หายนะวงการเพลง? ยอดขายเพลงในอเมริกาต่ำสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หลังเจอกับการละเมิดลิขสิทธิ์, การปิดตัวลงของร้านขายซีดี-แผ่นเสียง, ค่ายเพลง ต้องปรับลดพนักงาน และศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์กลายเป็นศิลปินอินดี้ มายาวนานมาก ในที่สุดวงการเพลงของเมริกา ก็เดินทางมาถึงจุดต่ำสุด (?) ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อยอดขายอัลบั้มมีแค่ 4.68 ล้านก็อปปี้ น้อยที่สุดนับตั้งแต่นิตยสารบิลล์บอร์ดใช้ระบบซาวนด์สแกนมาตรวจสอบยอดขายตั้งแต่ปี 1991

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าก็คือ บรรดาค่ายเพลงขายอัลบั้มแต่ละสัปดาห์ได้น้อยกว่า 5 ล้านก็อปปี้ 5 สัปดาห์รวด ยอดขายที่ตกต่ำลงอย่างน่ากลัวขนาดนี้ ก็พอมีมุมดีอยู่บ้าง เมื่อแสดงให้เห็นว่า บรรดาเว็บหรือแอพพลิเคชั่นฟังเพลงสตรีมมิ่งอย่าง สปอติฟาย, แพนดอร่า และยูทูบ (หรือในบ้านเราก็มีดีเซอร์) เริ่มตัดยอดขายของซีดี และการดาวน์โหลด “เราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน” แดเนียล กลาสส์ ประธานของกลาสส์โนต เรคอร์ดส์ กล่าว “ยอดสตรีมมิงเพิ่มขึ้น เป็นรูปแบบทางธุรกิจที่ยังไม่ใช่ในวันนี้ แต่จะมาแน่ๆ”

แต่บางรายก็ไม่ได้โทษสปอติฟาย หรือบริการฟังเพลงสตรีมมิง ซึ่งวงการเพลงเพิ่งได้เงินจากการเซ็นสัญญากับบริษัทที่เปิดบริการนี้มูลค่าหลายๆ ล้านดอลลาร์ในช่วงปี- 2 ปีที่ผ่านมา พวกเขามองไปที่ ยอดขายอัลบั้มเก่าๆ ในราคาต่ำๆ ที่มีอัลบั้มราคา 5 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นน้อยมาก รวมไปถึงไม่มีอัลบั้มแรงๆ ออกมา แต่กับบางคนก็ไม่เห็นด้วย “การตำหนิการออกอัลบั้ม ไม่ต่างไปจากการอ้างลมฟ้าอากาศ” คอเพลงคนหนึ่งกล่าว “เพราะมันสามารถเอาเพลงเข้าไปเชื่อมได้ตลอด มีเพลงของซัมเมอร์ออกมาเรื่อยๆ”

ขณะที่จิม คาปาร์โร อดีตประธานของไอส์แลนด์ เดฟแจม เรคอร์ดส์ ก็เชื่อว่า การฟังเพลงสตรีมมิ่ง กำลังทำลายยอดขายเพลงดาวน์โหลด “ความคิดในการขายทุกอย่างราคาเดียวต่อเดือน เป็นการเสนอขายที่ดึงดูดใจมากๆ และผู้ให้บริการฟังเพลงสตรีมมิงต่างก็ทำได้ดี” เขากล่าว “ค่ายเพลงจะต้องจัดการปรับองค์กรใหม่ อิงกับบริการเหล่านี้ เพื่อที่จะสอดรับกับความเป็นไปในตลาด และสร้างกำไรได้”

ทำให้การที่ศิลปินบางรายตำหนิสปอติฟาย และแพนดอราที่จ่ายพวกเขาแบบเขียมๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญกับเรื่องยอดขายที่ลดลง เดือนก่อนธอม ยอร์ค จากเรดิโอเฮด และไนเจล ก็อดริช โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ที่ร่วมกันทำงานในนาม อะตอม ฟอร์ พีซ ก็ถอดอัลบั้ม Amok ของพวกเขาออกจากสปอติฟาย โดยอ้างว่าได้รับรายได้ที่ต่ำมากจนไม่เป็นธรรม “ถ้าคนฟังสปอติฟายแทนที่จะซื้อแผ่นกันในปี 1973 ผมสงสัยมากๆ ว่าพิงค์ ฟลอยด์จะทำอัลบั้มอย่าง Dark Side of the Moon ออกมาหรือเปล่า” ก็อดริช กล่าว ”มันคงเป็นงานที่ราคาแพงเกินไป” อย่างไรก็ตามผู้บริหารของสปอติฟาย มองว่า เงินที่จ่ายให้ศิลปินและค่ายเพลงจะเพิ่มจาก 500 ล้านเหรียญเป็น 1 พันล้านเหรียญในสิ้นปี 2013

อุตสาหกรรมดนตรี ต้องต่อสู้ ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแข่งกับของฟรี ตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 ที่เว็บแชร์เพลงแนพสเตอร์กำเนิดขึ้นมา แสดงวิธีการในการฟังเพลงที่แตกต่าง โดยไม่ต้องซื้อซีดีในราคาแพงๆ ขณะที่การลงทะเบียนฟังเพลงแบบพรีเมียมของสปอติฟาย เสียค่าบริการเพียง 10 เหรียญต่อเดือน คืออีกหนึ่งกระบวนการต่อสู้ รวมไปถึงการขายแบบสุดถูกของอะเมซอน ที่ขายอัลบั้มบางชุดในราคา 99 เซนท์แค่วันเดียว และการขายไปกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นมือถือ

“ผมมาจากกลุ่มที่อ้าแขนรับเทคโนโลยี เพื่อมองหาคนฟังที่กว้างขึ้น” กลาสส์ ที่ค่ายเพลงของเขามีมัมฟอร์ด แอนด์ ซันส์ เจ้าของยอดขาย 600,000 ก็อปปี้ในสัปดาห์แรกที่ออกขายเมื่อปีกลายกล่าว “ธุรกิจของเรากำลังขึ้น ยอดขายตั๋วก็ดี กลุ่มของเรากำลังเติบโต เราไม่สามารถปล่อยให้มีรูปแบบธุรกิจที่ตายได้หรอก”

จากเรื่อง หายนะวงการเพลง? ยอดขายเพลงในอเมริกาต่ำสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ 13 สิงหาคม 2556


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.