รำลึกถึงมาร์โกท์ คิดเดอร์ โลอิส เลน ของซูเปอร์แมน-คริสโตเฟอร์ รีฟส์

SHARE THIS
  • 9
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    9
    Shares

“แล้วคุณจะเชื่อว่า คนบินได้” คือคำโฆษณาสั้นๆ แต่สะดุดหูของ Superman: The Movie หนังบล็อคบัสเตอร์ในปี 1978 ที่บางทีเทคนิคที่น่าตื่นตาในหนัง อาจจะไม่ได้รับการจดจำก็เป็นได้ หากปราศจากการแสดงที่เข้าขากันได้อย่างมีชีวิตชีวาของสองดารานำ คริสโตเฟอร์ รีฟส์ เจ้าของบทซูเปอร์แมน/ คลาร์ค เคนท์ และมาร์โกท์ คิดเดอร์ ที่เพิ่งจากไปด้วยวัย 69 ปี เมื่อ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่รับบทเป็นโลอิส เลน นักข่าวสาวหนังสือพิมพ์เดลี พลาเน็ท ที่สูบบุหรี่เป็นไฟ


ทั้งสองคนนำเอาอารมณ์ขัน และมุกที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาซึ่งชวนห้นึกถึงหนังอย่าง The Lady Eve เข้ามาใส่ในฉากที่ต้องปะทะการแสดงกัน โดยคิดเดอร์จะทำให้นึกถึงการแสดงของบาร์บารา สแตนวิค และรีฟส์ก็คือเฮนรี ฟอนดา ในหนังเรื่องที่ว่า การแสดงที่มีทั้งไหวพริบและความแก่นเซี้ยวของเธอ ทำให้โลอิสไม่เป็นแค่ตัวละครที่ซูเปอร์แมนหลงรักหรือพวกผู้หญิงเจ้าปัญหา ถึงแม้ว่าลักษณะที่ว่ามาคือหน้าที่โดยคร่าวๆ ของตัวละครที่เธอเล่น แต่พอมาอยู่ในมือของเธอ โลอิสคือผู้หญิงฉลาด ส่วนการไร้ความสามารถของเธอกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการเล่าเรื่อง ซึี่งมีเพียงกรอบแว่นบนใบหน้าและชุดรัดรูปเท่านั้นที่แยกแยะคลาร์คกับซูเปอร์แมนออกจากกัน

ไฮไลท์สำคัญของโลอิสคือฉากที่เธอล่องลอยเหนือฟากฟ้าของเมืองเมโทรโพลิส (หรือแมนฮัททัน ในโลเคชันจริง) ยามค่ำคืน ภายในอ้อมแขนของซูเปอร์แมน ฉากโรแมนติคของทั้งคู่ถูกใส่เข้ามาในหนังได้อย่างชาญฉลาด เมื่อวางไว้ตรงกลางเรื่องหนังภาคสอง ซึ่งจริงๆ แล้วถ่ายทำแบบต่อเนื่องกับหนังภาคแรก โดยคิดเดอร์ไม่เคยเก็บคำพูดตรงๆ ต่อสาธารณะ ถึงเรื่องที่ผู้กำกับหนังภาคแรก ริชาร์ด ดอนเนอร์ ถูกเขี่ยออกไปเพื่อให้ริชาร์ด เลสเตอร์ มาทำหน้าที่แทนใน Superman II ที่ออกฉายเมื่อปี 1980 และเป็นหนังเรื่องนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตความสามารถของเธอ ในฉากแรกๆ ของหนัง โลอิสพยายามหาทางยืนยันว่าคลาร์คกับซูเปอร์แมนเป็นคนๆ เดียวกัน ด้วยการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและเสน่ห์ในแบบการ์ตูน ต่อมาเมื่อซูเปอร์แมนยอมสละพลังพิเศษของตัวเองเพื่อใช้ชีวิตกับโลอิสไปจวบจนวันตาย เธอก็เล่นฉากที่เรียกร้องการแสดงออกมาได้ด้วยความนุ่มนวลและซับซ้อนในตัว ที่ทำให้มาถึงตอนนี้ หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในหัวๆ ของหนังซูเปอร์ฮีโรที่สร้างกันออกมาอย่างดาษดื่นในปัจจุบัน

แต่การพูดตรงไปตรงมาของเธอเรื่องดอนเนอร์ถูกไล่ออก ทำให้เธอต้องจ่ายคืนราคาแพง เมื่อหนัง Superman III ในปี 1983 ที่กำกับโดยเลสเตอร์อีกครั้ง เวลาบนจอของเธอถูกลดลงไป และมีสองนักแสดงหญิงแอนเน็ทท์ โอ’ทูล และพาเมลา สตีเฟนสันเข้ามามีบทบาทแทน การเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการสร้างในหนังภาค 4 Superman IV: The Quest for Peace ในปี 1987 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับเธอด้วย แต่ก็สายไปแล้ว เมื่อหนังเป็นตอนที่แย่ที่สุด และถูกประนามว่าเป็นหนึ่งในหนังห่วยของทศวรรษอีกต่างหาก ขนาดโปรดัคชันก็แย่ถึงระดับที่ใช้สถานีรถเมล์ที่มิลตัน คียน์ส เป็นสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติในหนัง

คิดเดอร์ เกิดที่เยลโลว์ไนฟ์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา เมื่อ 17 ตุลาคม 1948 ในครอบครัวของจิลล์ – คุณครู และเคนดัลล์ – วิศวกรเหมือง ที่เชี่ยวชาญเรื่องการวางระเบิด งานของเขาทำให้ครอบครัวต้องย้ายที่อยู่เป็นประจำ จนคิดเดอร์ต้องเปลี่ยนโรงเรียนถึง11 แห่งในรอบ12 ปี และมีปัญหาทางอารมณ์ตามมา ถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายตอนอายุแค่ 14 ปี ความสนใจเรื่องการแสดงทำให้เธอเข้าเรียนที่ วิทยาลัย ฮาเวอร์กัล โรงเรียนประจำในโทรอนโท “ฉันคิดว่าในการแสดง ฉันสามารถนำเสนอตัวตนจริงๆ ของฉันออกมาได้ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นฉัน” เธอกล่าว คิดเดอร์จบการศึกษาในปี 1966 และสองปีหลังจากนั้นเธอก็ได้งานแรก โดยเป็นหนังสั้น The Best Damn Fiddler from Calabogie to Kaladar ในปี 1969 จากนั้นก็เป็นหนังใหญ่เรื่องแรก ซึ่งเธอรับบทเป็นโสเภณีในหนังเบาสมองเรื่อง Gaily, Gaily ในปีเดียวกัน “เธอเป็นหญิงสาวเจ้าเรื่อง, มีความกระตือรือร้น และไม่กลัวที่จะยืนกรานตามความคิดของตัวเอง” นอร์แมน จิวิสัน ผู้กำกับของหนังกล่าว
 เธอเริ่มได้งานแสดงในซีรีส์โทรทัศน์ของแคนาดา แต่แล้วก็เลือกจะย้ายมาลอส แองเจลีสในปี 1970 งานแรกที่นี่เป็นการประกบกับจีน ไวลเดอร์ ในหนังเบาสมอง Quackser Fortune Has a Cousin in the Bronx ในปี 1970 เธอใช้ชีวิตด้วยการอยู่ร่วมกับเจนนิเฟอร์ ซอลท์ นักแสดงสาวอีกคน และไปเตร็ดเตร่กับพวกหน้าใหม่ของฮอลลีวูดที่กำลังพุ่งขึ้นมา อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, มาร์ติน สกอร์เซซี และไบรอัน เดอ พัลมา ซึ่งรายหลังกลายมาเป็นคู่ใจของคิดเดอร์อยู่พักใหญ่ พัลมายังเป็นคนเลือกเธอกับซอลท์เล่นในหนังสยองขวัญฉลาดๆ Sisters ในปี 1973 อีกด้วย

หลังจากนั้นชื่อเสียงของคิดเดอร์เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว และงานก็พุ่งเข้ามาหาเธอมากมาย เช่น หนังสยองขวัญ Black Christmas, หนังเบาสมองสนุกๆ The Dion Brothers ที่ออกฉายในปี 1974 ทั้งสองเรื่อง แล้วยังได้ประกบกับโรเบิร์ท เรดฟอร์ด ใน The Great Waldo Pepper อีกด้วย

คิดเดอร์เข้าพิธีแต่งงานกับมือเขียนบทและนักเขียนนวนิยาย โธมัส แม็คเกวน หลังทำงานร่วมกันในหนังเรื่อง 92 in the Shade เมื่อปี 1975 ซึ่งเป็นหนังเรื่องเดียวที่เขากำกับ เมื่อตั้งท้อง เธอพักงานแสดงชั่วคราวเพื่อให้กำเนิดลูกสาว แม็กกี แต่ชีวิตสมรสของเธอกับแม็คเกวนก็ไปไม่ถึงไหน ทั้งคู่หย่ากันหลังแต่งงานได้แค่ปีเดียว คิดเดอร์เข้าพิธีแต่งงานถึงสามครั้ง โดยหนสุดท้ายเธอแต่งงานกับผู้กำกับ ฟิลิปเป เดอ บรอคา เมื่อปี 1983 ส่วนการแต่งงานหนที่สอง เป็นการใช้ชีวิตสมรสที่สั้นเพียงแค่ 6 วันกับจอห์น เฮิร์ด ในปี 1979 นอกจากนี้เธอยังมีความสัมพันธ์กับปิแอร์ ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีของแคนาดาอีกด้วยในช่วงยุค 80

ยามที่กระแสของหนัง Superman: The Movie กำลังแรง คิดเดอร์ได้แสดงนำในหนังสยองขวัญบ้านผีสิง The Amityville Horror เมื่อปี 1979 ซึ่งเจเน็ท มาสลิน นักวิจารณ์ชื่อดังพูดถึงการแสดงของเธอเอาไว้ว่า “เป็นดวงตาชีวิตที่สดใสของนักแสดงในเรื่อง” แต่คิดเดอร์คิดถึงแต่เรื่องความย่ำแย่ของหนัง เธอบอกว่า หนังเรื่องนี้เป็น “หนึ่งในหนังที่ห่วยที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา” แถมยังเคืองเรื่องที่การถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ทำให้เธอพลาดร่วมงานเปิดตัวหนัง Superman ที่อังกฤษอีกด้วย “หนัง Amityville ปล่อยตัวฉันไปไม่ได้ เพราะแมลงวันที่พวกเขาเพาะเอาไว้บนหน้าของร็อด สไตเกอร์ จะออกจากไข่ในวันนั้น”

คิดเดอร์ปลื้มมากที่ได้เล่นบทของจีน มอโรใน Willie & Phil เมื่อปี 1980 ซึ่งเป็นหนังที่ผู้กำกับพอล มาเซอร์สกีดัดแปลงจากหนัง Jules et Jim แบบหลวมๆ ปี 1983 เธอรับบทเชอรี ที่มาริลีน มอนโรเคยเล่นเอาไว้ในหนัง Bus Stop แต่เป็นฉบับสร้างใหม่สำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์ แล้วก็ได้ประกบริชาร์ด ไพรเออร์ในหนังเบาสมอง Some Kind of Hero ตามด้วยรับบทเอลิซา ดูลิทเทิล ในหนัง Pygmalion ฉบับโทรทัศน์ ในปีต่อมา

หลังจากนั้นคิดเดอร์ก็ไม่มีงานเด่นๆ อีกเลย งานหนังใหญ่น้อยลงเรื่อยๆ จะมีก็เป็นงานนักแสดงรับเชิญในหนังโทรทัศน์ ไม่ใช่แค่งานแสดงจะซบเซาลง เธอยังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ซ้ำอีกในปี 1990 ซึ่งทำให้คิดเดอร์ถึงกับล้มละลาย เหตุการณ์นี้นับว่าแย่แล้ว แต่สถานการณ์ชีวิตของเธอก็มีที่แย่กว่านั้น โดยในปี 1996 คิดเดอร์แสดงอาการทางประสาทในที่สาธารณะ โดยถูกพบอยู่ในสนามหญ้าของคนที่ไม่รู้จักกัน ดึงทึ้งผมและพยายามหักฟันตัวเอง หลังเชื่อว่าแม็คเกวนขอให้ซีไอเอมาฆ่าเธอทิ้งซะ “ฉันเดาว่าตัวเองคงไปตกลงกับปีศาจในตัวเข้า” เธอกล่าวออกมาหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งเป็นผลจากอาการทางจิตของเธอ

แต่อย่างน้อย ก็พอมีงานแสดงของคิดเดอร์ออกมาให้ได้เห็นกันบ้างในช่วงที่ผ่านมา อาทิ Halloween II เมื่อปี 2009 ซึ่งเป็นงานรีเมคของร็อบ ซอมบี, และซีรีส์โทรทัศน์ Smallville ในปี 2004 ซึ่งเป็นหนังตอนแยกของ Superman, ซีรีส์โทรทัศน์ The L Word เมื่อปี 2006 และ Brothers and Sisters ในปี 2007 คิดเดอร์เองก็ดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมากขึ้นในช่วงหลังๆ เธอแสดงตัวประท้วงการส่งทหารเข้าไปในอิรักของรัฐบาลอเมริกัน, การวางท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน และสนับสนุนเบอร์นี แซนเดอร์สเต็มตัว

คิดเดอร์มีลูกสาวเพียงคนเดียวคือแม็กกี และมีหลานยายอีกสองคนคือ ชาร์ลีและเมซี

รวมไปถึง บทบาทโลอิส เลน ในหนัง Superman ให้จดจำ และรำลึกถึง นับจากนี้

โดย ลุงทอย เรื่อง รำลึกถึงมาร์โกท์ คิดเดอร์ โลอิส เลน ของซูเปอร์แมน-คริสโตเฟอร์ รีฟส์ คอลัมน์ อำลา-อาลัย นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1257 ปักษ์แรก มิถุนายน 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 9
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    9
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On