อนาคตของดิสนีย์ และอนาคตของภาพยนตร์ อันเกิดจากทุกขลาภจากฟ็อกซ์

SHARE THIS
  • 13
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    13
    Shares

แม้จะยังไม่สิ้นปี 2019 แต่ก็คงสรุปได้อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ตอนนี้ว่า วอลท์ ดิสนีย์ คือแชมป์รายได้ประจำปีนี้ เมื่อมีหนังทำเงินผ่านพันล้านเหรียญทั่วโลกถึง 5 เรื่องเข้าไปแล้ว ได้แก่ Avengers: Endgame (2.79 พันล้านเหรียญ), The Lion King (1.3 พันล้านเหรียญ), Captain Marvel (1.1 พันล้านเหรียญ), Aladdin (1.03 พันล้านเหรียญ) และ Toy Story 4 (1 พันล้านเหรียญ) โดยยังมีหนังอย่าง Frozen 2, Star Wars: The Rise of Skywalker รอฉาย ซึ่งมองถึงรายได้หลักเดียวกันไว้ก่อนได้เลย

ถึงจะเป็นอย่างนั้น สตูดิโอแห่งนี้ก็ยังมีรอยด่างพร้อย เมื่อสูญเงินถึง 170 ล้านเหรียญในไตรมาสที่ผ่านมา จากมรดกที่รับมาจากการซื้อกิจการของทะเวนตี เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ แต่ดิสนีย์ก็ไม่ได้ตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยในการแถลงข่าวถึงการดำเนินงานไตรมาสที่สามของบริษัท บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์ก็พูดถึงอนาคตของดิสนีย์ ที่อาจจะหมายถึงอนาคตของธุรกิจภาพยนตร์ด้วย

ตัวเลขที่ดิสนีย์สูญไปจากการรวมกิจการกับฟ็อกซ์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และไม่ใช่เรื่องใหญ่โต “พื้นฐานของดิสนีย์แข็งแรงและยังคงแข็งแรงอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย” จิมมี เชฟเฟลอร์ ซีอีโอของคาร์เมล กรุป บริษัทให้คำปรึกษาเรื่องสื่อกล่าว “ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีคนมากเกินไปไหมที่จะแย้งออกมาว่า พวกเขาจะแข็งแรงกว่าเดิม”

“รายได้ของฟ็อกซ์ต่ำกว่าที่เป็น และต่ำกว่าที่เราคาดไว้ในตอนที่เข้าซื้อกิจการ” ไอเกอร์ กล่าว และเขากับประธานร่วม อลัน ฮอร์น, อลัน เบิร์กแมน จะทำงานร่วมกับเอ็มมา วัทท์ส ผู้บริหารของฟ็อกซ์เพื่อลดหนังของฟ็อกซ์ที่จะออกฉาย และเน้นหนังที่ถูกปล่อยออกมามากขึ้น

หนังจากฟ็อกซ์ที่อยู่ในสถานะปลอดภัยจากดิสนีย์ ก็มี ภาคต่อของ Avatar, หนังชุด the Kingsman, หนังชุด Planet of the Apes, หนังภาคต่อ Murder on the Orient Express แล้วก็หนังหวังรางวัลที่จะฉายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง Ford v. Ferrari ไอเกอร์บอกด้วยว่า คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีหรือมากกว่านั้น ที่ผลจากการเป็นเจ้าของฟ็อกซ์โดยดิสนีย์จะแสดงออกมาให้ เขายังย้ำอีกว่า บรรดาหนังซูเปอร์ฮีโรที่อยู่กับฟ็อกซ์ เช่น X-Men, Fantastic Four และ Deadpool ตอนนี้อยู่ในการดูแลของมาร์เวล สตูดิโอส์

“บางทีคงต้องใช้เวลาปีหนึ่งเต็มๆ หรือสองปี กว่าที่เราจะทำอะไรได้เป็นเรื่องเป็นราว เห็นได้ชัดว่าขั้นตอนในการพัฒนามันต้องใช้เวลาที่นาน แต่ผลกระทบที่หนังมีจะอยู่ในขั้นตอนของการทำงาน” บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอของมาร์เวล สตูดิโอส์กล่าว “เรามั่นใจว่าสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหนังของฟ็อกซ์ได้ และคุณจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในราวๆ 2-3 ปี”

หนังเรื่องสำคัญที่ทำให้ดิสนีย์สูญเงินที่น่าจะได้จากการรวมกิจการกับฟ็อกซ์ ก็คือ Dark Phoenix ที่เปิดตัวตอนต้นเดือนมิถุนายนด้วยรายได้แค่ 33 ล้านเหรียญ ก่อนจะทำรายได้รวมในอเมริกาเพียง 65 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่ารายได้เปิดตัวของหนัง X-Men 7 เรื่องก่อนหน้าด้วยซ้ำ ส่วนรายได้รวมทั่วโลก 252 ล้านเหรียญ ก็ไม่คุ้มกับงบสร้างและการตลาดที่ลงไปราวๆ 200 ล้านเหรียญ

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนังของฟ็อกซ์ในไตรมาสที่ผ่านมา จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยการดำเนินงานของฟ็อกซ์จะก้าวไปสู่ “ทิศทางใหม่ๆ ใช้ความเป็นระบบระเบียบแบบเดียวกัน และความคิดสร้างสรรค์มาตรฐานเดียวกับ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของดิสนีย์, พิกซาร์, มาร์เวล และลูคัสฟิล์ม” ไอเกอร์กล่าว

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ในรายงานประจำไตรมาส ทางบริษัทได้มีการวางแผนที่จะกลายเป็นอนาคตของฮอลลีวูดเอาไว้ด้วย นั่นก็คือ หนังใหญ่ๆ จะได้ฉายในโรง, หนังที่มีความเฉพาะตัวที่สร้างเพื่อฉายโรง จะมีการวางพื้นที่ชั้นดี ส่วนหนังนอกเหนือจากนี้ จะไปอยู่ในบริการสตรีมิงที่ดิสนีย์เป็นเจ้าของ อย่าง ฮูลู และดิสนีย์พลัส โดยหนังที่เคยเป็นงานทำเงินในโรงใหญ่ แต่จะกลายเป็นหนังในจอเล็ก ที่อยู่ในระหว่างการเตรียมงานสร้างก็มี Home Alone, Night at the Museum, Cheaper by the Dozen และ Diary of a Wimpy Kid

สำหรับค่าสมาชิกของดิสนีย์พลัสที่เปิดออกมา เป็นราคาที่ทำให้เน็ทฟลิกซ์ต้องสะอึก โดยเชฟเฟลอร์ บอกว่าดิสนีย์ฉลาดมากๆ ในการรวบสามบริการสตรีมิงของตัวเอง ได้แก่ ดิสนีย์พลัส, ฮูลู และอีเอสพีเอ็นพลัส เข้าด้วยกัน แล้วคิดค่าบริการเพียง 13 เหรียญต่อเดือน แพงกว่าค่าสมาชิกมาตรฐานของเน็ทฟลิกซ์แค่เหรียญเดียว แล้วก็เข้าถึงผู้ชมทั้งกลุ่มเด็กๆ, กลุ่มครอบครัว, ผู้ใหญ่ และคอกีฬา แม้ค่าสมาชิกที่วางเอาไว้ จะไม่ทำให้บริษัทได้เงินก้อนโตในตอนเปิดให้บริการ แต่จะทำให้ได้ผู้สมัครจำนวนมหาศาล ที่สามารถเอาข้อมูลที่ได้ใช้ดึงพวกเขาให้อยู่กับบริการของตัวเองไปนานๆ

ส่วนหนังอินดี เป็นตลาดที่ทั้งเดินหน้าต่อและจบไปจากมุมมองที่ดูขัดแย้งกัน โดยไอเกอร์ไม่ได้กล่าวถึง ฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์บริษัทหนังอินดีที่ได้จากการซื้อฟ็อกซ์มากนัก เขาบอกแค่ “ฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์จะสานต่อการสร้างภาพยนตร์ชั้นดี ขณะที่ขยับขยายการเล่าเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะและมีคุณภาพเข้าไปในพื้นที่ของหนังที่ส่งตรงถึงผู้ชม” ซึ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า มีเพียงหนังรางวัลที่ได้เข้าโรงแน่ๆ ทำให้ทีมงานของเสิร์ชไลท์เองช็อคมากกว่าบริษัทคู่แข่งด้วยซ้ำ และกลายเป็นคู่ต่อสู้แบบตรงๆ กับผู้ให้บริการสตรีมมิงอย่าง เน็ทฟลิกซ์, อะเมซอน ที่พยายามหาโรงฉายให้กับหนังรางวัลของตัวเอง

ส่งให้เสิร์ชไลท์รับบทบาทสำคัญในระบบของดิสนีย์ ในฐานะผู้สนับสนุนคนทำงานที่มีพรสวรรค์ อย่าง ไทกา ไวตีติ ที่งานใหม่ Jojo Rabbit หนังเสียดสีฮิตเลอร์หวังรางวัล จะพาดิสนีย์ไปอยู่ในสถานภาพที่ผิดไปจากเดิม โดยที่เขายังกำกับ Thor: Love and Thunder ให้มาร์เวล, ทำซีรีส์ What We Do in the Shadows ให้ช่องเอฟเอ็กซ์ และกำกับบางตอนของซีรีส์ The Mandalorian ทางดิสนีย์พลัส รวมถึงกำกับ Next Goal Wins ที่เสิร์ชไลท์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะฉายโรงหรือลงสตรีมิง

ขณะที่บรรดาคนทำหนังอินดี ซึ่งมองเสิร์ชไลท์ว่าเป็นเส้นทางจัดจำหน่ายที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ก็น่าจะเจอการปล่อยหนังออกฉายแบบสองตลาด ซึ่งอาจจะเกิดเรื่องแบบ หนังระดับหัวแถว มีความเป็นไปได้บนเวทีรางวัล จะได้ข้อเสนอในการฉายโรงภาพยนตร์เพียบ รวมทั้งมีการแย่งซื้อจากสตูดิโอกระเป๋าหนัก, หนังคุณภาพที่ไม่ชัดเจนในความเป็นหนังรางวัล ยังได้รับข้อเสนอและการประมูลซื้อ แต่จะเป็นจากผู้ให้บริการสตรีมิง หรือบางทีอาจจะได้รับข้อเสนอจากโรงหนังอิสระบ้าง ขณะที่หนังนอกเหนือจากนี้ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนัก แต่ก็อาจได้ประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ให้บริการสตรีมิง ซึ่งต้องการภาพยนตร์จำนวนมากๆ เพื่อครองตลาด

ต่อให้ไม่ใช่ดิสนีย์ ก็คงไม่แย้งวิธีคิดแบบนี้ แถมเป็นไปได้ด้วยว่า บรรดาสตูดิโออื่นๆ ก็อาจจะมีมุมมองที่ไม่ต่างกันด้วยซ้ำ เมื่อพูดถึงหนังที่ไม่ใช่งานบล็อคบัสเตอร์หรืองานชั้นดี ที่กลายเป็นงานที่มีความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่สตูดิโอพยายามเลี่ยงให้ได้เป็นดี แล้วยิ่งเป็นสิ่งที่สตูดิโอซึ่งอ้างว่าตัวเองมีส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐ อเมริกาถึง 40% วางแผน ต่อให้เป็นคู่แข่งยังไงก็ต้องฟัง

ที่สำคัญ ต่อให้สูญเงินไปเป็นร้อยล้านเหรียญ จากการรวมกิจการกับสตูดิโอที่อยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าที่คาดหวัง แต่อย่าลืมว่า ณ.ตอนนี้ พวกเขาหาเงินเข้าบัญชีธนาคารของตัวเองไปแล้วถึง 8 พันล้านเหรียญ ซึ่งหมายความว่า ดิสนีย์ไม่ต้องแก้ไขแผนการเพื่ออนาคตของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง อนาคตของดิสนีย์ และอนาคตของภาพยนตร์ คอลัมน์ หรรษา วันจันทร์ – Happy Monday หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 19 สิงหาคม 2562

 


SHARE THIS
  • 13
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    13
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On