รำลึกถึงอีกหนึ่งจักพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์ แบร์นาร์โด แบร์โตลุคชี

SHARE THIS
  • 276
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    276
    Shares

แบร์นาร์โด แบร์โตลุคชี เจ้าของผลงานภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่ The Last Emperor ที่คว้าออสการ์มาครองถึง 9 รางวัล และมีผลงานที่ส่งอิทธิพลมาถึงคนทำหนังมากมายหลายรุ่น ด้วยผลงานที่สร้่งความแปลกใหม่ อย่าง The Conformist และ Last Tango in Paris ซึ่งเขาขุดค้นเข้าไปในเรื่องราวที่มีทั้งแง่มุมการเมืองและเซ็กส์ ผ่านการเล่าเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะตัว และงานด้านภาพที่น่าตื่นตา จากไปแล้วด้วยวัย 77 ปี ที่บ้านในโรม เมื่อตอน 7 โมงเช้าของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 หลังจากต่อสู้กับมะเร็งร้ายมานาน

แบร์โตลุคชีได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีสไตล์เฉพาะตัวผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยตัวเองของอิตาลี โดยมีผลงานทั้งในยุโรปและฮอลลีวูด ขณะที่ความสัมพันธ์ของเขากับบรรดาสตูดิโอต่างๆ ก็มีทั้งขึ้น ทั้งลง เห็นได้ชัดจากการที่แม้จะทำหนังในระบบสตูดิโอ แบร์โตลุคชีก็มักจัดการทำให้ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ สามารถนำเสนอโลกในมุมมองของเขาเสมอๆ

สำหรับ The Last Emperor เป็นการดัดแปลงเรื่องราวชีวิตของ ปู ยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน คือผลงานที่เรียกได้ว่า ‘กวาด’ รางวัลออสการ์ในปี 1987 อย่างแท้จริง เมื่อหนังชนะทุกรางวัลที่ได้เข้าชิง รวมถึงรางวัลหนังยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม และทำให้แบร์โตลุคชีกลายเป็นผู้กำกับอิตาเลียนคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น The Last Emperor ยังเป็นหนึ่งในหนังกลุ่มที่คว้ารางวัลออสการ์ได้มากมายสาขา และเป็นหนังตะวันตกระดับยักษ์ใหญ่เรื่องแรกเกี่ยวกับประเทศจีน ที่สร้างขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีน

แบร์โตลุคชี เกิดเมื่อ 16 มีนาคม 1941 ในครอบครัวที่มีฐานะ ที่ปาร์มาเมืองทางตอนเหนือของอิตาลี โดยเขาฉายพรสวรรค์ออกมาให้เห็นตั้งแต่ยังเด็กๆ และด้วยวัย 21 ปีลูกชายของอัตติลิโอ แบร์โตลุคชี กวี/ นักเขียนชื่อดัง ก็เดินรอยตามพ่อ เมื่อคว้ารางวัลทางบทกวีมาได้สำเร็จ ก่อนที่จะตัดสินใจมาเอาดีทางการสร้างภาพยนตร์

งานแรกที่เขาทำก็คือ เป็นผู้ช่วยของปิแอร์ เปาโล พาโซลินี กวีชาวอิตาลีอีกคน ในการทำภาพยนตร์เรื่อง Accattone ในปี 1961 ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของพาโซลินี และในปีต่อมา แบร์โตลุคชีก็มีผลงานเรื่องแรกของตัวเอง The Grim Reaper ที่เป็นเรื่องการสืบสวนคดีฆาตกรรมโสเภณีชาวโรมคนหนึ่ง ที่ถูกนำเสนอผ่านหลากหลายมุมมอง ซึ่งได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนีซด้วย

สองปีต่อมา แบร์โตลุคชีก็มีผลงานฉายในสัปดาห์นักวิจารณ์เมืองคานส์ (Cannes Critics’ Week) เรื่อง Before the Revolution ซึ่งเป็นหนังกึ่งๆ อัตชีวประวัติ เกี่ยวกับนักศึกษาวัย 20 ปี ที่ต้องเลือกระหว่างการเป็นพวกชนชั้นนายทุนและพวกชนชั้นปฏิวัติที่ฝักใฝ่มาร์ซิกส์ ในปาร์มา แล้วยังไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคุณน้าวัยสาวสะพรั่ง ที่รับบทโดย แอเดรียนา อัสติ ซึ่งแต่งงานกับแบร์โตลุคชีหลังจากหนังออกฉาย แต่ก็หย่ากันหลังผ่านไปไม่กี่ปี แบร์โตลุคชีแต่งงานอีกสองหน กับนักออกแบบงานสร้างและออกแบบเสื้อผ้า – มาเรีย เปาโล มาอิโน แต่ก็ต้องเลิกรากัน ก่อนที่จะแต่งงานหนที่สามกับผู้กำกับและนักเขียนบท แคลร์ เปโปลในปี 1979

แม้จะได้รับคำชมอย่างมากจากการฉายในต่างประเทศ แต่คนบ้านเดียวกับแบร์โตลุคชีดูจะไม่ประทับใจกับ Before the Revolution สักเท่าไหร่ “หนังคว้ารางวัลมากมาย และสื่อนานาชาติ ให้การชื่นชม” แบร์โคลุคชี กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปีนี้กับวาไรตี “แต่คนอิตาลีส่วนใหญ่กลับเหยียดหยามผม พวกเขาดูถูกผม”

ปี 1970 แบร์โคลุคชีเข้าชิงออสการ์เป็นหนแรก ในสาขาบทดัดแปลงจากหนังเรื่อง The Conformist ที่สร้างจากนิยายของอัลแบร์โต โมราเวีย ซึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นในอิตาลี ยุคฟาสซิสต์ โดยศูนย์กลางอยู่ที่ปัญญาชนผู้ทุกข์ทรมาน (ฌอง-หลุยส์ ตริงติญองต์) และถูกเลือกโดยตำรวจลับของมุสโสลินีให้เดินทางไปปารีส เพื่อลอบฆ่าศาสตราจารย์ที่ต่อต้านฟาสซิสต์ และเคยสอนเขามา

กับงานด้านภาพที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว จากวิตตอริโอ สโตราโร ผู้กำกับภาพระดับหัวแถว ที่ต่อมาได้ร่วมงานกับแบร์โตลุคชีอีกหลายต่อหลายครั้ง The Conformist ได้รับการยกย่องอย่างสูงในทุกวันนี้ว่าเป็นงานระดับปรมาจารย์ ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนทำหนัง โดยเฉพาะบรรดากลุ่มผุ้กำกับรุ่นใหม่ของฮอลลีวูดในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น สตีเวน สปีลเบิร์ก, มาร์ติน สกอร์เซซี และฟรานซิส ฟอร์ด ค็อปโปลา แต่ถ้าถามว่าหนังเรื่องไหนที่ทำให้ชื่อของแบร์โตลุคชีขึ้นหม้อในระดับโลก คำตอบคือ Last Tango in Paris ที่ถ่ายทำในปี 1972 ตอนที่เขาอายุ 31 ปี มาร์ลอน แบรนโดรับบทเป็นชนชั้นกลางชาวอเมริกัน ที่พบกับสาวรุ่นฝรั่งเศสที่เล่นโดย มาเรีย ชไนเดอร์ ขณะที่ต่างกำลังหาอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในปารีส การเจอกันในครั้งนี้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเพศที่ยากจะจำกัดความ และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหนังเรื่องสำคัญของศตวรรษที่ 20 แต่ Last Tango in Paris ก็เป็นหนึ่งในหนังที่สร้างข้อถกเถียงอย่างมากไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะฉากร่วมเพศทางประตูหลัง ที่มีการใช้เนยเป็นตัวหล่อลื่น แบร์โตลุคชีเก็บฉากนี้ไว้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับชไนเดอร์ ที่ตอนนั้นอายุเพียง 19 ปี เพื่อที่จะล้วงเอาปฏิกริยาแบบ “เด็กสาว ไม่ใช่นักแสดง” ออกมาจากเธอ

ก่อนจะจากไปในปี 2011 ชไนเดอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอ “เหมือนถูกกดขี่ และถูกข่มขืน” โดยแบรนโดและแบร์โตลุคชี แต่ตัวผู้กำกับปฏิเสธมาตลอดว่า เขาไม่ได้บังคับอะไรเธอ “ผมคิดว่าส่วนหนึ่งในความสำเร็จของ Last Tango มาจากความอื้อฉาวของมัน, การร่วมเพศทางทวารหนัก, เนย แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหนังที่สุ่มเสี่ยงและแรงมาก” แบร์โตลุคชีกล่าวในปี 2011 กับวาไรตี “มันยากมากๆ ที่หนังซึ่งเสี่ยงแบบนัั้นจะได้ผู้ชมในวงการ” หนังยังทำให้แบร์โตลุคชีเจอกับคดีความข้อหาเกี่ยวกับการเสนอภาพอนาจารในบ้านเกิด จนเขาต้องเสียสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองอย่าง การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไป 5 ปี “ผมไม่สามารถลงคะแนนได้ นั่นคือส่วนหนึ่งของการลงโทษ” และ “ผมรู้สึกเหมือนไม่ใช่คนอิตาลีอีกต่อไปแล้ว” และการหลบหนีปัญหาทางการเมือง ก็ทำให้เลือกที่จะไปทำหนังในแดนไกล อย่าง The Last Emperor ในจีน, The Sheltering Sky (1990) ที่สร้างจากนิยายของพอล โบว์เลส ทางตอนเหนือของแอฟริกา และ Little Buddha (1993) ที่เนปาลกับภูฏาน

ความสำเร็จของ Last Tango มอบโอกาสทำหนังใช้โปรดัคชันฮอลลีวูดเรื่องแรกให้แบร์โตลุคชี และเขาก็เลือกงานมหากาพย์ทางประวัติศาสตร์เรื่องสำคัญ 1900 หนังถ่ายทำที่อิตาลี มีเบิร์ต แลงคาสเตอร์ รับบทนำ โดยเขาอยากเล่นหนังเรื่องนี้มาก และเพื่อไม่ให้มีปัญหากับตัวแทน เลยตัดสินใจเล่นให้ฟรีๆ แล้วยังมี โดนัลด์ ซุเธอร์แลนด์, โรเบิร์ต เดอ นีโร ตอนหนุ่มๆ และเจอราร์ด เดอ ปาร์ดิเออ ทั้งหมดแสดงร่วมกับชาวนาจากแคว้นเอมีเลียในอิตาลี แต่เมื่อหนังเสร็จออกมาโดยมีความยาวถึง 5 ชั่วโมง 17 นาที ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างแบร์โตชุคชีกับพาราเมาท์ แต่หนังก็ถูกตัดเหลือ 4 ชั่วโมงกว่าๆ และออกฉายในอเมริกาปี 1977 แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ บวกเสียงวิจารณ์ที่ไม่ดี แทบจะจบอนาคตของแบร์โตลุคชีไปเลย แต่อีก 10 ปีต่อมา แบร์โตลุคชีก็กลับมาอย่างผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อคว้ารางวัลออสการ์จาก The Last Emperor ได้ถึง 9รางวัล หลังจากผ่านความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับฮอลลีวูดมาหลายปี แบร์โตลุคชีถึงกับนิยามชัยชนะในคืนนี้ว่า “บางทีนี่คือช่วงเวลาที่โคตรเป็นฮอลลีวูดมากที่สุดของผม”

ปี 1996 แบร์โตลุคชีมีผลงานเรื่องแรกในรอบ 15 ปีออกมา แม้จะเป็นหนังพูดภาษาอังกฤษแต่ก็ถ่ายทำกันในอิตาลี Stealing Beauty นำแสดงโดยลิฟ ไทเลอร์ นักแสดงสาววัย 19 ปี กับเรื่องราวทางเพศในช่วงวัยเริ่มต้น ที่ทัสคานี จากนั้นก็ตามด้วยงานดรามาที่ฉากหลังเป็นกรุงโรม Besieged ในปี 1998 และ The Dreamers ในปี 2004 ที่ถ่ายทำกันในปารีส เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปารีสปี 1968

นอกจากรางวัลออสการ์แล้ว แบร์โตลุคชียังได้รับรางวัลอีกมากมายในการทำงาน เขาได้รับรางวัลปาล์มทองคำ เกียรติยศในการทำงานจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2011, รางวัลสิงโตทองคำจากงานเทศกาลภาพยนตร์เวนีซในปี 2007, รางวัลเสือดาวจากเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนในปี 1997 แล้วยังเป็นคณะกรรมการของงานเทศกาลภาพยนตร์เวนีซถึงสองหนในปี 1983 และ 2013 รวมถึงคานส์ในปี 1990

หนังเรื่องสุดท้ายของแบร์โตลุคชี เป็นงานดรามาก้าวพ้นวัย Me and You ที่ยังเป็นหนังภาษาอิตาเลียนเรื่องแรกในรอบ 23 ของเขา แบร์โตลุคชีต้องทำงานบนเก้าอี้รถเข็น เนื่องจากการผ่าตัดหมอนรองกระดูกหลายต่อหลายครั้ง หนังเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกับพี่สาวต่างสายเลือดที่ติดเฮโรอีน ใช้สถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่แถวๆ จตุรัสทราสเตเวียร์ในโรม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของแบร์โตลุคชี หนังได้ฉายในสายนอกการประกวดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2012

และนับจากนี้ ก็หลงเหลือแต่ผลงานที่ได้รับการยกย่องทั้งหลายให้ได้จดจำ บุคคลที่อาจจะเป็น จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งวงการภาพยนตร์อิตาลี และของโลก – แบร์นาร์โด แบร์โตลุคชี

โดย ลุงทอย เรื่อง รำลึกถึงอีกหนึ่งจักพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์ แบร์นาร์โด แบร์โตลุคชี คอลัมน์ อำลา-อาลัย นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1270 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2561

 


SHARE THIS
  • 276
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    276
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On