะไรบางอย่างจากรถคุณไป

“ตอนเราฉายรอบทดสอง คุณสามารถตัดสินหนังได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเสียงปรบมือที่ดังขึ้นหลังหนังจบ” ไฟกี เล่า “แต่หนังเรื่องนี้… ไม่มีอะไรเลย ไม่มีจริงๆ โรงเงียบสนิท ปฏิกริยาตอบสนองที่ดีที่สุดที่ได้รับก็คือ ‘ฉันโคตรเกลียดเลยว่ะ แต่ก็ชอบมันนะ’ หรือ ‘ฉันเกลียดอะไรแบบนี้ แต่เข้าใจนะว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนี้’”

The Empire Strikes Back คือแม่แบบของพี่น้องรุสโซอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ตอนจบของ Infinity War คือตอนจบของ Empire แบบยกกำลังหลายพัน เพราะอย่างน้อย Empire ก็จบโดยทิ้งความหวังไว้ให้กับคนดู ลุคมีมือกล และมีแผนจะไปช่วยฮาน

Infinity War ไม่มีอะไรแบบนั้น หลังการดีดนิ้ว บรรดาฮีโรตัวเป้งๆ ในจักรวาลมาร์เวลราวกับถูกดูดเข้าไปในเครื่องดูดฝุ่น หมอแปลก, สตาร์-ลอร์ดกับทุกคนในทีมพิทักษ์จักรวาล ยกเว้น ร็อคเก็ท แร็คคูน ส่วน สคาร์เล็ท วิทช์ กระทั่งแบล็ค แพนเธอร์ ที่ดูเหมือนแตะไม่ได้ หลังเพิ่งมีหนังทำเงินเป็นพันล้านของตัวเองออกฉายก่อนหน้าไม่นาน “การหายไปของแพนเธอร์ในตอนจบ เป็นเรื่องที่ช็อคคนดูมาก” ไฟกียอมรับ แล้วจากนั้นก็เป็นปีเตอร์ ปาร์เกอร์ หรือเพื่อนบ้านที่ใครๆ ก็รักในนามไอ้แมงมุม ซึ่งสลายไปในอ้อมกอดของโทนี สตาร์ค อาจารย์และคนที่เปรียบได้ดั่งพ่อ “ฉากนั้นถ่ายทำกันในวันแรกหรือวันที่สองของกระบวนการทำงานร่วมๆ 2 ปี” ไฟกีบอก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ตอนจบที่ชวนตระหนกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในนาทีสุดท้ายของการทำงาน

“หนึ่งในการตัดสินใจแรกๆ ก็คือ เราปล่อยให้ตัวละครของเราทุกตัวไม่บุบสลายไม่ได้” สตีเฟน แม็คฟีลี ผู้เขียนบทร่วมกล่าว “เพราะฉะนั้น พอแบล็ค แพนเธอร์ กับไอ้แมงมุมหายไป สิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นจากคนดูก็คือ… ‘โอ พระเจ้า พวกเขาไม่อยู่แล้ว’”

พูดกันตรงๆ ก็คือ ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็น บรรดาเหล่าอเวนเจอร์สใน Infinity War ไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ละคนถูกจู่โจมด้วยสิ่งที่ทำให้ย่ำแย่ทั้งกายและจิตใจ คำพูดสุดท้ายของหนัง เป็นคำง่ายๆ “โอ… พระเจ้า” ของสตาร์ค ขณะที่สตีฟ โรเจอร์ส หรือ กัปตันอเมริกา ทิ้งตัวลงบนพื้นด้วยอาการไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า “เขาเป็นคนของเรา ตั้งแต่เราเริ่มทำงานที่มาร์เวล” มาร์คัสเผย “เขาเป็นบาโรมิเตอร์สำหรับทีม ให้คุณมองกัปตันอเมริกาเอาไว้ ถ้าเขายังสู้อยู่ คุณก็ยังสู้ แต่ถ้าเขาหย่อนก้นลงบนพื้นสกปรกๆ แล้วพูดว่า ‘พระเจ้า’ ละก็ นั่นหมายความว่า คุณแพ้ละ”

ไฟกีให้เครดิทสำคัญเรื่องการดีดนิ้วกับจิม สตาร์ลิน ผู้สร้างสรรค์นิยายภาพ Infinity Gauntlet ซึ่งเป็นที่มาแบบหลวมๆ ของหนัง Infinity War ซึ่งมีการดีดนิ้วตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่มันต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก หากต้องการจะจบหนังด้วยอะไรแบบนั้น ไม่มีใครนึกออกว่า ไอเดียนี้เป็นของใคร แต่มันก็เป็นเรื่องที่เอามาถกกันตั้งแต่ปี 2015 แล้วเป็นอย่างน้อย “เราพูดถึงตอนจบของหนังมาปีแล้วปีเล่า” ไฟกีบอก “มันคือเหตุผลในการดัดแปลง Infinity Gauntlet แล้วอะไรที่ชวนช็อคที่สุด ที่เราสามารถทำได้ล่ะ? ก็จบมันด้วยการดีดนิ้วซิ”

แล้วก็มีความตั้งใจหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มๆ กระบวนการทำงาน ซึ่งตอนจบต้องไม่ใช่ตอนจบ “เรามีเรื่องราวเยอะมากในบทร่างแรกๆ ของ Infinity War ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยอะไรก็ตาม เราคิดว่า บางทีไม่ควรให้มีการดีดนิ้วจนกระทั่งถึงตอนจบในองก์แรกของ Endgame” แม็คฟีลีเผย แต่นั่นก็เป็นเพียงความเห็นที่เปราะบางซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หนังทำงานออกมาได้ดี Infinity War ไม่ใช่แค่หนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล แต่ยังเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ตลอดกาล โดยสามารถทำเงินถึงกว่า 2 พันล้านเหรียญทั่วโลก ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทำให้มาร์เวลสามารถทำการตลาดในแบบเล็กๆ สำหรับ Endgame ได้ในท้ายที่สุด

สำหรับการเริ่มต้นที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไฟกีแสดงความเห็นบางอย่าง ที่ค้านกับการใช้คำว่า ‘เรื่องราวที่น่าตื่นเต้น เพราะคาดเดาไม่ได้’ (Cliffhanger) กับตอนจบของหนัง “ผมเข้าใจว่าทำไมใครๆ ถึงใช้คำนี้ แต่หนังมันจบแล้ว และตอนจบของมันก็คือ ธานอสชนะ” แต่ยังมีความจริงอีกข้อที่ว่า Infinity War เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และตอนนี้พวกเราก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของเกมแล้ว

พี่น้องรุสโซมีคติพจน์ประจำใจอย่างหนึ่งในการเขียนบท “เขียนให้ตัวเองจนมุม” – “พาตัวเองไปอยู่ในสถานภาพของการเล่าเรื่อง ที่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์ในช่วงนั้นยังไง” แอนโธนี รุสโซกล่าว และได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องร่วมสายเลือดเต็มที่ “สำหรับเรา มันเป็นความตื่นเต้น เมื่อคุณพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ว่า และ… ‘เอาละ… เราไม่รู้แล้วละว่า เรื่องจะเดินหน้าไปจากตรงนี้ได้ยังไง เราเพิ่งฆ่าตัวละครไปครึ่งเรื่องมาหมาดๆ””

ถือเป็นสมมติฐานที่ใช้ได้ หากจะมองว่า พี่น้องรุสโซ, มาร์คัส กับ แม็คฟีลี จัดการพาตัวเองเข้าตาจนใน Endgame แม้แม็คฟีลีจะพูดพร้อมรอยยิ้มมุมปากว่า “ในมุมนั่นมันโคตรยากเลย” แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โจ รุสโซ บอกมาแล้วว่า บทของ Endgame เสร็จสมบูรณ์ และเป็นรูปเป็นร่างเรียบร้อยก่อนหน้า Infinity War ด้วยซ้ำ

แล้วพวกเขาเขียนบทที่พาตัวเองออกมาจากมุม ก่อนที่จะพาเข้ามุมด้วยซ้ำ “Infinity War เป็นหนังที่มีลูกตุกติกอยู่ในตัว เพราะมันเป็นเรื่องจากมุมมองของธานอส” เขากล่าว “เราทดลองกันดูว่า หนังน่าจะออกมาเป็นยังไง ผมคิดว่า เราลองทำอะไรหลายอย่างในการเล่าเรื่อง เราพยายามเล่าแบบไม่เรียงตามเวลา แล้วท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่า จะใช้หนังทุบแล้วฉกมาเป็นแม่แบบในการเล่าเรื่อง”

แม้หนังจะถ่ายทำกันต่อเนื่อง มีช่วงพักแค่ 3 สัปดาห์ระหว่างหนังทั้งสองเรื่อง แต่ Endgame จะมีความแตกต่างจากเรื่องแรกชัดเจน ทั้งโทน, สไตล์ และโครงสร้าง “Infinity War มีตัวละคร 23 คนบนโปสเตอร์” แม็คฟีลีกล่าว “ซึ่งตีความได้ถึงจังหวะในการเล่าเรื่อง และประเภทของหนัง ใน Endgame มีตัวละครแค่ 9 คนบนโปสเตอร์ใช่ไหม? เพราะฉะนั้นบางทีคุณอาจทำอะไรที่แตกต่างออกไปได้สำหรับการเล่าเรื่อง”

นอกจากนี้ Endgame ไม่ใช่งานที่เหนียมอายกับการเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจาก Infinity War “จุดเริ่มต้นกระโดดของหนังเรื่องนี้ก็คือคำถามที่ว่า ‘คุณจะไปต่อได้ยังไง เมื่อเจอกับการสูญเสียมากมายขนาดนี้?’” แอนโธนี รุสโซกล่าว “แล้วเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอะไร เมื่อก้าวไปจากประสบการณ์แบบนี้?”

เมื่อหนังเริ่มต้นขึ้น เราจะได้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยความสูญเสียจากการดีดนิ้ว สตีฟ โรเจอร์สไม่มั่นใจว่า เขาควรไปอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้ และเข้าร่วมการประชุมของผู้รอดชีวิต ธอร์ที่ใกล้เคียงกับการสังหารธานอสได้สำเร็จ แต่ก็พลาด “ไม่โทษใครเลย นอกจากเฝ้าแต่โทษตัวเอง” แม็คฟีลีเสริมด้วยว่า “เขาเตฺ็มไปด้วยความรู้สึกผิดในตัว” โทนี สตาร์คก็ไปติดแหว็กอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งมีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า อยู่ห่างไกลจากไททันดาวบ้านเกิดของธานอสกี่ล้านปีแสง และดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหาทางกลับโลก โดยอ็อกซิเจน, อาหาร และพลังงานในตัว ก็เหลือน้อยเต็มที อารมณ์ของหนังก็หดหู่ “ผมไม่อยากบอกว่า มันเป็นความวุ่นวายที่น่าหัวเราะ” แม็คฟีลีบอก “มันเป็นเรื่องราวจากสถานที่หม่นมืดกว่าที่เคย”

แต่นี่คือหนัง Avengers การนั่งดูสตีฟ โรเจอร์สนั่งอมทุกข์ร่วมๆ 3 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่าย “ใช่… ผมเสียใจนะ ที่ต้องบอกว่ามันเป็นการพบกลุ่มช่วยเหลือความยาว 3 ชั่วโมง ได้ยินผมไหม!” ไฟกีพูดแล้วหัวเราะดังสนั่น แอนโธนีบอกว่า หนังเรื่องนี้เป็นการ “เล่าเรื่องระดับมหากาพย์” ขณะที่แม็คฟีลีพูดออกมาง่ายกว่านั้น “มันก็แค่หนังที่… หนังที่… ยิ่งใหญ่ที่สุด” ท้ายที่สุดมันก็คือหนังที่ว่าด้วย บรรดาอเวนเจอร์สที่รอดตายร่วมกันต่อสู้กับธานอส ที่นั่งอย่างอิ่มเอมโดยไม่สนใจใคร มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

รายละเอียดสำหรับการโต้กลับของเหล่าอเวนเจอร์สถูกเก็บเงียบสุดๆ แต่ก็มีการคาดกันว่าน่าจะออกมาเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้ แล้วก็มีทฤษฎีต่างๆ ที่หลักๆ แล้วจะอยู่รายรอบความสำคัญที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงของมนุษย์มด ซึ่งหนสุดท้ายที่เราได้เห็นเขาก็คือ การเป็นมนุษย์ตัวจิ๋วอยู่ในมิติคู่ขนานที่เรียกว่า มิติควอนตัม (Quantum Realm) แล้วจากนั้นในตัวอย่างของหนัง เราก็รู้ว่าเขาออกมาได้ โดยเดาๆ เอาว่าน่าจะเพราะจากหนึ่งในกระแสนำ้วนของเวลา ซึ่งเขาถูกเตือนว่าระวังเอาไว้ให้ดี

เจ้ากระแสน้ำวนกาลเวลาและมิติควอนตัมนี่ละ น่าจะเป็นผู้เล่นคนสำคัญในการต่อสู้กับถุงมืออินฟินิตีของธานอส Endgame น่าจะเกี่ยวพันกับกับเรื่องของการเดินทางท่องเวลา ด้วยการให้บรรดาสมาชิกของทีมอเวนเจอร์สรุ่นแรกๆ และมนุษย์มดของพอล รัดด์ เริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญ ไปยังช่วงเวลาที่เป็นแก่นประวัติศาสตร์ของเหล่าอเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นอีกเหตุการณ์ที่นำไปสู่ตอนที่ธานอสกำลังไล่เก็บหินอินฟินิตี ในแบบที่ทำให้นึกถึงหนัง Back to the Future II แต่มีซูเปอร์ฮีโรเต็มจอ

แล้วสำหรับมิติควอนตัม จะเป็นยังไงถ้าบรรดาฮีโร่ที่กลายเป็นผงธุลีเหล่านั้นยังไม่ตาย? จะเป็นยังไงถ้าพวกเขา ถูกเก็บไว้ในหินแห่งวิญญาณ อัญมณีเม็ดสำคัญที่สุดของธานอส? แล้วจะเป็นยังไงถ้ามีวิธีนำพวกเขากลับมา ด้วยการแทรกซึมเข้าไปในหินผ่านทางมิติควอนตัม?

และอย่าลืมว่า หนังยังมีตัวช่วยคนสำคัญ กัปตันมาร์เวล-แครอล แดนเวอร์ส ของบรี ลาร์สัน ที่ในตัวอย่างที่สองของหนัง และฉากหลังเครดิตของ Captain Marvel บอกให้รู้แล้วว่า เธอมาปรากฏตัวที่ศูนย์บัญชาการของอเวนเจอร์สแทบจะในทันที ซึ่งต้องขอบคุณการส่งข้อความผ่านเพจเจอร์ข้ามจักรวาลของนิค ฟิวรี “เราได้เห็นข้อความที่ส่งไป และการตอบรับ” ไฟกีพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอมีพลังมากพอที่จะหยิกธานอสแรงๆ แบบเอาให้เจ็บ และสามารถทำให้การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเปลี่ยนแปลงได้ ในแบบที่เข้าทางเหล่าซูเปอร์ฮีโรผู้ทรงพลังของโลกมนุษย์ ที่เธอคือหนึ่งในจำนวนนั้น

นั่นคือสิ่งที่คาดกัน และนี่คือสิ่งที่เรารู้ ชื่อหนังไม่ได้มีความหมายที่ผิด แต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดถึงจุดจบของสิ่งที่ไฟกีเรียกว่า ‘มหากาพย์อินฟินิตี’ “เราต้องการสรุปเรื่องราวของหนังที่ต่อเนื่องกันมานาน ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” ไฟกีเผย “Harry Potter มีจุดจบ เพราะมันมีที่มาจากหนังสือจำนวนหนึ่ง Lord of the Rings ก็ด้วย แต่เราคิดว่า จากหนัง 22 เรื่องที่ทำมา มันยังมีอะไรสนุกๆ เกินกว่าจะเอาจุดจบมาไว้ในหนังเรื่องนี้อีกตั้งเยอะ ใช่ไหมล่ะ?”

อย่างที่รู้กัน ในเดือนกรกฎาคมนี้ หลัง Endgame ออกฉายแค่สองเดือน หนัง Spider-Man: Far From Home ก็จะเปิดตัว ขณะเดียวกัน ไรอัน คูกเลอร์ก็กำลังทำหนัง Black Panther 2 อยู่ ส่วนสก็อทท์ เดอร์ริคสัน ก็เดินหน้าสานต่อเรื่องราวของ Doctor Strange หนัง Guardians of the Galaxy 3 ก็กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง เมื่อดิสนีย์ดึงผู้กำกับเจมส์ กันน์ มารับงาน หลังไล่ออกเนื่องจากโซเชียลเป็นพิษ นอกจากนี้ก็มีข่าวลือว่า หนังนำเดี่ยวของ Black Widow จะเริ่มถ่ายทำในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีเคท ชอร์ทแลนด์กุมบังเหียน แต่มาร์เวลก็ระวังอย่างเต็มที่ ด้วยการไม่ยืนยันอะไรอย่างเป็นทางการออกมา เพราะอะไรที่บอกไปอาจไปกระทบกับ Endgame “มันไม่ใช่แค่กลายเป็นการบอกรายละเอียดของหนัง” ไฟกี เผย “มันยังเป็นการรักษาจุดโฟกัสในการทำงาน ว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่”

จักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล ยังเดินหน้าต่อหลังจาก Endgame และบางทีอาจจะอยู่ยงคงกระพันกว่าอายุขัยของพวกเรา ไฟกีเคยพูดถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นจอของซูเปอร์ฮีโรที่ไม่ต่างไปจากพระเจ้า The Eternals ของแจ็ค เคอร์บี ที่ถูกกล่าวถึงบ้างในบางครั้ง แล้วถ้าการรวมกิจการของดิสนีย์/ ฟ็อกซ์ เรียบร้อย X-Men กับ Fantastic Four ก็จะกลายมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เพิ่มขึ้น

แล้วหนังเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน?

อย่างที่ไฟกีเคยบอกเอาไว้ ว่ามันเป็นยิ่งกว่าการจบบท หลายปีนับจากนี้ มหากาพย์อินฟินิตี จะถูกมองว่าเป็นหนังสือเล่มแรกในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ที่บางทีอาจจะมีหนัง Avengers อีกเรื่อง แต่ในตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น และอาจจะไม่ขึ้นจอด้วยตัวละครจากหนังเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ “เรามีดินแดนที่หลากหลาย ซึ่งเป็นไปได้ว่ามากกว่าที่ใครเคยมีมาก่อน ในความหมายของภาพยนตร์ชุดที่สร้างต่อเนื่อง” คริสโตเฟอร์ มาร์คัสบอก “จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ยังคงอยู่สืบต่อไป ใครบ้างที่จะเข้ามาอยู่ในจักรวาลนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ตายตัว และพัฒนาไปได้เรื่อยๆ เพราะทุกเรื่องราวล้วนมีความเชื่อมต่อกัน คุณไม่สามารถรีบูทหนังเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้ เพราะเนื้อหาทุกส่วนทำงานร่วมกัน สิ่งต่างๆ ถูกสานต่อไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนกับชีวิต การสูญเสียเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และการเปลี่ยนแปลงก็มีอยู่จริงเช่นกัน”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บรรดาอเวนเจอร์หกคนแรก มนุษย์เหล็ก, กัปตันอเมริกา, มนุษย์จอมพลัง, ธอร์, แบล็ค วิโดว์ และฮอว์คอาย ล้วนถูกเก็บเอาไว้ให้มีชีวิตอยู่โดยพี่น้องรุสโซ ซึ่งดูแล้วมีเมตตามากกว่าธานอสเยอะ กลายเป็นว่าหนังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สำรวจตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย “คนเยอะมากคิดว่า กัปตันคงไปแล้วล่ะใน Infinity War” ไฟกียอมรับ แต่ในเรื่องอารมณ์มันก็จริง เพราะ “โอ… พระเจ้า” ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นหนึ่งคำกล่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา “ส่วนมนุษย์เหล็ก ก็แทบไม่ได้พูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลยในช่วงครึ่งขั่วโมงสุดท้าย เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่บรรดาตัวละครต่างๆ และอเวนเจอร์สหกคนแรก ก็ยังมีความสำคัญมากๆ ใน Endgame ทั้งในแง่ส่วนตัวและการสร้างอารมณ์ร่วม”

แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ซุกซ่อนเอาไว้ในรายละเอียด ความสนุกอยู่ที่ว่า มันจะออกมายังไง? ไม่ใช่เพราะอะไร? แล้วถ้าเป็นนักพนัน คุณก็มีตัวเต็งในมือไม่กี่รายแล้วในตอนนี้ สตีฟ โรเจอร์สน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ต้องไป เมื่อคริส อีแวนส์ทวีตอำลาในฐานะตัวละครไปแล้วเรียบร้อย โรเบิร์ท ดาวนีย์ จูเนียร์ก็เป็นโทนี สตาร์คมานานกว่าทศวรรษ และเขาก็น่าจะเตรียมตัวอำลาซะที โดยใน Avengers ภาคแรก เขาก็เล่นบทผู้เสียสละที่ทำให้เกือบจบชีวิตมาแล้ว โยฮานส์สันอาจได้อยู่ต่ออีกสักพัก แต่อนาคตของคริส เฮมสเวิร์ธ, เจเรมี เรนเนอร์ และมาร์ค รัฟฟาโล ยังคงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แล้วหากจะมองว่า อเวนเจอร์สคนไหนที่ควรจะได้ไปต่อ ชัดเจนว่าในหนังสือเล่มที่สองของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล คนสำคัญๆ ก็คือบรรดาคลื่นลูกใหม่ทั้งหลาย แบล็ค แพนเธอร์, กัปตัน มาร์เวล, ไอ้แมงมุม, หมอแปลก และอีกหลายๆ คนที่รอการแนะนำตัว

การเดินหน้าหลังจากหนึ่งทศวรรษและการเปลี่ยนแปลงผ่านไป ไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดไฟกีเองก็ดูท่ายังไม่พร้อมที่จะก้าวด้วยซ้ำ เขายังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ดูแลจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล แต่พี่น้องรุสโซพร้อมแล้วสำหรับชีวิตหลังมาร์เวล ทั้งคู่เปิด อักโบ บริษัทสร้างภาพยนตร์ของตัวเอง โดยพาแม็คฟีลีกับมาร์คัสมาทำงานด้วย มอบตำแหน่งประธานร่วมในส่วนของการวางเนื้อหาให้ทั้งสองคน แล้วก็มีภาพยนตร์ในมือพร้อมจะเดินหน้าอยู่หลายเรื่อง แถมส่วนใหญ่ยังได้นักแสดงจาก Avengers เป็นดารานำ เช่น Dhaka ที่มีคริส เฮมสเวิร์ธ และ 17 Bridges ซึ่งได้แชดวิค บอสแมนมาเล่น แต่พวกเขาอยากจะจากไปโดยที่อยู่ในจุดสูงสุด “แอนธ์ (แอนโธนี) และผมทำงานทั้งวันทั้งคืนมาตลอด 7 ปีจนถึงวันนี้ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า เราได้นำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม” โจ รุสโซเผย เห็นได้ชัดว่าหนังเรื่องนี้ทำเงินมหาศาลให้กับพวกเขา การได้ยินเรื่องราวที่ไม่ต่างไปจากการเสียสละของมนุษยชาติอันแสนยิ่งใหญ่ของทั้งคู่แบบนี้ อย่าเผลอหลั่งน้ำตาให้พวกเขาล่ะ

“โดยกระบวนการตามปกติ ในช่วงเวลานี้ของการทำงาน เรามักจะสั่งบานานา สปลิทมากินกัน อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์” โจ รุสโซพูดพร้อมเสียงหัวเราะ “นั่นคือการผ่อนคลายความเครียดของพวกเรา แต่เราลืมทำอะไรแบบนั้นไปแล้ว”

แต่เชื่อเถอะ หากฝุ่นที่ฟุ้งตลบจางลง บานานาสปลิทถ้วยต่อไปที่พวกเขาสั่ง มันจะไม่มีทางอร่อยไปกว่านี้แน่ๆ

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง บทสรุปสู่อนาคตของจักรวาลมาร์เวล ใน AVENGERS: ENDGAME นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1278 ปักษ์หลัง เมษายน 2562


SHARE THIS
  • 95
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    95
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On