ฟังไปแล้ว – FATHER OF THE BRIDE ลูกกวาดอร่อยลิ้นจาก Vampire Weekend

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

FATHER OF THE BRIDE / Vampire Weekend
[Spring Snow/ Columbia Records]

เปิดตัวในปี 2008 ด้วยอัลบัมที่ใช้ชื่อวงเป็นชื่อชุด และสามารถสร้างที่ทางให้กับตัวเองได้สำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในเรื่องของความสำเร็จ ที่มีเพลงฮิตเป็นแผง อย่าง “Mansard Roof”, “A-Punk”, “Oxford Comma”, “Cape Cod Kwassa Kwassa” และ “The Kids Don’t Stand a Chance” ทั้งในเรื่องการสร้างตัวตนทางดนตรีให้โลกรู้จัก กับเนื้องานที่ผสมผสานแนวทางดนตรีหลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นป็อป, อิเล็กทรอนิกส์, ร็อค หรือเพลงเต้นรำ กระทั่งเวิร์ลด์ มิวสิค จนกลายเป็นป็อปที่มีลักษณะเฉพาะตัว

งานชุดที่สอง Contra ในปี 2010 ทำให้ เอซรา โคนิก (ร้องนำ/ กีตาร์), คริส ทอมสัน (กลอง), คริส บายโอ (เบส) และ รอสแตม แบทแมนกลิจ ที่เล่นดนตรีได้หลากหลาย ซึ่งรวมตัวกันในนาม Vampire Weekend มีอัลบัมอันดับ 1 ในบิลล์บอร์ดชาร์ท ขณะที่ดนตรีของพวกเขาก็ขยับปรับเปลี่ยนไป โทนเคร่งขรึมกว่าเดิม และดูจะสนุกกับการเล่นจังหวะจะโคนของดนตรีเป็นพิเศษ จนกลายเป็นความโดดเด่นของงานชุดนี้ ที่ยังได้รับคำชมจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์เหมือนเดิม

สามปีต่อมาแวมไพร์ วีคเอนด์กลับมาด้วย Modern Vampires of the City งานชุดแรกที่พวกเขาใช้บริการคนนอก แอเรียล เรชท์ชาอิด มาร่วมโปรดิวซ์ หลังจากสองอัลบัมก่อนเป็นหน้าที่ของแบทแมนกลิจเพียงคนเดียว โดยความแตกต่างจากงานชุดก่อนๆ เหมือนจะบอกเอาไว้เป็นนัยๆ ตั้งแต่ภาพปกอัลบัม ที่เป็นภาพขาว-ดำ เมื่อดนตรีฟังจริงจัง มีความหม่นทึมเจือปน ตัวเพลงเป็นงานเมนสตรีมมากขึ้น การเรียบเรียงก็ทำให้เพลง ‘ใหญ่’ กว่าที่เคยรู้สึกจากอัลบัมแรก หากก็ยังได้รับการตอบรับที่ดี ไปได้สวยทั้งเงินและกล่อง เมื่อเป็นอัลบัมที่สองของพวกเขาที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ทบิลล์บอร์ด คำวิจารณ์ปลาบปลื้มกระหึ่ม รวมไปถึงคว้ารางวัลแกรมมีสาขาอัลบัมอัลเทอร์เนถีฟยอดเยี่ยมมาครอง

และปีนี้ก็คือเวลาของ Father of the Bride งานชุดแรกของพวกเขาที่ออกกับค่ายเพลงเมเจอร์ งานชุดแรกที่ไม่มีแบทแมนกลิจในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของวง หากยังคงทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ทั้งแต่ง และโปรดิวซ์บางเพลงกับวง และเป็นงานชุดแรกของพวกเขาที่ใช้โปรดิวเซอร์คนนอก อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่ว่าจะเป็น สตีฟ ลาซี สมาชิกของวง The Internet, เดฟ แม็คโคลวิทช์ จากวง Chromeo, ดีเจ ดาฮี ที่เคยทำเพลงกับเดรคมาแล้ว, มาร์ค รอนสัน, บลัดป็อป ที่เคยร่วมงานกับมาดอนนา และจัสติน บีเบอร์ โดยมีเรชท์ชาอิดเป็นแกนหลักคู่กับโคนิก

ที่น่าจะเป็นคำตอบต่อข้อสงสัยถึงความหลากหลายของรายละเอียดทางดนตรี ที่อยู่ภายใต้ซาวนด์โทนเดียวกัน มีความเป็นงานแบบเมนสตรีมกว่าที่เคยเข้าไปใกล้ใน Modern Vampires of the City รวมไปถึงมีสัมผัสของอิทธิพลที่เป็นรากดนตรีอเมริกันมากขึ้น แล้วถึงจะฟังเคร่งขรึม จริงจัง หากก็รู้สึกถึงความสดใสกว่าที่เคยเป็นในอัลบัมชุดก่อนหน้า เมื่อดนตรีฟังโปร่งโล่ง เครื่องดนตรีอะคูสติกมีบทบาทมากกว่าเดิม จนซาวนด์ดนตรีฟังต่างไปจากงานทั้งสามชุดก่อนหน้าชัดเจน

และแวมไพร์ วีคเอนด์ก็บอกถึงความเปลี่ยนแปลงกับแฟนๆ และคนฟังตั้งแต่เพลงแรกในชุด “Hold You Now” ที่ได้แดเนียลล์ ไฮม์ จากวง Haim มาร่วมร้องและฮาน ซิมเมอร์ร่วมแต่งเพลง งานโฟล์คใสๆ เพลงนี้ มีกลิ่นไอของดนตรีคันทรีโชยมาเบาๆ แล้วก็มีท่อนคอรัสที่ราวกับเป็นงานกอสเพลเข้ามารับ ท่อนร้องก็เป็นการโต้ตอบของสองตัวละครในเพลง ถึงเหตุการณ์ในงานแต่งงาน ที่กลายเป็นจุดจบของความรัก และสามารถแสดงมุมมองที่แตกต่างของคนสองคน-สองเพศได้เป็นอย่างดี แล้วอีกสองเพลงที่แดเนียลล์มาร้องร่วมในงานชุดนี้ ก็ยังชัดในเรื่องอิทธิพลดนตรีแบบอเมริกัน

“Married in a Gold Rush” พีดัล, เสียงร้องขึ้นจมูก, เสียงไวโอลิน รวมถึงจังหวะจะโคน ให้นึกถึงอะไรไม่ได้เลยนอกจากอิทธิพลของดนตรีคันทรี

“We Belong Together” ที่ว่าด้วยของซึ่งแตกต่างกันสุดขั้วแต่ต้องมีคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นสีขาว-ดำ, กลางวัน-กลางคืน, ทรายกับทะเล ก็ให้สัมผัสแบบงานโฟล์ค-ร็อค ดนตรีอาจจะฟังเรียบง่ายแต่ก็มีลูกเล่นมากมายในส่วนของการเรียบเรียงซ่อนเอาไว้

กระทั่งเพลงอื่นๆ อย่าง “Stronger” ที่ฟังไม่ต่างไปจากเพลงอเมริกัน-ป็อปของวัยทีน แวมไพร์ วีคเอนด์ก็วางรายละเอียดดนตรีไว้ยุ่บยั่บ ที่พอให้เวลากับมันแบบเต็มๆ “Stronger” แข็งแรงเกินกว่าจะเป็นเพลงป็อปวัยรุ่นธรรมดาๆ จริงๆ หรือ “This Life” ซาวนด์กีตาร์ที่ใช้ ก็ทำให้นึกถึงงานในยุคร็อคแอนด์โรลล์เฟื่องฟู ที่มีศิลปินอย่าง จอห์นนี แคช หรือบัดดี ฮอลลี เป็นหัวขบวน

แต่งานดนตรีอเมริกัน ที่อยู่ในงานชุดนี้ ล้วนถูกปรับแต่งให้ผสมกลมกลืนกับสไตล์เพลงของแวมไพร์ วีคเอนด์ ในแบบที่รู้สึก นึกถึง ก็จริง แต่ก็ฟังสดหรือแปลกหูกว่าที่เคยได้ยิน

ทำให้อัลบัมซึ่งฟังรื่นรมย์ เริงร่าชุดนี้ มีทั้งความคุ้นชิน และกลิ่นใหม่ๆ ฟังผ่อนคลาย มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้ ‘ว้าว!’ เบาๆ เป็นระยะ จนลืมไปเลยว่า เนื้อหา เรื่องราวในงานชุดนี้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นขั้วอารมณ์หรือสีตรงกันข้ามกับที่ดนตรีเป็น อย่างน้อยก็ไม่ได้ผ่อนคลายหรือสบายๆ เช่นที่ดนตรีทำให้รู้สึก

ดูไปถึงการสร้างเรื่องราว และมุมมองของเพลง ก็บอกได้เลยคมคาย ช่างคิด เช่นที่ว่าเอาไว้แล้วใน “Hold You Now” หรือ “We Belong Together” ขณะที่ “This Life” ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในชีวิต “Rich Man” ก็คือมุมมองที่มีต่อคนรวย คนมีเงิน ที่น้อยคนนักจะรู้จักหยุดหรือพอใจ ที่บอกเล่า-เปรียบเทียบผ่านหลักไมล์ของความรวยในระดับตัวเลขต่างๆ

ซึ่งล้วนเป็นเรื่องราวที่ตัดกับดนตรีใสๆ ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ ที่ปั้นให้ Father of the Bride เป็นเหมือนลูกกวาดสีสวยหนักสารอาหารข้างใน ทั้งดนตรี ทั้งเนื้อหา แถมต่อให้ไม่รู้สึกว่ามีก็ไม่เป็นไร เมื่อรสชาติยังกลมกล่อม ลิ้มรสได้อร่อย ตั้งแต่เริ่มแตะลิ้นไปจนถึงหมดสิ้นในปากอย่างที่เป็น

โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ฉบับที่ 9 ปีที่ 30 พฤษภาคม 2562


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On