วันที่แปดพระเจ้าสร้างมนุษย์ ปีที่แปดที่หายหน้าเมทัลลิกากลับมาพร้อมอัลบั้มนี้ Hardwired… to Self-Destruct ที่ฟังไปแล้ว

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

HARDWIRED… TO SELF-DESTRUCT / Metallica
[Blackened Recordings]

ด้วยอายุอานามของวง ที่ปีหน้าก็ครบสามรอบ เริ่มต้นจากการเป็นวงอันเดอร์กราวน์ด แล้วค่อยๆ สะสมแฟนเพลง จากการทำงานที่มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงเมทัลระดับซูเปอร์สตาร์ เหมือนกับที่แบ็คสตรีท บอยส์ หรือเอ็น ซิงค์เป็น ในโลกของดนตรีป็อป เมื่ออัลบั้มชุดที่ห้าของพวกเขา ที่มักเรียกกันตามสีหน้าปกว่า The Black Album ที่ออกมาในปี 1991 กลายเป็นอัลบั้มอันดับ 1 ชุดแรกของวง พร้อมกับทำสถิติมากมายอย่างที่รู้กัน (ถ้ายังไม่ทราบ ก็สามารถคลิกกูเกิลค้นหาได้ไม่ยาก) รวมทั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงซาวนด์ของวง การสร้างงานที่สามารถหาจุดลงตัวระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการเข้าถึงคนฟังในวงกว้างได้พอดิบพอดี ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมทัลลิกา ที่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยกลับไปอยู่ในจุดที่เคยเป็นก่อนหน้านั้น และสามารถเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านกระแสดนตรีสารพัดมาจนถึงวันนี้

เรื่องของงานเพลง ของดนตรี ของพวกเขา บางทีคงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก 

พวกเขาผ่านจุดที่ต้องค้นหา และพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และนานแล้วด้วย

Hardwired… to Self-Destruct หากไม่ใช่งานที่ดีที่สุดของพวกเขา ก็ต้องเป็นงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานที่ดีของวง มีคุณภาพทุกอย่างที่ในงานของเมทัลลิกาพึงมี ดนตรีที่หนักแน่น เรื่องราวที่ไม่ว่างเปล่า แม้ไม่ใช่คอนเส็ปท์อัลบั้มแบบเต็มร้อย แต่ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แบบบางๆ

ที่บางทีก็อาจจะเป็นเรื่องของการที่คนเรา ต่างก็พากันทำลายตัวเอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ อาจจะเป็นไปด้วยความเคยชิน หรืออะไรก็ตามที

จากเพลงแรก ที่เป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม Hardwired เมทัลลิกาย้ำเอาไว้อย่างชัดเจน “In the name of desperation. In the name of wretched pain, In the name of all creation. Gone insane. We’re so fucked. Shit outta luck. Hardwired to self-destruct.”

มาถึงเพลงสุดท้าย Spit Out the Bone มนุษย์เราก็ยังทำลายตัวเอง เพื่อหวังสิ่งที่ดีกว่า (?) มาแทนที่ตัวเอง “Remove your thought cause it’s only for deceiving. Deceiving thoughts destroy within. Disappear like man was never here. Long live machine. The future supreme. Man overthrown. Spit out the bone.”

เมทัลลิกา เปิดเรื่องและจบราวได้อย่างสอดคล้อง ถึงหายนะของมนุษยชาติ ที่เริ่มจากอะไร และไปสิ้นสุดตรงไหน

ขณะที่ระหว่างทาง ก็มีเรื่องราวที่เกาะเกี่ยวกันมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสิ่งที่มากัดกร่อนความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความโด่งดัง ที่ทำให้คนวิ่งเข้าไปหา ก่อนที่พบว่ามันทำให้ตัวเองมอดไหม้ ไม่ต่างไปจากแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ใน Moth into the Flame หรือบาดแผลในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในสงครามไหน ไม่มีทางลบเลือนหายไปจากความทรงจำ หากยังคอยเล่นงาน สร้างความเจ็บปวดให้กับเราไปเรื่อยๆ ใน Confusion ส่วน ManUnKind ก็แสดงถึงการเสื่อมความเชื่อมั่นของผู้คนอยู่ข้างใน ที่เล่นคำเล่นภาษากันตั้งแต่ชื่อเพลง จาก Mankind เป็น ManUNKind

ในบางเพลงก็ว่ากันตรงๆ แบบไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรมากมาย แต่บางเพลงก็มาพร้อมกับสัญลักษณ์ หรือการนำเสนอที่เป็นปรัชญา เปรียบเปรย เปรียบเทียบ ได้อย่างน่าสนใจ

แล้วภาคดนตรีที่มารองรับ ซาวนด์ของงานฟังกระชับ แน่น และอิ่มมากกว่า Death Magnetic สตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดของวง อาจจะรู้สึกเหมือนนิ่งๆ ในแบบศิลปินที่ค้นหาตัวเองพบ เจอทั้งซาวนด์ ทั้งแนวทางดนตรี ทั้งการสร้างเพลงของตัวเอง ที่ทั้งหมดอยู่ตัวแล้ว หากหลายๆ เพลงก็มีลูกเล่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการสร้างริฟฟ์ ลายเซ็นสำคัญของวง ที่เคยสร้างเพลงที่มาพร้อมริฟฟ์เท่ๆ เตะหูมากมายในอดีต และใน Hardwired… to Self-Destruct ก็มีที่กระแทกหูแรงจัง โดนหนักๆ แบบยกชุด

อย่าง Moth into Flame ริฟฟ์กีตาร์ และลิคฟังสนุก, Am I Savage เมทัลลิกาทำให้ดนตรีหน่วงๆ ริฟฟ์หนืดๆ กลายเป็นเพลงฟังลื่น จากท่วงทำนองที่ติดหู เมโลดี ที่ติดใจ, ManUNKind ที่นอกจากการเรียบเรียง จะทำให้ตัวเพลงมีเรื่องราวในตัวเอง จังหวะจะโคน และซาวนด์ของริฟฟ์ ก็มีเสน่ห์ตื่นหู ยิ่งบวกกับท่อนโซโลที่ระคายความรู้สึกเหลือเกิน เพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่น่าสนใจ และน่าจะได้ใจแฟนๆ ไม่ยาก

โดยคนที่โหยหาอารมณ์แบบเดิมๆ ในยุคเก่า เพลงอย่าง Hardwired กับ Spit out the Bone ก็พอทำให้นึกถึงวันเก่าๆ ของวงได้บ้าง นอกเหนือไปจากแสดงให้เห็นว่า พวกเขายังไหว และยัง ‘ไว’ แม้จะไม่ถึงกับสับขาถี่ยิบ แต่ก็ยังสด เต็มไปด้วยพลัง ซึ่งถือเป็นความโดดเด่นสำคัญของงานชุดนี้ แล้วตัวเพลงก็ถือว่าฟังเข้าหูมากกว่าอัลบั้มชุดก่อนหน้า

XXX

เป็นไปได้ว่า การทิ้งช่วงห่างนานขนาดนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเช่นที่ว่า เมื่อแฟนเพลงพากันรอคอยด้วยความหิวโหยกันโดยถ้วนหน้า แต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ การรอคอยที่ยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งเป็นการทิ้งช่วงการออกอัลบั้มที่นานที่สุดของวง Hardwired… to Self-Destruct ถือว่าไม่มีอะไรที่น่าผิดหวัง

ที่สำคัญนี่คืองานที่เป็นการผสมผสานดนตรีของวงในยุคก่อนกับหลังอัลบั้มปกดำได้อย่างลงตัว นุ่มแต่ไม่นิ่ม แข็งแต่ไม่กร้าว ซึ่งทำให้แฟนเก่า แฟนใหม่ต้อนรับกันได้อย่างสนิทใจ

โดย นพปฎล พลศิลป์

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On