“Would you know my name If I saw you in heaven? Would it be the same If I saw you in heaven? I must be strong and carry on ‘Cause I know I don’t belong here in heaven”
เนื้อร้องท่อนแรกของเพลง “Tears in Heaven” อันแสนเศร้าว่าเอาไว้ ด้วยเนื้อหาที่กินใจ เสียงร้องที่ได้อารมณ์ และเสียงกีตาร์ที่สะกิดถึงขั้วหัวใจ เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตอีกเพลงหนึ่งของเอริก แคล็พทัน มือกีตาร์ระดับตำนาน เจ้าของฉายา มือช้า (Slow Hand) เจ้าของเพลงดังมากมาย อาทิ “Wonderful Tonight”, “Layla” หรือว่า “Cocaine”
และไม่ใช่แค่เป็นเพลงเศร้า หากเทียบกับเรื่องราวที่กลายเป็นที่มา เนื้อหาหรือว่าอารมณ์เพลงที่เราสัมผัสก็อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1991 วันที่เอริก แคล็พทันต้องเจอกับฝันร้ายที่รุนแรงที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่ต้องจมอยู่กับมันไปทั้งชีวิต เมื่อเกิดอุบัติเหตุน่าเศร้ากับคอเนอร์ ลูกชายวัยแค่ 4 ขวบครึ่ง ที่ร่วงหล่นลงมาจากหน้าต่างคอนโดมิเนียมสูงระฟ้าในนิว ยอร์กชั้น 53 ที่เปิดเอาไว้ ซึ่งเป็นของเพื่อนแม่ – ลอรี เดล ซานโต นักแสดง และคนในแวดวงทีวีของอิตาลี ที่พักอยู่ด้วยกันกับลูกชาย ถึงแม้ว่ากฏหมายของนิวยอร์กที่ประกาศใช้เมื่อปี 1984 จะกำหนดให้อพาร์ตเมนต์ต้องมีหน้าต่างป้องกันอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงบรรดาคอนโดฯ ต่างๆ โดยให้เจ้าของเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะติดตั้งหน้าต่างดังกล่าวหรือไม่
หนังสือพิมพ์ เดอะ นิว ยอร์ก ไทม์สรายงานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง และเปิดหน้าต่างบานหนึ่งเอาไว้เพื่อทำความสะอาด ถึงคอเนอร์จะไม่ได้อยู่ในห้องตอนนั้น แต่ก็ไม่สามารถจะป้องกันเด็กน้อยจากการวิ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วได้

คอเนอร์กับแม่
แคล็พทัน แม้ไม่ได้อยู่กับเดล ซานโตและคอเนอร์ หากก็อยู่ในนิว ยอร์ก โดยคืนก่อนหน้าจะเกิดโศกนาฏกรรม เขาเพิ่งพาคอเนอร์ไปดูละครสัตว์ ซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องราวที่ถูกรำลึกถึงอีกครั้งในเพลง “Circus” เขาบอกกับเอ็ด แบรดลีย์ ในการให้สัมภาษณ์ทางรายการ 60 มินิตส์ เมื่อปี 1999 ว่า อยากเป็นพ่อที่ดีของลูกชาย ซึ่งทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่มีความสุขุมมากขึ้น
“ตอนเขาเกิดมา ผมยังดื่มอยู่ และเขาก็คือสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ผมกลับเข้าไปรับการบำบัด เพราะความรักที่ผมมีต่อเขา” เขาเล่า “ผมคิดว่า… ‘ผมรู้ดีว่าเขายังเป็นเด็กตัวน้อย ๆ แต่เขาก็เห็นว่าผมกำลังทำอะไร และผมเหนื่อยกับอะไรแบบนี้แล้ว’”
ที่ทำให้ช็อคยิ่งกว่าก็คือ ในเดือนสิงหาคม 1990 หรือราว ๆ 1 ปีก่อนหน้าจะเสียลูกชาย ผู้จัดการของแคล็พทัน, ทีมงานของเขาสองคน และสตีวี เรย์ วอห์น เพื่อนนักดนตรีที่สนิทสนมกับแคล็พทันต้องเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก แต่นั่นก็คงยากจะเทียบกับการสูญเสียครั้งนี้ ปี 2005 แคล็พทันบอกกับนิตยสารโมโจว่า การเสียชีวิตของคอเนอร์ “โยนผมเข้าไปสู่… ความไม่มั่นคง” และแทบจะในทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ เขารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการโยนตัวเองไปสู่การทำงาน ที่ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสามเพลงเด่นที่อยู่ในหนังเรื่อง ‘Rush’ เมื่อปี 1991 และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “Tears in Heaven” เพลงบัลลาดรางวัลแกรมมี ที่ได้แรงบันดาลใจจากการจมอยู่กับความโศกเศร้าจากการสูญเสียของแคล็พทัน ซึ่งเขาแต่งร่วมกับวิลล์ เจนนิงส์

Rush หนังที่แคลปทันใช้หลบเลี่ยงความเศร้าโศกที่เกิดขึ้น
“มีเพลงหนึ่งที่ผมเขียนให้กับหนัง” แคล็พทันพูดถึงเพลงนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับซู ลอว์ลีย์ เมื่อปี 1992 “แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันอยู่ในหัวผมมานานละ แต่ไม่มีเหตุให้ทำเป็นรูปเป็นร่างออกมา จนกระทั่งผมกำลังแต่งดนตรีประกอบให้กับหนังเรื่องนี้ซึ่งผมทำมาได้พักใหญ่ละ มันเลยก็มีเหตุผลที่จะแต่งละ แล้วก็มีความคลุมเครืออยู่นิดหน่อย เพราะมันน่าจะเป็นเรื่องของคอเนอร์ แต่ยังถูกแต่งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ด้วย”
เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์กับดาฟเน บารัก แคล็พทันย้ำว่า “ผมแทบจะใช้ดนตรีเพื่อเยียวยาตัวเอง โดยไม่รู้ตัว แล้วมันก็ใช้ได้… ผมได้รับความสุขและการรักษาจากดนตรี”
ขณะที่เจนนิงส์เล่าว่า “แคล็พทันบอกกับเขา ‘ผมอยากแต่งเพลงถึงลูกชายผม’ เอริกเขียนท่อนแรกของเพลงเอาไว้แล้ว ซึ่ง… สำหรับผม มันคือทั้งเพลง แต่เขาอยากให้ผมเขียนเนื้อเพลงท่อนที่เหลือ แล้วก็ท่อนส่ง แม้ผมจะบอกเขาว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ เขาน่าจะเขียนทุกท่อนด้วยตัวเอง เขาบอกผมว่า เขาชื่นชมงานที่ผมทำกับสตีฟ วินวูด แม้จะรับรู้ถึงที่มาของเพลงแต่ในที่สุดผมไม่มีทางทำอย่างอื่น นอกจากทำตามคำขอของเขา นี่คือเพลงที่มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ และเศร้าสุด ๆ ที่กลายมาเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวมาก ๆ สำหรับประสบการณ์ในการแต่งเพลงของผม” โดยเนื้อร้องที่เจนนิงส์แต่งก็คือท่อนที่ว่า “Time can bring you down, time can bend your knees…”

วิลล์ เจนนิงส์ นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่ร่วมแต่งเพลง Tears in Heaven กับแคลปทัน
และกับเนื้อร้องที่แคล็พทันเริ่มต้นเอาไว้ “มันเป็นการถามออกมาตรง ๆ” แคล็พทันบอกกับโมโจ “เพราะผมไม่รู้จริง ๆ ว่า… ผมเชื่อในเรื่องอำนาจเบื้องบนหรือเปล่า แต่ผมรู้ว่า… บรรดาศาสนาเก่าแก่ทั้งหลายมักจะบอกว่า ‘เจอกันที่อีกโลก’ และคุณก็คิด ‘จริงเหรอ? คุณจะรู้ได้ยังไง?’ และเพลงนี้ก็ตั้งคำถามขึ้น เป็นคำถามที่ผมสงสัยมาตลอดว่า เราจะเจอกันอีกครั้งไหม ผมคิด สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ทำงานก็คือ การตั้งคำถาม มันไม่ได้คุกคามใคร มันเป็นการขอความช่วยเหลือ ซึ่งใช้ได้สำหรับทุกคน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสาร ขอความช่วยเหลือ”
แต่ความช่วยเหลือ ไม่ใช่การเยียวยาความเศร้าโศก อย่างที่แคล็พทันบอกเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2005 “ผมคิดว่า เรื่องนี้มันไม่เข้าท่าในอีกราว ๆ 10 ปีต่อมา คุณรู้เมื่อมองย้อนกลับไปและ ‘โอ… นั่นคือสาเหตุที่ผมทำแบบนั้น’ ตอนนั้นบางคนพุ่งเป้ามาที่ผม นึกถึงตอนผมเสพเฮโรอีนอย่างหนัก ที่เป็นช่วงเดียวกับตอนที่ผมเสียคุณตา ซึ่งผมคิดว่าทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีอะไรที่เทียบกันได้เลย
“ที่พอพูดได้ว่าเหมือนกันกับการจากไปของลูกชายผมในปี 1991 ก็คือมีความสัมพันธ์แปลก ๆ ระหว่างผมกับเขาเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของยุค 90s ก่อนหน้าที่ผมจะเจอภรรยาคนล่าสุด” แคล็พทันเสริม “ผมไม่เคยเห็นความเชื่อมโยงดังกล่าวจนเมื่อไม่นานมานี้ ผมสูญเสียอีกครั้ง มองหาบางสิ่ง… บางทีก็เพื่อดูแลใครสักคน ตอนนี้ผมสามารถมองเห็นแล้วว่า ‘ใช่… คุณทำไม่ได้ดีเท่าที่ควรจากเรื่องนั้น’ ถึงแม้ว่าสามารถถ่ายทอดมันออกมาเป็นเสียงเพลงได้”
มองย้อนกลับไป แคล็ปทันอาจรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอในตอนนั้น แต่กับการทำงานของเพลง “Tears in Heaven” กลายเป็นซิงเกิลที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาของแคล็พทัน และขึ้นถึงอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงฮิตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 รวมทั้งคว้ารางวัลแกรมมีมาครองถึง 3 สาขา เพลงพ็อปชายยอดเยี่ยม, เพลงแห่งปี, เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี ขณะที่นิตยสารโรลลิง สโตน ให้เพลง “Tears in Heaven” อยู่ในอันดับที่ 362 ของรายชื่อ 500 เพลงยอดเยี่ยมแห่งปี
SONG ID
เพลง: “Tears in Heaven” ศิลปิน: เอริก แคล็พทัน
ซิงเกิลจากอัลบัม: Rush: Music from the Motion Picture Soundtrack’ และ ‘Unplugged’ ของเอริก แคล็พทัน
เพลงหน้าบี: “Tracks and Lines”
วางจำหน่าย: 8 มกราคม 1992
บันทึกเสียง: 1991
แนวเพลง: ซอฟต์ ร็อก
ความยาว: 4:36 นาที
สังกัด: วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
ผู้แต่ง: เอริก แคล็พทัน, วิลล์ เจนนิงส์
โปรดิวเซอร์: รัสส์ ไทเทลแมน
โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง ย้อนวันเศร้า เมื่อเอริก แคล็พทันเสียลูกชาย ที่กลายเป็นที่มาของเพลง ‘Tears in Heaven’ คอลัมน์ หรรษาวันจันทร์ – HAPPY MONDAY หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 25 มีนาคม 2562
อ่านแล้วชอบ อย่าลืมกดติดตาม และยังมีเรื่องราวมากมายให้อ่านได้ที่ www.sadaos.com และทำความรู้จักกันได้มากกว่านี้ด้วยการกดไลค์เพจ www.facebook.com/Sadaos และ www.blockdit.com/sadaos
ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ















