วงทรีโอ ที่มีนักแสดงตาสวย Jared Leto เป็นแกนนำ ทั้งร้องและเล่นดนตรี รวมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ Shannon Leto และ Tomo Milicevic ที่ออกผลงานมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่งานชุดแรก 30 Seconds to Mars เมื่อปี 2002 โดยทิ้งช่วงห่างระหว่างอัลบัมราวๆ 3-4 ปี
อัลบัมแรกอาจประสบความสำเร็จในวงแคบๆ แต่งานชุดที่สองในปี 2005 Beautiful Lie พาพวกเขาแจ้งเกิดสำเร็จ ขณะที่ This Is War อัลบัมที่สามในอีกสี่ปีต่อมา ก็ฉายให้เห็นความสามารถทางด้านดนตรีของพวกเขาชัดขึ้น เนื้อดนตรีเป็นเรื่องเป็นราว มีการทดลองต่างๆ แสดงถึงอิทธิพลดนตรีที่พวกเขาได้รับมา และผสมผสานกลายเป็นตัวตนของตัวเองได้อย่างลงตัวและกลมกลืน
อัลบัมชุดที่สี่ Love, Lust, Faith and Dreams เมื่อปี 2013 เธอร์ตี เซคันด์ส ทู มาร์สก็ติดลมบน พวกเขาประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และยอดขาย งานถูกนำไปเทียบกับวงรุ่นใหญ่มากมาย อาทิ Pink Floyd, The Cure, Tool และ U2 จากตัวอัลบัมที่มีการวางคอนเส็ปท์เอาไว้เป็นอย่างดี ขณะที่เนื้อเพลงก็มีความเป็นปรัชญาและมีเรื่องราวทางจิตวิญญาณ ดนตรีก็เปลี่ยนจากงานในแบบอัลเทอร์เนถีฟ ร็อค มาเป็นงานที่ฟัง “ใหญ่” มากขึ้น ใส่ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์กว่าที่เคยเป็น แต่ที่ไม่ต่างไปเลยก็คือ พวกเขายังคงสนุกกับการทดลองทางด้านดนตรี
กับงานชุดที่ห้า America แม้จะดูเหมือนหาทางที่ใช่ หรือความลงตัวในงานตัวเองเจอแล้วจาก Love, Lust, Faith and Dreams แต่เลโทกับเพื่อนๆ ก็ยังไม่หยุดการทดลองทางดนตรี ที่อัลบัมชุดนี้ซาวนด์ดนตรีของพวกเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง ตัวดนตรีฟัง “เล็ก” ลง แต่ก็ยังคงความเป็นงานแบบดรามาติคเอาไว้ หากมีความเป็นงานตามยุคสมัยมากขึ้น ตัวคอนเส็ปท์นั้นแข็งแรง โดยเลโทพูดถึงงานชุดนี้ว่า “ผมอยากทำอัลบัมที่คอนเส็ปท์เป็นเรื่องอเมริกา เพื่อสำรวจความดี, เลว และอัปลักษณ์ของมัน”
จากเรื่องราวที่เลโทนำเสนอ ก็มีทั้งการเมือง จากซิงเกิลแรก “Walk on Water” งานเพลงอิเล็กทรอนิกส์ แบบงาน Anthem, เรื่องความสัมพันธ์ที่ไปด้วยกันไม่ได้ ที่นำชีวิตไปสู่อันตราย หรือความไม่มั่นคงใน “Dangerous Night” เพลงป็อปเน้นจังหวะจะโคนกับเสียงร้องของเลโทเป็นหลัก, “Rescue Me” เนื้อหาก็มาพร้อมกับแง่มุมในทางปรัชญา ที่ว่าด้วยความพยายามหลุดพ้นจากสิ่งต่างๆ ด้วยการขายตัวตนของตัวเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ “ใช่” สักเท่าไหร่ เรียกได้ว่ามีทั้งเรื่องใหญ่ในระดับมหภาคและเรื่องเล็กๆ ในระดับเรื่องส่วนตัว
นอกจากซาวนด์ของงานจะฟังเล็กลง และเป็นงานตามเทรนด์แล้ว เป็นครั้งแรกที่เธอร์ตี เซคันด์ส ทู มาร์ส มีแขกรับเชิญในอัลบัมจริงๆ (ไม่นับการทำงานกับ Kanye West ในเพลง Hurricane ที่เป็นเพลงโบนัสแทร็ค ไม่ใช่เพลงในอัลบัม This Is War) คนแรกก็คือ A$AP Rocky – “One Mind Track” ดนตรีเนิบนาบ กับบีทหนืดๆ แบบงานฮิพ-ฮ็อพผสมอาร์แอนด์บี แต่ที่ทำให้เพลงนี้ชวนหูก็คือ เสียงกีตาร์โซโลในแบบคลาสสิคช่วงท้ายเพลง ส่วน “Love Is Madness” ที่ได้ Hasey มาร่วมงาน จะฟังป็อปมากกว่า หากก็ผสมผสามความหนักหน่วงแบบร็อค หรือซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ที่จริงจังลงมาในเพลง ทำให้หลุดไปจากการเป็นงานป็อปตามสมัย และมีตัวตนอยู่ในเนื้องาน
America อาจจะไม่ใช่งานที่ฟังสนุก ติดหู จากความพยายามผสมผสานสิ่งที่ต่างๆ เข้ามาไม่ต่างไปจากงานทดลอง แม้จะมีความเป็นงานในกระแสอยู่ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าพวกเขาทำงานในลักษณะนี้มาโดยตลอด เพียงแต่คราวนี้อาจจะไม่ลงตัวนัก และไม่เข้าหู แต่ในแง่ของไอเดีย และคุณภาพของการเป็นศิลปินแล้ว ถือเป็นความพยายามที่หากไม่ได้คะแนนเต็มก็ให้ได้ใกล้ๆ ประมาณนั้น
โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง America งานใหม่กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปของ Thirty Seconds to Mars คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 17 เมษายน 2561
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















