ย้อนอดีตเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลของริชาร์ด แอชครอฟท์ แห่ง The Verve กับเพลง “Bittersweet Symphony” ของ The Rolling Stones

SHARE THIS
  • 12
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    12
    Shares

หนึ่งในคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลง ที่แฟนเพลงยุค 90 จดจำได้ดีคงไม่พ้นเหตุการณ์ในปี 1997 เมื่อ “Bittersweet Symphony” ซิงเกิลฮิตจากอัลบัม Urban Hymns ของเดอะ เวิร์ฟ กลายเป็นเรื่องเป็นราวทางกฏหมาย โดยมีคู่ความคือ อัลเลน ไคลน์ (เสียชีวิตไปแล้ว) และเอบีเคโอ เรคอร์ดส์ ที่พยายามหลบทางวงและอีเอ็มไอต้นสังกัด หลังฝ่ายหลังพยายามเจรจาเรื่องการแซมพลิงเพลง “The Last Time” ฉบับบรรเลงของเดอะ โรลลิง สโตน ที่อยู่ในอัลบัมของ the Andrew Loog Oldham Orchestra ซึ่งเอบีเคซีโอเป็นเจ้าของสิทธิ์ในงานเพลงเก่าๆ ของเดอะ สโตนส์ มาใช้

ท้ายที่สุดแอชครอฟท์ได้เงินเพียง 1,000 ดอลลาร์จากงานตัวเอง ส่วนคีธกับเอบีเคซีโอเดินจากไปพร้อมเงินเป็นล้านๆ ดอลลาร์, โอกาสในการทำธุรกิจ กระทั่งเข้าชิงรางวัลแกรมมี ซึ่งเครดิตในการทำเพลงตกเป็นของเดอะ สโตนส์ ไม่ใช่เดอะเวิร์ฟ

ในการให้สัมภาษณ์กับไคลี เมเรดิธ แอชครอฟท์ก็พูดถึงเรื่องราวความร้ายกาจของเอบีเคซีโอที่ดำเนินมายาวนาน โดยเปรียบเทียบการกระทำของพวกเขาว่าไม่ต่างไปจากพวกแกงสเตอร์

“ช่างหัว มิสเตอร์จูเนียร์ ที่ดูแลบริษัทอยู่ในตอนนี้” แอชครอฟท์พูดถึงโจดี ลูกชายของไคลน์ ที่กลายเป็นประธานของเอบีเคซีโอในปัจจุบัน “ผมมาเพื่อเงินก้อนนั้น มีคนขโมยไปและพระเจ้าก็รู้ว่าเงินกี่ล้านดอลลาร์ในปี 1997 ถูกฉกไปจากผม และพวกเขาก็ยังได้มันอยู่ทุกวันนี้ ในเงื่อนไขที่เป็นข้อตกลงพื้นฐาน ผมไม่สนหรอกว่านายมาจากไหน ว่ากันจริงๆ จังๆ เลยนะ ผมจะบอกกับเขา ผมจะบอกกับอัลเลน ไคลน์ จูเนียร์ ผมมาเพื่อเงินของผม

“นายรู้ไหม ตอนที่พ่อนายยังอยู่” เขาพูดต่อ “คนบางคนทำให้คนอื่นกลัวด้วยการทำตัวเป็นพวกแก๊งสเตอร์ในอุตสาหกรรมดนตรี ท้ายที่สุด ใครบางคนก็กุมธุรกิจเอาไว้ในมือ ทุกวันนี้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ใครก็ได้อาจจะกลายเป็นแกงสเตอร์ ใครบางที่สามารถทำตัวคล้ายๆ พวกแกงสเตอร์ คุณอาจจะทำตัวเป็นแกงสเตอร์เพื่ออะไรก็ตามที่คุณอยากได้ คุณสามารถโทรศัพท์คุยสักสองสาย แล้วก็เจอแกงสเตอร์สักคนหนึ่ง ทุกคนเป็นแกงสเตอร์

“ไม่มีทัศนคติแบบแกงสเตอร์ห่วยๆ อีกต่อไปแล้ว” เขาเสริม “ไม่มีใครกลัวอะไรกากๆ แบบนี้ ที่เหมือนพวกคนตัวใหญ่ๆ มันทำให้ผมหัวเราะนะ เวลาได้ยินเรื่องของบรรดาผู้จัดการใหญ่พวกนี้จากยุค 70 แล้วก็สิ่งที่พวกเขาทำ อย่าง ‘ออกไปจากที่นี่ซะ นายไม่มีทางอยู่ได้ถึงห้านาทีหรอก’ เพราะโลกทุกวันนี้มันแตกต่างไปแล้ว ซึ่งใครก็ตามที่ทำงานให้กับบริษัทพวกนั้นก็รู้เรื่องนี้”

แอชครอฟท์เล่าด้วยว่า คดีที่เกิดขึ้นยังส่งผลมาถึง Natural Rebel งานเดี่ยวชุดใหม่ของเขา โดยเฉพาะเพลงปิดอัลบัม “Money Money” ซึ่งเป็นการจิกกัดเอบีเคซีโอเต็มๆ

“ผมมีความสุขนะที่คุณให้ผมใช้รายการส่งสารไปถึงบริษัทของเขา” แอชครอฟท์พูดกับเมเรดิธ “เลือกเพลงนี้ แล้วเปิดมันดังๆ ในออฟฟิศของเอบีเคซีโอ แล้วดูพลังในสามนาทีของเพลงสุดท้ายได้ไหม? ทำแบบนี้เพื่อตัวนายเองหน่อยน่า เข้าไปในรถคันสวยที่อาจจะมีเพลงนี้ถูกซื้อไว้แล้ว เปิดฟังตอนขับกลับไปหาครูโยคะ ลองเช็คตอนจบเพลงนะแล้วคิดถึงการขโมยเงิน 50 ล้านดอลลาร์จากใครบางคนไป แล้วคนๆ นั้นยังไม่ตาย ยังอยู่บนเกาะที่ไหนสักแห่ง และนายก็จะไปอยู่ที่นั่นด้วย

“ผมมีแฟนเพลงเป็นล้าน แล้วก็มีคนที่เคียงข้างมากมายทั่วโลก, เพื่อน” เขาพูดต่อ “และผมก็เหมือนกับ ‘ว้าว… นายมันก็แค่ แค่ตัวกเฬวรากตัวโตๆ นายไม่เคยเอาเพลงนี้ใส่เข้าไปในเว็บไซต์ของนาย เพราะนายโคตรอาย’ เพราะงั้นผมเลยมีความสุขที่ได้ไปที่เว็บนั่น ผมสามารถปรินท์อะไรก็ตามที่โคตรชอบได้… เพราะผมเป็นคนๆ นั้นที่โคตรมีอิสระ สำหรับผม พวกเขาเป็นมรดกตกทอดมาจากใครบางคนที่มาจากอีกยุคหนึ่ง คนที่จัดการทำอะไรบางอย่าง ที่เป็นการฉกเงิน 50% จากเพลงที่เยี่ยมยอดตลอดกาลเพลงหนึ่งจากคนแต่งเพลงตัวจริง แล้วก็เดินจากไปเป็นเวลา 20 ปีเข้าไปแล้ว”

“ใครก็ตามที่ไม่ได้ป่วยทางประสาท ย่อมจำวันที่เงิน 50 ล้านดอลลาร์ ถูกขโมยไปได้ดี” แอชครอฟท์ย้ำ “แล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ต่อให้ผ่านไป 20 ปีต่อมา หรือห้า หรือห้าสิบปี มันเป็นแนวคิดแบบพวกแกงสเตอร์ ผมมีของบางสิ่งที่มีมูลค่า 50 ล้านหรือ 100 ล้านเหรียญเป็นของตัวเอง และมันก็จะเป็นแบบนั้นไปตลอดกาล ต่อให้มีคนเอามันไปจากผม หรือจากใครบางคนในนิว ยอร์ค นั่นคือทุกอย่างที่ผมรู้ มันมีแผ่นกระดาษที่น่าอับอาย ซึ่งนาย (หมายถึงไคลน์) มาบอกผมว่าแค่นั้นก็พอแล้ว….”

ไม่ใช่แค่มาระบายถึงความอัดอั้นตันใจที่เกิดขึ้น แอชครอฟท์ยังเผยถึงการกระทำที่อาจเป็นไปได้ไปพร้อมๆ กัน “ผมอยากจะ… ถ้าผมเป็นพวกเขานะ ผมอยากเซ็นสัญญาทำรายการทีวีเกี่ยวกับชีวิตจริงๆ ในเอบีเคซีโอ เรคอร์ดส์ สัก 2-3 ปี เพราะมันคงสนุกดี อย่างการประชุมภายในเรื่องที่ว่า พวกเขาจะจัดการกับอะไรแบบนี้ยังไงดี” แอชครอฟท์เล่า “เพราะในตอนท้าย พวกเขาก็แค่คนกลุ่มหนึ่งที่ไปทำงาน ที่สุดแล้วคนส่วนใหญ่ที่ทำงานที่นั่นก็ต้องตายในวันหนึ่ง เข้าใจนะว่าผมหมายถึงอะไร?

“มันเหมือนว่า… เดอะ โรลลิง สโตนส์ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไร เลยมีแค่ผมที่ทำบ้าอะไรด้วยตัวเองอยู่คนเดียว” เขากล่าว “เดอะ โรลลิง สโตนส์ไม่มีส่วนบ้าบออะไรจากเอบีเคซีโอเลย นั่นคือเรื่องโคตรประหลาดที่เกิดขึ้น คุณมีรถบรรทุกคันเบ้อเริ่มเทิ่มเฮงซวยคันหนึ่ง แต่พวกเขาไม่ยอมเลี้ยวซ้าย กระทั่งไม่จัดการกับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่อยากเลี้ยวไปทางซ้าย แต่ผม… ‘เออ.. ตอนนี้ผมมีความสุขละ’ ผมเข้าใจ

“สบายๆ นะ มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน แล้วผมก็รู้สึกว่า… ‘ได้ ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจว่าอะไรที่จำเป็นสำหรับทุกวันนี้’ ผมตระหนักละ ผมกลั่นกรองอะไรที่เกิดขึ้นเมื่อย้อนไปในปี 1997 กรองมันจนเหลือแต่ส่วนสำคัญจริงๆ แกงสเตอร์ขโมย 50% ของบางสิ่งที่มีค่าอย่างน้อยร้อนล้านดอลลาร์ คุณคงรู้นะ… ผมไม่มีทางลืมมันหรอก”

แต่อย่างน้อยที่สุด แอชครอฟท์ก็มองโลกด้วยสายตาที่เป็นบวกมากขึ้น

“นี่คือเรื่องราวชีวิตผมส่วนที่ดี” เขาสารภาพ “เพราะมันเป็นเรื่องราวแบบมหากาพย์ ซึ่งเริ่มต้นด้วย The Staple Singers แล้วก็เริ่มอีกครั้งด้วยเรื่องราวของดนตรี และเรื่องราวของการยักย้ายถ่ายเท และสปิริตที่ถูกทำให้เจือจางลง, การสร้างสปิริตขึ้นมาอีกครั้ง รวมไปถึงการตลาดที่มีสปิริต, ความตายของสปิริต, การฟื้นขึ้นมาอีกครั้งของสปิริต ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลนะ แต่เป็นเรื่องในระดับชุมชน ซึ่งผมไม่มีทางเห็นอกเห็นใจการเล่นเกมสัปปะรังเค, ไม่มีทางยอมถูกเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ อีกแล้ว เพราะเราคือคนที่ถือกุญแจทุกอย่าง แต่จากนั้นคุณก็ลืมไปว่ากุญแจมันอยู่ที่คุณ

“เข้าใจนะว่าผมกำลังพูดถึงอะไร?”

และบางที หากเขาสู้เต็มที่ ตั้งแต่ตอนนั้น ก็อาจจะไม่ต้องเสียใจมาจนถึงตอนนี้

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง ย้อนอดีตเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลของริชาร์ด แอชครอฟท์ แห่ง The Verve กับเพลง “Bittersweet Symphony” ของ The Rolling Stones คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 25-26 มกราคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่


SHARE THIS
  • 12
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    12
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On