หนังสามมิติ ตายซ้ำ ช้ำอีกแล้ว

SHARE THIS
  • 83
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    83
    Shares

ในปี 2009 เกิดปรากฏการณ์สำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เมื่อหนัง Avatar ออกฉายในระบบสามมิติ แล้วทำรายได้มหาศาล จากลายเป็น Avatar Effect ที่ได้รับการตอกย้ำซ้ำจากความสำเร็จของ Alice in Wonderland หนังของผู้กำกับทิม เบอร์ตัน จนการเพิ่มค่าตั๋วเนื่องจากการเป็นหนังสามมิติ เป็นเรื่องที่ผู้ชมยอมรับได้ และทุกสตูดิโอต่างต้องการทำหนังสามมิติออกมา เพื่อสามารถขายตั๋วชมภาพยนตร์ในราคาที่แพงขึ้น ให้กับคนดูที่กำลังเห่อตามแฟชันใหม่ในธุรกิจภาพยนตร์ จนพวกเขาแปลงภาพจากสองมิติให้เป็นสามมิติแทบจะไม่ทันกันเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วหนังสามมิติในยุค 2000 ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ และก็เป็นแฟชันไม่ต่างไปจากหนังสามมิติในยุค 50 และ 80 แต่ในครั้งนี้ที่ต่างไปจากเดิมก็คือ ระบบดิจิตอลทำให้ภาพที่ออกมาคม, ชัด, สะอาดกว่า และกวนสายตาน้อยกว่าเดิม รวมทั้งยังกลายเป็นอุปกรณ์ใหม่ ที่ทำให้คนทำหนังสามารถใช้ประโยชน์จากการเล่าเรื่องด้วยภาพได้ด้วย

แต่ประโยชน์ที่ว่าก็ไม่เคยเกินขึ้น และชะตากรรมของหนังสามมิติก็เป็นเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา แม้กระแสหลังจากความสำเร็จของ Avatar และ Alice in Wonderland จะมาแรงเหลือเกิน หากก็ไหลเอื่อยอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ในรายงานของเว็บไซท์วาไรตีระบุว่า “รายได้หนังสามมิติในตลาดสหรัฐ อเมริกาและแคนาดาในปี 2017 ตกลงถึง 18% จากปีก่อนหน้าโดยทำเงินไปเพียง 1.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขตามรายงานฉบับใหม่ของสมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐ อเมริกา (Motion Picture Association of America – MPAA) และเป็นตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 8 ปี และตกลงฮวบฮาบจากรายได้ 2.2 พันล้านดอลลาร์ ที่บรรดาหนังสามมิติเคยทำได้ในปี 2010”

ขณะที่รายได้หนังโดยรวมของปี 2017 ตกลงจากปีก่อนหน้าเพียงแค่ 2% เท่านั้นเอง

ถ้ามองไปที่ชาร์ทรายได้ของหนังสามมิติ จะพบว่าจากที่เคยเป็นคลื่นแห่งอนาคต ยอดขายตั๋วหนังสามมิติลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยที่ผู้ชมล้วนรู้สึกว่าจะต้องจ่ายแพงไปทำไมให้กับหนังสามมิติ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ที่ดีกว่าเดิม จนมาถึงจุดต่ำสุดในปี 2017 อย่างที่เห็น

ก่อนหน้านี้ สตูดิโอต่างๆ พยายามดันหนังสามมิติให้เป็นธุรกิจที่เป็นรูปธรรม เป็นกรรมวิธีในการขายบัตรให้แพงขึ้น รวมไปถึงมอบประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ที่คุ้มค่า แต่มีแค่ไม่กี่โรงที่มอบให้ได้ หนังสามมิติยังเป็นกลไกสำคัญในการต่อสู้กับโทรทัศน์และการเติบโตของธุรกิจสตรีมมิง อย่างเน็ทฟลิกซ์ แต่ถ้าสตูดิโอเหล่านี้ดูแลเทคโนโลยีที่มีเป็นอย่างดี ไม่ใช่ใช้มากเกินไปอย่างที่เห็น หนังสามมิติคงไม่ตายไปอย่างรวดเร็ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาสตูดิโอปฏิบัติกับหนังสามมิติไม่ต่างไปจากเหมืองทอง และสูบมันขึ้นมาอย่างตะกละตะกลามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตอนนี้เหมืองที่ว่าก็ไม่มีอะไรเหลือให้ขุด ผู้ชมไม่สนใจหนังสามมิติอีกต่อไป แม้จะยังมีหนังสามมิติปล่อยออกมา แต่ในตอนนี้เรื่องเทคโนโลยีหรือความทันสมัยก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเช่นกัน

ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง ที่ทำให้ยอดขายตั๋วหนังสามมิติตกลงไป ไม่ว่าจะเป็นการที่โรงภาพยนตร์ถอดหนังในระบบสามมิติออกจากการฉาย หนังสามมิติในแบบที่ “ต้องดู” ก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ในแต่ละปีเราเคยมีหนังอย่าง Avatar, Gravity และ Alice in Wonderland ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหนังสามมิติ ให้ได้ชมกันในปีก่อนๆ หน้า แต่ทุกวันนี้ไม่มีหนังเด่นๆ ที่จะพาหนังสามมิติก้าวไปข้างหน้าได้เลย โดยรายได้ส่วนใหญ่ของหนังสามมิติทุกวันนี้ มาจากหนังซูเปอร์ฮีโรสามมิติซะมากกว่า

ที่จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าอายสำหรับสตูดิโอ และน่าเสียดายสำหรับการสร้างภาพยนตร์ เพราะหนังสามมิติไม่ได้เลวร้าย หรือออกมาย่ำแย่เสมอไป หลังจาก 8 ปีของสิ่งที่เรียกว่าความฮิตของเทคโนโลยี มีคนทำหนังไม่กี่คนและสตูดิโอไม่กี่แห่ง ที่สามารถทำอะไรก็ได้กับภาพสามมิติ หนังสามมิติบางเรื่องเป็นงานที่ออกมาเนี้ยบ แต่ก็มีให้เห็นกันไม่บ่อยนัก ขณะที่คุณภาพของการสร้างภาพสามมิติก็หลากหลายกันไปในแต่ละเรื่อง อย่างทุกช็อตใน Gravity เต็มไปด้วยภาพสามมิติที่ให้ความรู้สึกว่าผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี ขณะที่การเร่งรีบแปลงภาพอย่างรวดเร็วให้ทันเวลาของ Clash of the Titans นอกจากจะได้ภาพที่คุณภาพต่ำ ผู้ชมเองก็รู้สึกเหมือนกับถูกหลอก ที่หลังจากนั้นผู้กำกับพยายามย้ำว่าพวกเขาถ่ายหนังในระบบสามมิติจริงๆ คนดูก็ไม่สนอีกต่อไปแล้ว หรือบางทีพวกเขาก็อาจไม่รู้ก็เป็นได้ เมื่อได้ชมภาพยนตร์เหล่านี้ด้วยเครื่องฉายและจอภาพคุณภาพต่ำๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปตำหนิผู้ชม

ความพยายามของพาราเมาท์ ที่เลื่อนฉาย G.I. Joe: Retaliation เกือบๆ ปี เพื่อให้เวลากับการแปลงภาพเป็นสามมิติ กลายเป็นความล้มเหลวเมื่อหนังทำเงินในตลาดอเมริกาเหนือแค่ 122 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกมองว่าเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ ครั้งใหญ่อย่าง ภาพสามมิติเฟรมเรทสูง (High Frame Rate 3D) ใน The Hobbit: An Unexpected Journey ก็หมดลมอย่างรวดเร็ว คอหนังทั้งหลายรู้จักกับรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ และขณะที่ตลาดนอกอเมริกาอ้าแขนรับเทคโนโลยีสามมิติ ผู้ชมในตลาดอเมริกาเหนือก็เริ่มเลิกให้ความสนใจ

รายได้ที่ตกลงจากเดิมของหนังสามมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงตามรายได้ตลาดโดยรวมที่ตกลง วาไรตีระบุว่า “รายได้ที่ลดลงเป็นไปตามรายได้ที่ตกลงไปของบ็อกซ์ ออฟฟิศ รายได้โดยรวมนั้นตกลงราวๆ 2% ในปี 2017 เหลือ 11.1 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามตลาดต่างประเทศกลับเติบโตมากขึ้น และพุ่งไปถึง 40.6 พันล้านดอลลาร์” สามมิติอาจจะเป็นแท็คติคที่ใช้ได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในตลาดอเมริกาเหนือได้ในระยะยาว เมื่อมองว่ารายได้ของตัวมันเองตกลงไปถึง 18% ยิ่งไปกว่าระบบสามมิติยังหาทางเข้าไปอยู่ในใจผู้ชมไม่เจอด้วยซ้ำ

หากลองไปตามร้านขายเครื่องไฟฟ้า มองหาโทรทัศน์ใหม่สักเครื่อง จะพบว่าโทรทัศน์จอภาพสามมิติถูกทิ้งให้อ้างว้าง ขณะที่ความนิยมไปอยู่ที่จอภาพแบบโฟร์เค (4K) และความละเอียดสูง (HDR) คนดูต้องภาพที่คม เคลียร์ มากกว่าภาพที่สั่นไหว พวกเขาไม่ต้องการใส่แว่น และไม่ต้องการให้สารพัดภาพพุ่งออกมาจากหน้าจอ ยิ่งไปกว่านั้นสตูดิโออีกนั่นแหละ ที่ทำเมินหนังสามมิติ เมื่อเลือกที่จะยุ่งอยู่กับการโปรโมทระบบภาพ โฟร์เค อูลตราเอชดี ว่าเป็นที่สุดของความบันเทิงภายในบ้าน ไม่ใช่ระบบสามมิติอีกต่อไป

แค่นั้นยังไม่พอ พวกเขาดูเหมือนจะหันหลังให้กับการโปรโมทหนังสามมิติในโรงภาพยนตร์ไปด้วย แม็ทท์ โกลด์เบิร์กจากเว็บไซท์ Collider เล่าว่า เมื่อก่อนเวลาไปชมหนังรอบสื่อมวลชน ถ้าเป็นหนังที่มีระบบสามมิติ ทางสตูดิโอจะฉายหนังสามมิติให้ชม แต่ล่าสุดในรอบสื่อมวลชนของ Coco และ Ready Player One ต่างฉายด้วยระบบสองมิติ การฉายระบบสามมิติเป็นเรื่องไว้ว่ากันทีหลัง ซึ่งหมายความว่า ทางสตูดิโอรู้ดีว่า ความน่าสนใจสำหรับหนังสามมิติมันถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ยกเว้นคนทำหนังอย่าง เจมส์ คาเมรอน และอีกไม่กี่คน

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ หนังภาคต่อของ Avatar จะเป็นการฟื้นชีวิตให้หนังสามมิติ หรือคาเมรอนจะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเทคโนโลยีนี้? แม้หนังสามมิติจะยังไม่จบลงไปจริงๆ เพราะยังมีโอกาสพัฒนาได้อีก อย่างการดูหนังสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่น แต่มันก็คงต้องหายไปเพราะคนทำหนังไม่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้ยังไง แถมหลายๆ คนก็ไม่ใส่ใจเรื่องอุปกรณ์การฉายแย่ๆ ที่ทำให้โรงภาพยนตร์หลายๆ แห่งทำลายเทคโนโลยีดีๆ ลงไปได้อย่างง่ายดาย แล้วก็ขาดการปลุกเร้าเพื่อจะทำหนังสามมิติออกมาให้เข้าท่าเข้าทาง มันเลยยากที่จะไปอยู่ในที่ๆ ควรจะเป็น และผู้ชมเองก็ฉลาดขึ้น รู้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

คำตอบคงต้องรอพิสูจน์กันในอีก 3 ปีนับจากนี้ เมื่อเจมส์ คาเมรอนจะกลับมาพร้อมกับภาคต่อของหนัง Avatar หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล และหนังที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับหนังสามมิติ ในเดือนธันวาคม 2020 ซึ่งทางฟ็อกซ์เปิดไฟเขียวให้ทำถึง 4 ภาค

ที่บางทีอาจจะสายเกินไป เมื่อรายได้จากหนังสามมิติดิ่งลงเหวเรื่อยๆ แบบนี้ก็เป็นได้

โดย ฉัตรเกล้า จากเรื่อง หนังสามมิติ ตายซ้ำ ช้ำอีกแล้ว นิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับที่ 1256 ปักษ์หลังพฤษภาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 83
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    83
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On