SEE THROUGH/ Hard Boy
[Gene Lab/ GMM Music]
“แกลม เมทัล (หรือที่รู้จักกันในนาม แฮร์ เมทัลหรือพ็อป เมทัล) คือ แนวดนตรีย่อยของเฮฟวี เมทัล ที่ท่อนฮุกและริฟฟ์กีตาร์ได้รับอิทธิพลจากดนตรีพ็อป เป็นเพลงร็อคสนุก ๆ และเพลงบัลลาดช้า ๆ ที่หยิบยืมภาพลักษณ์และแฟชันมาจากงานแกลมร็อคในยุค 1970”
ย่อหน้าแรกที่เป็นคำจำกัดความสั้น ๆ ถึงงานดนตรีแกลม เมทัล บนเว็บไซต์วิกีพีเดียว่าเอาไว้เช่นนั้น และหากในวงเล็บเติมคำว่า แฮร์แบนด์ ที่ไม่ได้หมายถึงยางรัดผม* รวมเข้าไว้ด้วยก็น่าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (*อือม… หรือบางทีจะหมายความรวมยางรัดผมไว้ด้วยก็คงไม่ผิด เพราะรูปลักษณ์ของศิลปินในทางนี้ก็คือ หนุ่มหน้าสวยผมยาว ที่มีทั้งปล่อยสลวยหรือดัดปล่อยให้เคลียคลอมาจนถึงไหล่ หรือไปไกลถึงหลัง และยางรัดผมก็เป็นของมันต้องใช้อะนะ :D)
ยุคทองของแกลม เมทัลคือช่วงปลายยุค 70 ไล่มาถึงยุค 80 ศิลปินหัวแถวก็อย่าง บอน โจวี (Bon Jovi), สคิด โรว์ (Skid Row), ซินเดอเรลลา (Cinderella), กันส์ เอ็น โรเซส (Guns N’ Roses), พอยซัน (Poison), ม็อตลีย์ ครูว์ (Motley Crue) ที่หลายวงโดดเด่นในเรื่องของลุกแบบหนุ่มหน้าสวยผมยาวสลวยอย่างที่ว่าไว้ แล้วก็ใส่เครื่องประดับกระจุกกระจิกมากมาย ขายความเป็นชายกลาย ๆ ที่บางรายหากลงลึกไปอีกก็จะถูกจับไปอยู่ในแนวทางย่อยกว่านี้ เช่น แอลเอ เมทัล บางวงก็เป็นศิลปินต้นทางที่อยู่ยงคงกระพันมาจนถึงยุคนี้ อาทิ อลิซ คูเปอร์ (Alice Cooper) หรือแอโรสมิธ (Aerosmith)
แกลม เมทัล เริ่มซาความนิยมในช่วงต้นยุค 90 จากการมาถึงของดนตรีอัลเทอร์เนถีฟ ที่ฟังดูดิบกว่า จริตจะก้านน้อยกว่า เข้ามายึดความสำเร็จบนชาร์ตเพลงแทน ก่อนจะล้มหายตายจากไปในที่สุด หลงเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่รายในวันนี้ ที่นอกจากจะกลายเป็นรุ่นใหญ่ในวงการเพลงไปแล้ว ภาพลักษณ์ ทัศนคติก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
บ้านเราเองก็มีศิลปินไม่น้อยที่รับอิทธิพลมาจากงานในยุคนั้น ดิ โอฬาร โพรเจ็กต์ (The Olarn Project) ก็ใช่ ไม่เชื่อหยิบภาพถ่ายของวงในปกอัลบัม ‘กุมภาพันธ์ 2528’ มาดูก่อนตัดสินใจก็ได้ กระทั่งไมโคร (Micro) ก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ที่ชัดเจนและโดดเด่นกว่าใคร คงไม่พ้นไฮ-ร็อค (Hi-Rock), บลู เพลนเน็ต (Blue Planet) ที่เสียงของวงกลายมาเป็นเสียงของยูเรเนียม (Uranium) ที่ปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์ใกล้เคียงในเวลาต่อมา
แล้วก็ไม่ต่างไปจากกระแสต้นธาร… เมื่อเวลาผ่าน ก็ถูกกลบถมทับด้วยดนตรีอัลเทอร์เนถีฟเช่นกัน
ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะกลับมาของศิลปินในทางนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ถ้าไม่ใช่ความสำเร็จในช่วงสั้น ๆ ก็เป็นเพียงเปลวไฟจากไม้ขีดที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางกระแสลมแรง ที่ไม่ผิดเพี้ยนจากสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป
วันนี้สรรพเสียงของดนตรีร็อคสนุก ๆ หรือเพลงร็อคช้า ๆ บาดลึก ที่มาพร้อมท่อนฮุกติดหู ริฟฟ์กีตาร์สวย ๆ กลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง โดยกลุ่มศิลปินร็อคที่เรียกตัวเองว่า ฮาร์ด บอย (Hard Boy) ที่ปล่อยงานชุดแรก ‘See Through’ ออกมาตั้งแต่ราวปลายปีที่ผ่านมากับจีนแล็บ (Gene Lab) ค่ายเพลงในเครือจีเอ็มเอ็ม มิวสิก (GMM Music)
แต่ก่อนหน้านั้น ภีร์-ภีรพัฒน์ ผู้พัฒน์ (ร้องนำ), ฟลุ๊ค-ศุภกร กรินชัย (กีตาร์), ต้อม-นุกูล แช่มประเสริฐ (เบส), ภู-พฤกษ์ไพบูลย์ (คีย์บอร์ด) และ เล้ง-ธนัช ธเนศจินดารัตน์ (กลอง) ก็สร้างชื่อให้กับตัวเองมาก่อนหน้าแล้วจากการปล่อยซิงเกิลออกมาเป็นระยะ ๆ ในฐานะศิลปินอิสระ แล้วก็กลายเป็นศิลปินของจีนแล็บ มีอีพี 5 เพลงชุด ‘Mystic Purple’ ออกมาในปี 2023 ที่บ่งบอกตัวตนของพวกเขาชัดเจน เมื่อทุกเพลงเต็มเหนี่ยวกับการเป็นแกลม เมทัล อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของยุค 80 เสียงริฟฟ์กีตาร์สวย ๆ ท่อนโซโลยาว ๆ แสบจิตและกรีดใจ มีเพลงมันส์ ๆ ให้ได้โยกหัวไปกับเสียงกลองหนัก ๆ “Journey of Love”, จังหวะโจ๊ะ ๆ “Kiss Me Baby”, เพลงบัลลาดซึ้ง ๆ บาดอารมณ์ ที่เป็นไม้ตายสำคัญของวงในแนวทางนี้ “I Don’t Wanna be Alone” ที่การเรียบเรียงดนตรีสวยงามราวกับงานอีพิก มีเพลงอะคูติกละมุนหู ดนตรีพลิ้วไหว “Journey of Love (Acoustic Version)”
ทุกเพลงถูกขับเคลื่อนด้วยเมโลดีสวย ๆ ฟังเพลินในแบบพ็อป มีเสียงร้องแหลมสูงโหนอารมณ์ได้สุด ๆ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลดนตรีแกลม เมทัลยุค 80 ที่พวกเขารับมาว่า ไม่ได้มีที่มาแค่ 1 หรือ 2 ศิลปิน
ใน ‘See Through’ ก็ไม่แตกต่างกัน….
เมื่อสัมผัสได้ถึงเสียงของวงดนตรีมากมายในยุคนั้น ที่ต่อให้เป็นงานในแนวทางเดียวกัน หากแต่ละวงแต่ละรายก็มีซาวน์ด มีสำเนียง มีลูกเล่นของตัวเอง นี่เพลงของเอเลียส (Alias) นั่นไงเพลงของฮาร์ต (Heart) โน่นวอร์แรนต์ (Warrant) เพลงโน้นเกรต ไวต์ (Great White) เนี่ยบอน โจวี เอ๊ะนี่ไวต์ ไลออน (White Lion) ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ในเมื่อพวกเขาประกาศตัวตั้งแต่แรกแล้วว่า เป็นใคร จะทำอะไร และอิทธิพลดนตรีมาจากไหน เพียงแต่ถ้าเป็นคนฟังที่โตมากับดนตรีในยุคนั้น อาจจะสะดุดกับความหลากหลายที่จับต้องได้ในงานของพวกเขา ที่อยู่ในร่มเงาของดนตรีแกลม เมทัล
แต่ถ้ามองทะลุเรื่องนี้… See Through กันไปซะ
ฮาร์ด บอยจับเสน่ห์ จับอารมณ์ดนตรีในยุคนั้นเอาไว้ได้อยู่หมัด ตั้งแต่เพลงแรก “Hard Boy” ที่เปิดทั้งอัลบัม ทั้งตัวพวกเขาได้อย่างเหมาะเจาะ จากเนื้อร้องที่ฟังแสบซ่า สมชื่อวงฮาร์ด บอย และภาพลักษณ์แบบเซ็กซ์-ยา-นารี-ดนตรีร็อค จากการเรียบเรียงดนตรีที่จับเอาสำเนียงเด่น ๆ ของเพลงในยุคนั้นมาเขย่ารวมกันได้อย่างกลมกลืน แต่ละท่อนของเพลงมีรับมีส่ง มีเร่งมีผ่อน เป็นงานที่มีลูกล่อลูกชนฟังสนุก ที่พอได้ดนตรีสนุก ๆ เร้า ๆ มาเป็นพื้น นี่คือเพลงที่ฟังซ้ำไปซ้ำมาได้ไม่เบื่อ และ “ต้อง” หย่อนเอาไว้ในเพลย์ลิสต์ เพลงร็อค ส่วนตัว
พวกเขาตีโจทย์ความเป็นป็อปในแกลม เมทัลแตกกระจุยกระจาย ด้วยเมโลดีสวย ๆ ฮุกเอาตาย ขณะที่ของที่ไม่ใช่แค่มันต้องมี แต่ต้องได้ อย่าง โซโลกีตาร์เด็ด ๆ ได้ยินเป็นเม็ด ๆ เสียงร้องที่
พังทะลายเพดานเสียงยับเยิน
“ค่ำคืนนั้น” ภีรพัฒน์อวดเสียงร้องสูงปรี๊ดเต็มที่, เสียงกีตาร์กรีดเสียงแข่งกับเสียงร้องได้สนุก, เสียงพร่ำใน “เธอทำให้ฉันลืมเขาได้หมดเลย” เพลงรักชื่อเก๋ ๆ ทำให้นึกถึงเอ็กซ์-แจแปน (X-Japan) ที่มักใช้ลูกเล่นแบบนี้ในเพลงบ่อย ๆ, อินโทรเปียโนสวย ๆ ฟังอ้างว้าง ที่รับต่อด้วยเสียงกีตาร์บาด ๆ ของ “ไม่เคยลืม” ก็คือสูตรไม่ลับของเพลงยุคนั้น โดยเฉพาะเพลงของฮาร์ตหรือเอเลียส จนกลับมามีชีวิตอีกครั้งในยุคนี้, “ห้อง 8” ฮาร์ด บอยใส่อารมณ์กวน ๆ ที่มีภาพของวินซ์ นีล (Vine Neil), นิกกี ซิกซ์ (Nicky Sixx), ทอมมี ลี (Toomy Lee) และมิค มาร์ส (Mick Mars) ปรากฏขึ้นลาง ๆ เข้ามาในเพลงได้สนุก
หากในอีพี ‘Mystic Purple’ มี “I Don’t Wanna be Alone” เป็นเพลงอลังการ ‘See Through’ ก็มี “เผย” เป็นเพลงนั้น กับงานมิวสิคัล ร็อค ที่ศักยภาพของภีรพัฒน์ยกระดับไปอีกขั้น โดยช่วงเล่น “ใหญ่” ที่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับ “November Rain” รับกับการระเบิดความรู้สึกและตัวตนที่อยาก “เผย” ออกมาได้อย่างลงตัว แม้แรก ๆ จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพลงแทนเสียงของกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศ หากท้ายที่สุดนี่คือเพลงของทุกคนที่ต้องเก็บความแตกต่างของตัวเองเอาไว้ ตามแรงเหวี่ยงจากคนรอบข้าง (หรือสังคม) ซึ่งไม่จำเป็นเลย เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีบุญคุณหรือสร้างมรรคผลให้ชีวิตเรา เพราะฉะนั้นเผยตัวตนออกมาซะ
มุมมองในการเขียนพลงบัลลาด อย่าง “เธอชอบมันหรือชอบร้องไห้มากกว่ากัน” ก็น่าสนใจ เมื่อตั้งคำถามกับผู้หญิงที่ยอมช้ำใจซ้ำ ๆ จากคนที่รัก โดยไม่ยอมตัดขาดจากกัน ที่โดนใจเป็นพิเศษกับการแฝงอารมณ์ประชดประชัน ความผิดหวัง การรอคอยที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่
อัลบัมปิดด้วย “เด็ก” เพลงเนื้อหางามอีกเพลง ที่รับกับคอนเส็ปต์ของ “เผย” ได้สบาย ๆ กับการทำอะไรตามใจตัวเรา ไม่ต้องสนใจเสียงนกเสียงกา แต่คราวนี้คือการปลุกความเป็นเด็กในตัว ลุกขึ้นมาทำตามความฝัน และสนุกกับมันอย่างเต็มที่ ที่ถือเป็นการมอบกำลังใจให้กับคนฟังส่งท้าย
แล้วในเวลาเดียวกัน เด็ก ๆ ในตัวของภีรพัฒน์กับเพื่อน ๆ ก็น่าจะคิดไม่ต่างกัน กับการทำงานที่อยากทำ งานที่แน่นอนว่า ย่อมมีเสียงนกเสียงกา (ทำนองนี้) มาจิกกัดอยู่บ้าง แต่นกกาบางตัวก็น่าจะเข้าใจดีว่า การทำตามความฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อมาทีหลังมันก็ต้องมีอิทธิพลของคนที่มาก่อนบดบังอยู่บ้าง คำถามก็คือ แล้วพวกเขาทำถึงไหม ทำได้ดีขนาดไหน
ซึ่งคำตอบก็คือ พวกเขาทำได้สมกับที่มองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง See Through จริง ๆ
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 36 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2568
ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์หรือกดติดตามเพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















