ฟังไปแล้ว – CAUSE AND EFFECT การรอคอยที่สมค่ากับเวลาของ Keane

SHARE THIS
  • 33
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    33
    Shares

CAUSE AND EFFECT / Keane
[Island Records/ Universal Music]

แม้จะออกอัลบัมแรก Hopes and Fears งานสร้างชื่อมาในปี 2004 แต่หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของ Keane วงดนตรีจากเกาะอังกฤษวงนี้ เริ่มต้นกันตั้งแต่ปี 1995 ในนาม Lotus Eater แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็น Cherry Keane ตามเพื่อนแม่ของทอม แชพลินที่บอกให้เขาและทิม ไรซ์-อ็อกซ์ลีย์ แกนนำคนสำคัญของวง ที่เป็นเพื่อนกันมานาน ทำตามความฝันของตัวเอง หลังเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และมอบเงินให้กับครอบครัวของแชพลินอีกต่างหาก ก่อนจะตัดเหลือเพียงคีน อย่างที่รู้จักกันทั้งโลก

นั่นก็ใช้เวลาเกือบๆ 1 ทศวรรษเลยทีเดียวกว่าพวกเขาจะมีอัลบัมแรกออกมา และก็ต้องบอกว่าสมกับการใช้เวลาบ่มเพาะ เมื่อ Hopes and Fears ประสบความสำเร็จงดงาม ไม่ว่าจะขึ้นไปถึงอันดับ 1 ชาร์ทอัลบัมของสหราชอาณาจักร, เป็นอัลบัมขายดีบนเกาะอังกฤษประจำปี 2004 อันดับที่ 2 แพ้เพียงงานชุดแรกของ the Scissor Sisters แถมหลังจากคว้ารางวัลอัลบัมยอดเยี่ยมจากเวทีบริท อวอร์ดส์ ตอนต้นปี 2005 งานชุดนี้ก็กลับมาขึ้นอันดับหนึ่งอีกหน แล้วก็มีเพลงฮิตอมตะสำหรับวงการเพลงยุคใหม่ อย่าง “Somewhere Only We Know” หรือ “Everybody’s Changing” ที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นคีนออกผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Under the Iron Sea (2006), Perfect Symmetry (2008) และตามด้วย Strangeland ที่ออกในปี 2012 ซึ่งถือว่าทิ้งช่วงห่างการออกอัลบัมที่นานที่สุดของพวกเขา ก่อนจะถูกทำลายลง เพราะกว่าคีนจะมีอัลบัมชุดใหม่ อัลบัมชุดที่ 5 Cause and Effect ให้ได้ฟังกันในปีนี้ ก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีเลยทีเดียว

จากอัลบัมแรก Hopes and Fears แม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่ เพิ่งมีผลงานออกมา คีนสามารถสร้างความโดดเด่น แสดงลายเซ็นในเนื้องานให้โลกได้รับรู้ จากการเป็นวงร็อคที่ไม่ได้มีเสียงกีตาร์อันวูบวาบ เช่นเดียวกับหลายๆ วงในยุคนั้น หากใช้เสียงเปียโนของไรซ์-อ็อกซ์ลีย์ เป็นหัวหอกสำคัญ ที่ทั้งแตกต่างจากวงดนตรีร็อคในยุคเดียวกัน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวง เข้ากันกับเสียงร้องที่ไม่ได้แผดกร้าว หากออกไปทางนุ่นนวล ติดจะหม่น และสัมผัสได้ถึงอารมณ์ข้างในของทอม แชพลินได้เป็นอย่างดี

ในอัลบัมต่อๆ มา โทนของเพลง หรือบรรยากาศของอัลบัมจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง เครื่องดนตรีในรูปแบบอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น บรรยากาศของเพลงฟังทึม เข้มขรึม ซีเรียส กว่าที่เคยเป็น หรืออะไรก็ตาม เสียงเปียโนของไรซ์-อ็อกซ์ลีย์ก็ยังคงได้ยินในเพลงของคีนเสมอ ต่างแค่บทบาทที่ได้รับ จะเป็นพระเอก, พระรอง, ตัวประกอบ หรือเอ็กซ์ตรา ก็ว่ากันไป

ใน Cause and Effect กับเรื่องของดนตรี คีนดูจะไม่ยึดติดหรือวางกรอบการทำงานเอาไว้แน่นหนานัก ว่าต้องมีซาวนด์แบบนั้น หรือบรรยากาศแบบนี้โดยจำเพาะเจาะจง เหมือนเช่นที่เคยได้ยินในบางอัลบัมก่อนๆ ที่บางชุดพอจะขยับทำเพลงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ก็พยายามใช้เครื่องสังเคราะห์ทั้งหลายให้มากกว่าที่เคยเป็นเต็มๆ ในงานชุดนี้จึงได้ยินเพลงที่มีความหลากหลายในเรื่องของการเรียบเรียง เรื่องของการวางเครื่องดนตรีหลัก ที่แตกต่างกันไป

ไม่ต่างไปจากเบ้าหลอมรวมทุกอย่างที่เคยได้ยินในอัลบัมของคีน

จาก “You’re Not Home” ที่ฟังกรุ้งๆ กริ้งๆ แต่รู้สึกเศร้าเหลือเกิน ช่วยให้ภาพบ้านที่เคยแสนสุขที่แปรเป็นความหม่นหมองปรากฏขึ้นชัดเจน แล้วเมื่อรับต่อด้วย “Love Too Much” เพลงป็อปสนุกๆ ที่หากถอดเสียงร้องออก ก็คงไม่พ้นนึกถึงเพลงของศิลปินป็อปทั้งหลาย เช่น เทย์เทย์, น้องแข หรือน้องลิปา แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องราวนั้นตัดกับดนตรีที่ฟังคึกคัก กับเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว พังทะลาย

“The Way I Feel” ถึงดนตรีจะสนุก ฟังใส ในบรรยากาศคล้ายๆ ที่เคยสัมผัสจาก Hopes and Fears หากก็พูดถึงความสับสนในตัวเอง รวมถึงตัวตนที่เป็น ซึ่งต่างจากที่คนอื่นๆ มองเข้ามา

อีกสามเพลงต่อมา “Put the Radio On”, “Strange Room” และ “Stupid Things” คีนจะพาคนฟังจมไปกับเนื้อหาและดนตรีที่กลมกลืนไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโทนดนตรีหม่นๆ ชวนอึดอัด มีบรรยากาศดนตรีภารตะฉุนหูของเพลงแรก ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครสนใจใคร ฟังใครอีกต่อไป ส่วนงานบัลลาดเนิบๆ ในลีลาวอลทซ์ของเพลงที่สอง ก็จะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความประมาทและความไม่ระมัดระวังตัว ก่อนจะปิดด้วยเพลงที่มีจังหวะจะโคน บรรยากาศคลี่คลาย สดใสกว่าเดิม ที่ไม่ต่างไปจากการสารภาพของใครบางคนที่ทำอะไร ‘โง่ๆ’ อย่างที่ชื่อเพลงว่าเอาไว้

หากไล่เรียงต่อถึงบรรดาเพลงต่างๆ ที่เข้ามารับ สามเพลงนี้ก็ไม่ต่างไปจากจุดเปลี่ยนของอัลบัม หรือจุดพลิกผันของเรื่องราว เมื่อเพลงหลังจากนี้ ในทางดนตรีหากเทียบเคียงกัน เครื่องดนตรีสังเคราะห์ถูกรับรู้ได้มากขึ้น เนื้อเพลงคลี่คลายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น พูดถึงเรื่องการยอมรับกับสิ่งที่เป็นไปในชีวิต โดยไม่ต้องไปซีเรียสกับเป้าหมาย หรือความตั้งใจที่อยากเป็นให้มากความใน “Phases”, เพลงรักที่ว่าด้วยลูกสาวของ ไรซ์-อ็อกซ์ลีย์ “I’m Not Leaving”, ส่วน “Thread” ก็คือการร่ำลาคนรักหลังความสัมพันธ์แขวนบนเส้นด้ายมานาน โดยขอให้จากกันด้วยการจดจำสิ่งที่ดีในตัวเองเอาไว้

ที่พอถึงสองเพลงสุดท้าย (ไม่นับเพลงโบนัสแทร็คและเพลงแถมทั้งหลาย) คีนก็กลับมาด้วยเพลงที่เดินไปในทางเดียวกันทั้งเนื้อหาและดนตรีดนตรีอีกครั้ง เริ่มจากงานฟังสบายๆ เมโลดีสวยๆ ให้เคาะมือ-เคาะเท้าได้เบาๆ “Chase the Night Away” ซึ่งเรื่องราวเปี่ยมไปด้วยความหวัง ให้กำลังใจ “You can chase the night away. Guess I’m trying to say. You heal me like the light of day. You can keep me searching on. You say it won’t be long. ’Til all the pain we felt is gone. It won’t be long.”

แล้วก็จบลงด้วย “I Need Your Love” ที่มีลักษณะของเพลงปลุกใจ จากจังหวะมาร์ชที่ฟังขึงขัง เนื้อร้องเปี่ยมไปด้วยความหวัง ว่าความรักที่จากไปจะกลับมา ไม่ต่างไปจากการอำลาที่ยังมีแสงสว่างอยู่ที่ปลายทาง พาให้อัลบัมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัดแย้งพลิกผัน ราวกับนั่งรถไฟเหาะมาโดยตลอด ปิดจบลงสวยๆ

โดยที่การร้อยเรียงสร้างงานมีคอนเส็ปท์ชัด ทั้งเรื่องราวและดนตรี ที่แสดงให้เห็นว่า จากอัลบัม 5 ชุด ในเวลา 15 ปี คีนที่ประกอบด้วย ทอม แชพลิน, ทิม ไรซ์-อ็อกซ์ลีย์, ริชาร์ด ฮิวจ์ส และเจสซี ควิน นอกจากจะทำงานที่ห่างไกลคำว่าน่าผิดหวัง พวกเขายังทำให้การรอคอยที่ยาวนานกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่การรอด้วยความหวังและหวาดหวั่น เมื่อผลงานที่ออกมามีเหตุและผล

และสมค่ากับเวลาที่เป็น

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์แนะนำ-นิตยสารสีสัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 1 กันยายน 2563


SHARE THIS
  • 33
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    33
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On