ย้อนดูการทำงานแต่งเพลงในอัลบั้มสุดคลาสสิคของวงการเพลง Sticky Fingers จาก The Rolling Stones

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

อ่านตอนแรกได้ที่ http://bit.ly/1Ck7nJg ตอนที่ 2 ได้ที่ http://bit.ly/1LPjgc1) การได้ทำงานกับคนใหม่ๆ อย่าง มิค เทย์เลอร์ นอกจากจะทำให้งานของเดอะ โรลลิง สโตนส์ ใน Sticky Fingers ซึ่งเป็นงานอมตะคลาสสิคในวงการมีความแปลกใหม่ และแตกต่างแล้ว

การทำงานชุดนี้ ยังเป็นการขัดเกลาการแต่งเพลงในฐานะคู่หูกัน ระหว่างแจกเกอร์กับริชาร์ดส์อีกด้วย ทั้งคู่ค้นพบวิธีการใหม่ๆ ที่แข็งแกร่งและลึกขึ้นในส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเดอะ โรลลิง สโตนส์ มาโดยตลอด ริชาร์ดส์คิดถึงการแต่งเพลงใน Sticky Fingers ว่า ทำให้พวกเขาค้นพบการแบ่งการทำงานกันแบบหลวมๆ และน่าจะเป็นที่พึงพอใจมากกว่าที่เคยเป็น

“มิคแต่งเพลงมีเมโลดีมากขึ้นกว่าที่เคยในตอนนี้” ริชาร์ดส์ ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1971 “ตามปกติแล้วผมจะเขียนทำนอง และมิคก็แต่งคำร้อง มันไม่เหมือนการทำงานในแบบเลนนอน-แม็คคาร์ทนีย์ ที่จะแต่งเพลงเสร็จสมบูรณ์ด้วยกัน ทุกเพลงที่เราแต่งจะมีส่วนเสี้ยวของกันและกันอยู่ เพลงเดียวใน Sticky Fingers ที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลยก็คือ Moonlight Mile เพราะผมไม่ได้อยู่ด้วย ตอนที่พวกเขาแต่งมันกัน เป็นเรื่องดีที่ได้ยินมันออกมาแบบนั้น เพราะตอนท้ายๆ การทำงาน ผมแทบจะไม่ได้ยุ่งอะไรแล้ว มันเหมือนกับเป็นการฟัง ฟังเพลงจริงๆ ดีจะตายไปที่พวกเราทุกคนประหลาดใจ กับการที่อัลบั้มมาอยู่ร่วมกันได้ Sticky Fingers มันดึงตัวเองให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”

สิ่งที่ทำให้ริชาร์ดส์ หายไปจากการทำงานก็คือ เฮโรอีน “เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่รู้จะทำอะไร ทำให้ผมใช้เฮโรอีน” ริชาร์ดส์ เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ เขาเผยด้วยว่า เริ่มใช้มันหลังจากเหตุการณ์ที่อัลตามอนท์ไม่กี่เดือน “มันเป็นยิ่งกว่าความไม่สมดุลย์ของอะดรีนาลีน ตอนอยู่ข้างนอกคุณเป็นนักกีฬา แต่พอทัวร์หยุด ร่างกายของคุณก็ไม่รู้ว่าจะออกไปโชว์ตัวที่ไหน มันบอกกับเราว่า ‘ชั้นจะทำอะไรดีล่ะ? กระโดดไปกลางถนนเหรอ?’ การปรับตัวใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วผมก็พบว่าเฮโรอีน มันทำให้ง่ายขึ้น สำหรับการทำตัวให้ช้าลง นิ่งขึ้นทีละน้อย”

ปัญหาที่ตามมาก็คือ จากที่ค่อยๆ ช้าลง ริชาร์ดส์มาถึงจุดที่หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ “ผมช็อคไปกับคีธเลยนะ” มาร์เชลล์ เชสส์ ที่ทำหน้าที่ดูแลค่ายเพลงโรลลิง สโตนส์ กล่าว “ผมมาจากเชสส์ เรคอร์ดส์ ที่พ่อผมมักจะพูดว่า ‘อัดให้ได้ 3 เพลงใน 3 ชั่วโมงนะ!’ แต่พวกเขาใช้เวลาไปถึง 2 สัปดาห์ และที่มาก็คือ คีธไม่มา หรือไม่ก็สลึมสะลือในห้องอัด ผมอึ้งเลย และก็ต้องอึ้งต่อกับเงินที่พวกเขาหมดไปเปล่าๆ ปลี้ๆ กลายเป็นว่า ผมต้องเป็นคนทำให้ทุกอย่างเดินหน้า เพื่อแน่ใจว่าเพลงต่างๆ ถูกบันทึกเสียงเรียบร้อย”

แม้จะมาอัดริฟฟ์ที่เป็นศูนย์กลางของเพลง ที่ทีแรกใช้ชื่อว่า Japanese Thing ริชาร์ดส์ก็หายตัวไป ตอนที่กำลังจะอัดเพลงปิดท้ายอัลบั้ม Moonlight Mile ซึ่งแจกเกอร์จำไม่ได้ว่าเพื่อนตัวเองไปพี้ยาที่ไหน “ไม่มีใครรู้ว่าคีธไม่อยู่” แจกเกอร์เล่า “มีแค่ผมกับมิค เทย์เลอร์ ที่ทำเพลงด้วยกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสมบูรณ์แบบทางความรู้สึก เพราะเขาจะเล่นตามท่อนร้องของผม จากนั้นก็เสริมเข้ามาสดๆ ในช่วงโซโล”

“สภาพของคีธตอนนั้น บางที 60% คือดนตรี และ 40% คือยา” รอนนี ชไนเดอร์ ผู้จัดการทัวร์ของวงกล่าว “คุณเริ่มด้วยการใช้มันเพื่อความสนุกสนาน แต่ท้ายที่สุดเขาก็ใช้มันเพื่อให้รอดได้ไปวันๆ คีธทำแบบนั้นแหละ มีหลายครั้งที่ถ้าผมอยากเจอเขา ผมต้องไปหาคนที่ขายยาให้เขา เพื่อจะได้เจอ”

ขณะที่กระบวนการทำงานของ Sticky Fingers ก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่สมาชิกมี เจอร์รี ปอมพิลี หัวหน้าหน่วยรักษาควาาปลอดภัยของทัวร์ เสริมว่า การทำงานของเดอะ สโตนส์ดูหลวมๆ โดยเฉพาะความจริงที่ว่า พวกเขาไม่มีเนื้อร้องของเพลงใหม่ๆ ที่เขียนได้น่าพอใจเลย และหลังจากวงเอาเพลงไปเล่นในการแสดงสด เขาก็ได้รับหน้าที่สำหรับ “การแสดงความคิดเห็นในเพลงต่างๆ และพยายามฟังให้ออกว่า มิคกำลังร้องอะไรออกมา ซึ่งไม่ได้มีอะไรที่ง่ายเลย”

ปอมพิลี เผยอีกว่า “ผมเล่นแผ่นตัวอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็เขียนเนื้อร้องตามที่ผมเข้าใจลงไปด้วยมือ จากนั้นก็ส่งกระดาษโน้ตกลับไป มิค (แจกเกอร์) จะเข้ามาในที่ทำงาน อ่าน ซึ่งจะทำให้เขาดึงความทรงจำกลับมาได้ เพื่อที่จะเติมเนื้อร้องในส่วนที่หลงหายไป เรามีเพลงหนึ่งที่ตกลงกันไม่ได้ เพลง Can’t You Hear Me Knocking ที่คำร้องประโยคหนึ่ง สำหรับผมและคนอื่นๆ ได้ยินว่า ‘Yeah, I’ve got flatted feet now, now, now’ แต่มิคถึงกับสาบานเลยว่า เขาไม่ได้ร้องอะไรแบบนั้น แต่ก็จำไม่ได้ว่าร้องว่าอะไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงใช้เนื้อร้องว่า ‘Yeah, I’ve got flatted feet now, now, now’”

จากเรื่อง ย้อนอดีต 44 ปี อัลบั้มคลาสสิคของวงการเพลง Sticky Fingers จาก The Rolling Stones (3) โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 2 มิถุนายน 2558

สามารถกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.